Siddartha Gotama

ขอน้อมนมัสการพระบรมศาสดาจารย์เจ้า แห่งองค์บรมครูจอมแห่งเทพ ขอพระองค์เมตตาแห่งข้าพเจ้า ขอนำเอาหลักพระธรรมแห่งคำสั่งสอนแห่งพระองค์มากล่าวต่อไป

ในครั้งแห่งพระองค์ประสูติวันเพ็ญ เดือนหก ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เป็นเวลาใกล้จะเที่ยงวัน, เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเป็นวันเพ็ญ เดือนหก ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ เวลาใกล้จะเที่ยงวัน,

เจ้าชายประสูติเป็นวันมหัศจรรย์ โดยเป็นวาระร่วมกันสามอย่าง คือ ประสูติ ตรัสรู้ และ พระปรินิพพาน ในมหามงคลนี้ มีบุคคลและเทพจากภพทั้งห้ามาร่วมนมัสการและขอให้พระองค์ได้ บรรลุเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดเอาสรรพสัตว์ให้ได้รู้ทางออกจากทุกข์


I would like to bring the story of the Buddha was born and all gods, goddesses from the five worlds come to respect on his birthday at Lumbini park, India .

On my wish on the Buddha birthday please give the kindness to all human beings in the world and other lives to be free from suffering now and forever. Sathu.

 

 

หลวงตาได้สั่งให้ คุณเอกพร ศรีบัณฑิต ช่วยเป็นภาระให้ในการสร้างพระองค์นี้เป็นเวลา ๑ ปีจึงแล้วเสร็จ มูลค่า ๕๘,๐๐๐ บาท ขออำนาจผลบุญนี้จงไปปกปักรักษา ครอบครัวของคุณเอกพร ศรีบัณฑิต พร้อมด้วยญาติมิตรและพุทธมามกะ จงเจริญสุขพร้อมไปด้วยโภคทรัพย์ และขอให้ในชีวิตนี้จงมีแต่ความรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุขเทอญ

Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong ordered Phra Shinnarat from Thailand . It took about one year to finish and it costs about 58,000 Baht. Now the Buddha statue is in Australia on Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong 's respection.

 

 


พระจันทรวิมุตติสุข ศากยะมุนี

หลวงตา นามพระครู จันพี มณีวงศ์ ในต้นปี ๑๙๙๙ นี้ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สูงประมาณ ๔.๕ เมตรและแท่นนั่งสูงประมาณ ๓.๕ เมตร และกว้างประมาณ ๒.๕ เมตร หนัก ๔.๕ ตัน ทำด้วยทองเหลือง หลวงตา นามพระครู จันพี มณีวงศ์ เป็นผู้นำเข้ามาจาก ประเทศออสเตรเลีย และจะได้ถวายให้เป็น สาธารณประโยชน์ในขั้นต่อไป

 

ประวัติผู้เขียน

หลวงตา นามพระครู จันพี มณีวงศ์ เป็นคนลาว เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ / ๐๓ / ๑๙๒๑ ได้ออกบวช ตั้งแต่อายุ ๑๐ ปีเป็นสามเณร , เมื่ออายุ ๒๑ปี จึงได้บวชเป็นพระและได้ถือครองกรรมฐาน หลวงตาได้ธุดงค์ไปทุกแห่งหน เพื่อแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย และออกเยี่ยมญาติโยมทั่วประเทศลาว , ในทางพุทธศาสนาท่านได้นามยศ เป็นหลวงตา นาม พระครู จันพี มณีวงศ์

หลวงตาท่านได้อพยพมาประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ ๒๑ / ๐๖ / ๑๙๘๑ และปัจจุบันนี้ ได้รับสัญชาติ ออสเตรเลีย , ปัจจุบันหลวงตาท่านมีอายุ ๗๘ ปี หลวงตาท่านได้สร้างคุณงามความดี สร้างบุญกุศล หลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศออสเตรเลีย และต่างประเทศอีกด้วย หลวงตาท่านได้เขียนหนังสือธรรมะหลายหัวข้อ ทั้งภาษาลาวและแปลเป็นภาษาอังกฤษหลายเล่มด้วยกัน เพื่อเป็นธรรมทานและหนังสือเหล่านี้ได้ถูกส่งไปหลายประเทศ , ผลงานและหนังสือที่ท่านได้เขียนและได้ทำพอที่จะสรุปได้ดังนี้

  1. ศีลังโลเก อนุตระลัง
  2. วิมุตติ
  3. The Way You Are Looking For ( Part I&II )
  4. The Emptiness
  5. วิปัสสนาทางสายกลางภูมิ 6
  6. พุทธธรรม
  7. พุทธประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนี้หลวงตา ยังได้สร้างและถวายพระพุทธรูปและปัจจัยที่มีคุณค่าให้แก่วัด และองค์การต่างๆดังต่อไปนี้

  1. องค์ปางประทานพร ถวายวัดเวียดนาม พร้อมด้วย พระทองคำ ๒๔ เค ๒ บาทครึ่ง, พระทองคำ ๑๘ เค ๒ บาทครึ่ง, พระเงินและพระทองเหลือง ๒ บาทครึ่ง, พระ ๔ องค์หล่อด้วยโลหะพิเศษ, พระเล็ก ๒,๐๐๐ องค์มอบเป็นของขวัญแด่พระสงฆ์และพุทธมามกะ, หนังสือธรรมะ ๒,๐๐๐ เล่ม, ปัจจัย ๑,๐๐๐ เหรียญออสเตรเลียนดอลลาร์, อัฐบริขาร ๒๑ องค์ถวายแด่พระสงฆ์ที่มาร่วมงาน ( Chua Hoa Nghiem Temple ) of 22 Princess Ave , Springvale , Victoria ( Australia )
  2. ถวายพระพุทธรูปปางประทานพรและปางสมาธิ ให้แก่วัดพุทธลาวัลย์ (Wat Buddhalvarn) of Lot 12 Minera Road, Wedderburn NSW 2560
  3. สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ส่งไปถวายที่สหรัฐอเมริกา วัดลาวพุทธภาวนาราม ๕๖๑๘๕๘ St No. Kennets City , FL ๓๓๗๐๙ USA และหนังสือพระไตรปิฎก ๙๓ เรื่อง
  4. สร้างพระมาลัย และส่งไปถวายที่ประเทศศรีลังกา The Vihara Horowpothane, Sri Lanka
  5. สร้างพระนาคปรก ๒ องค์ องค์หนึ่งถวายวัดพระอาจารย์ สาลี สุลินทา ที่ชิดนีย์
  6. พระนาคปรกอีกองค์ ถวายแก่วัดเขมร The Khmer Buddhist Center Inc. 458-460 Springvale Rd , Springvale South VIC 3172 ( Australia )
  7. สร้างพระโมคคัลลา,พระสารีบุตร และ พระทองคำ ๒๔ เค ๑๖ กรัม สององค์ถวายแก่วัดลาวพุทธนิมิตรแคนเบอรา (Wat Lao Buddhanimit Canberra Inc) of 20 Jenke Cirt. Kambah ACT 2902 ( Australia ) โดยองค์หนึ่งใส่ไว้ในพัทธสีมา และอีกองค์บรรจุไว้ที่ยอดช่อฟ้า
  8. พระนาคปรกอีก ๒ องค์ถวายแก่วัดเขมร พร้อมด้วยพระศรีนราช ๑ องค์ที่ 53 Balmoral Ave. Springvale, VIC 3171 ( Australia ) •
  9. สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร พระประธาน " พระวรุณชัย " ยาวประมาณ ๑ เมตร สูงประมาณ ๑ . ๕ เมตร และ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร และสูงประมาณ ๒๕ เซนติเมตร ถวายแก่ศูนย์พุทธธรรม " วัดธาตุหลวง " แคนเบอรา (The Buddhist Center ‘Wat That Luang' Canberra Inc.) of 1 Shand Place, Latham, ACT 2615 พร้อมด้วยเงินสด ๓๐๐๐ ดอลลาร์ และ ฆ้องทองใหญ่อีกหนึ่งวง
  10. สร้างพระปางลีลา ๒ องค์ องค์หนึ่ง ถวายแก่ศูนย์พุทธธรรมอับเวจำกัดที่เมลเบิล (Buddhist Discussion Center 'Upwey' Ltd) of 33 Brooking St. Upwey, VIC 3158, Australia พร้อมกับ พระโพธิสัตว์กวนอิมหนัก 500 กิโลกรัม และพระปางประสูติ หล่อด้วยเนื้อทองเหลืองหนัก 300 กิโลกรัม พร้อมด้วยดอกบัว 7 ดอก หล่อด้วยเนื้อทองเหลือง แต่ละดอกหนัก 50 กิโลกรัม และจอมเจดีย์กว้าง 38 เซนติเมตร สูง 68 เซนติเมตร มูลค่า 38,000 บาท จัดทำโดยคุณโยมเอกพร ศรีบัณฑิต และพระไสยาสน์ 1 องค์ ยาว 3 เมตร หนัก 500 กิโลกรัม หล่อด้วยเนื้อทองเหลือง พร้อมด้วยพระปางนาคปรก 1 องค์ สูง 2.10 เมตร หนัก 500 กิโลกรัม เนื้อหล่อด้วยทองเหลือง เงินสด 500 AUD และพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หลวงตา ท่านได้ถวายไว้ที่ ศูนย์พุทธธรรมอับเว เมลเบิล
  11. ส่วนพระพุทธรูปปางลีลาอีกองค์หนึ่งนั้น หลวงตาท่านได้ถวายแก่วัดเวียดนามที่เมลเบิล
  12. ในวันที่ ๗ / ๐๔ / ๑๙๙๔ หลวงตาท่านได้ถวายเงิน ๓๐๐๐๐๐๐ กีบ พร้อมด้วยเงินไทย ๒๕๐๐๐ บาท และเงิน ๔๐๐ เหรียญอเมริกันดอลลาร์ ให้แก่วัดพระธาตุขาว เมืองไชยธานี ที่ประเทศลาว เพื่อสร้างประตูโค้ง
  13. หลวงต านามพระครู จันพี มณีวงศ์ ในต้นปี ๑๙๙๙ นี้ ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สูงประมาณ ๔ . ๕ เมตร และแท่นนั่งสูงประมาณ ๓ . ๕ เมตร และกว้างประมาณ ๒ . ๕ เมตร หนัก ๔ . ๕ ตัน ทำด้วย ทองหลือง หลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์ เป็นผู้นำเข้า มา , ประเทศออสเตรเลีย และจะได้ถวายให้เป็นสาธารณประโยชน์ขั้นต่อไป

ในระยะ ๔ - ๕ ปี ผ่านมานี้ หลวงตาท่านได้ไปธุดงค์เกือบทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา , ยุโรป , สิงคโปร์ , ไทยและลาว เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และแสดงพระธรรมเทศนา , สิ่งต่างๆที่หลวงตาท่านได้สร้างและได้กระทำมานั้น คือการกระทำที่บริสุทธิ์เพื่อผลประโยขน์ของพุทธบริษัททั่วโลกและเพื่อเป็นการเผย แพร่พระพุทธศาสนาโดยตรง

ท้ายสุดนี้ข้าพเจ้ายังจำคำสั่งสอนของท่าน ซี่งในระหว่างที่หลวงตาท่านได้แสดงพระธรรม เทศนาว่า “ อย่าไปเชื่อฟังใคร ให้เชื่อฟังแต่ความถูกต้องและความดี ” ดังนั้นข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การกุศลต่างๆที่หลวงตาท่านได้สร้างมาแล้วนั้นเป็นความจริงทุกประการ

ดังนั้นในโอกาสนี้ ในนามพุทธมามกะได้มีการเกี่ยวข้องกับหลวงตาอย่างใกล้ชิด จึงขอวิงวอนต่อคุณพระศรีรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ พร้อมทั้งเทพเทพาทั้งหลาย ขอจงได้มาปกปักรักษา อภิบาลคุ้มครองให้หลวงตาท่านจงมีความสุขกาย สุขใจ มีสุขภาพแข็งแรง มีอายุมั่นขวัญยืน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นเนื้อนาบุญ เป็นที่พึ่งของศาสนาชนตลอดไป

สาธุ อนุโมทามิ

๒๕ Ratcliffe Cres.
Florey, Canberra Act ๒๖๑๕ (Australia)
๙/๙/๑๙๙๙

 

พระพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ

เขียนและเรียบเรียงโดย

หลวงตานาม พระครูจันพี มณีวงศ์

ISBN 0 64634174 x

 



ประวัติผู้เขียนหลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์ ท่านเป็นคนลาว เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ / ๐๓ / ๑๙๒๑ ได้ออกบวช ตั้งแต่เมื่ออายุ ๑๐ ปีเป็นสามเณร เมื่อครบอายุ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระ และได้ถือครองกรรมฐาน ท่านได้ธุดงค์ไปทุกแห่งหน เพื่อแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย และออกเยี่ยมญาติโยมทั่วประเทศลาว ในทางพระพุทธศาสนา หลวงตาท่านได้นามยศเป็น พระครูจันพี มณีวงศ์

 

ขอน้อมนมัสการพระบรมศาสดาจารย์แห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นบรมครูจอมเทพแห่งภพทั้ง ๕ ขอน้อมนมัสการพระเถรานุเถระและพุทธมามกะและญาติมิตรท่านทั้งหลาย

หลวงตาท่าน มีความยินดีขอน้อมจิตอาราธนา เอาดวงธรรมอันเป็นหลักแห่งคำสั่งสอนขององค์บรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นพุทธประวัติของพระองค์ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เขียนและเรียบเรียง พร้อมตกแต่งรูปภาพพุทธประวัติที่มีทั้งหมด ๒๒๓ ภาพ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๑ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นเวลาอายุได้ ๒๑ ปี ได้น้อมจิตอาราธนาดวงธรรมแล้วเขียน เริ่มตั้งแต่พระองค์เสด็จจากพรหมโลกดาวดึงส์ ลงมาโลกมนุษย์จุติและประสูติ ออกผนวช แล้วตรัสรู้ และพระปรินิพพาน จบสมบูรณ์ วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๗๗ ปี หากว่ามีสิ่งใดที่บกพร่อง ขอพระองค์โปรดเมตตาอภัยด้วย ตลอดจนถึงท่านผู้อ่าน

ด้วยจิตน้อมอาราธนาเอาดวงธรรมแห่งพระองค์ ขอมอบแด่ท่าน ผู้ที่มีความประสงค์ เจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาท เพื่อจะได้อ่านและน้อมนำมาซึ่งความผาสุขให้แก่ตนและคนอื่นและพระพุทธศาสนาสืบทอดต่อไป หากว่ามีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่อง ขออภัยจากท่านผู้อ่านด้วย

ด้วยความเคารพธรรม
หลวงตานาม พระครู จันพี มณีวงศ์

 

หลวงตาท่านได้บำเพ็ญเพียร เขียนและเรียบเรียง เรื่องพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ออกผนวช ตรัสรู้ พระปรินิพพาน ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นความจริง
ข้าพระพุทธเจ้า นายเอกชัย ศรีบัณฑิต จึงขอน้อมจิตรับเอาพรจากดวงธรรมแห่งคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นที่ยึดเหนี่ยว และเป็นที่พึ่ง
ขอให้ครอบครัวข้าพเจ้าปราศจากทุกข์โทษภัย จงเกิดมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขพร้อมด้วยท่านทั้งหลาย อันร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ขออำนาจจากดวงธรรมแห่งพระองค์ โปรดเมตตาประทานพรให้ท่านทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมานั้น จงเกิดมีแต่ความสุขโดยทั่วถึงกันนั้นเทอญ
ขออำนาจผลบุญที่หลวงตาได้บำเพ็ญมาแล้ว โปรดจงตามไปปกปักรักษา ขอให้หลวงตาจงเกิดมีแต่ความสุข สาธุ อนุโมทามิ

เอกชัย ศรีบัณฑิต
วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๑๕

 

สารบัญ

คำนำ

15

พระเจ้าสิบชาติ

19

ประวัติผู้เขียน

22

คำอุทิศ

25

คติธรรม

26

คำนำของผู้แปลหนังสือ

30

ชมพูทวีปอินเดีย

31

เทพทุกชั้นฟ้าประชุม เพื่ออันเชิญพระโพธิสัตว์ ให้จุติที่โลกมนุษย์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

32

พระองค์รับคำเชิญ แล้วจุติในตระกูลศากยะวงศ์ในกรุงกบิลพัสดุ์

33

กรุงกบิลพัสดุ์

34

พระสุบิน (ฝันนิมิต)

35

พระนางสิริมหามายาทูลขอพระสวามี

36

ที่สวนลุมพินีระหว่างพรมแดนติดต่อกัน

37

พระกุมารประสูติ

38

พระราชกุมารเสด็จเข้าพระราชวัง

39

พระฤาษีกาฬเทวินเข้าเฝ้าองค์กุมาร

40

พระฤาษีกาฬเทวินนมัสการองค์พระกุมาร

41

พระเจ้าศรีสุทโธทนะและพระฤาษีกาฬเทวินถวายบังคมแด่องค์กุมาร

42

ชุมนุมนักปราชญ์ในพระราชวัง

43

โหรศาสตร์ทำนายลักษณะพระกุมาร

44

พระเจ้าศรีสุทโธทนะดำริในพระทัย

45

พุทธมารดาสิ้นพระชนม์ในวันที่ ๗

46

นางมหาปชาบดี (พระมารดาเลี้ยง)

47

พระกุมารสิทธัตถะได้ ไปศึกษา

48

พระกุมารเรียนรู้ยุทธวิชายิงธนู

49

พระกุมารเรียนรู้กับครูอาจารย์

50

พระกุมารบริหารพระวรกาย

51

นักกีฬาที่มีเมตตาต่อคู่แข่ง

52

เจ้าชายมีความเมตตาต่อสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย

53

เจ้าชายมีอายุ ๘ พรรษายังรู้ถึงคุณค่าของชีวิต

54

พระกุมารสิทธัตถะ และ เจ้าชายเทวทัต

55

เจ้าชายมีความเมตตาต่อผู้มีทุกข์

56

เจ้าชายมีความเมตตาต่อหงส์

57

เจ้าชายปฏิเสธเจ้าชายเทวทัต

58

ชุมนุมนักปราชญ์ลงความเห็น

59

หงส์ฟื้นจากความตาย

60

งานแรกนาขวัญประเพณีประจำปี

61

เจ้าชายสิทธัตถะไปร่วมงาน

62

พระเจ้าศรีสุทโธทนะประกอบพิธี

63

เจ้าชายสำรวจเหตุการณ์ในงาน

64

เจ้าชายเป็นห่วงชีวิตของสัตว์โลก

65

เจ้าชายคำนึงถึงความเป็นอยู่

66

เจ้าชายว่าชีวิตสัตว์โลกอยู่อย่างมีความทุกข์

67

พระบิดาและเจ้าชายเสด็จกลับ

68

พระเจ้าศรีสุทโธทนะหวั่นวิตก

69

ปราสาทประจำ ๔ ฤดูของเจ้าชาย

70

พระเจ้าศรีสุทโธทนะว่า"ไม่มีทางทำให้เจ้าชายมีความสุขได้"

71

ประชุมเสนาอำมาตย์ในพระราชวัง

72

พระเจ้าศรีสุทโธทนะทรงเห็นด้วย

73

พิธีคัดเลือกเจ้าหญิงมาเป็นพระชายาของเจ้าชาย

74

บรรดาเจ้าหญิงผู้เลอโฉมทั้งหลาย

75

เจ้าหญิงยโสธาราเป็นเจ้าหญิงคนสุดท้าย

76

เจ้าหญิงยโสธาราทูลถามเจ้าชาย

77

อำมาตย์กราบทูลความเป็นจริงต่อพระราชา

78

แข่งขันประเพณีของผู้ที่จะอภิเษกสมรส

79

ผลการยิงธนูของเจ้าชาย

80

การแข่งขันฟันดาบ

81

การแข่งขันขี่ม้า

82

การแข่งขันขี่ม้าพยศ

83

เจ้าชายอรชุนไม่สามารถชนะม้าพยศ

84

เจ้าชายสิทธัตถะชนะม้าพยศ

85

เจ้าชายสิทธัตถะชนะจิตม้าพยศ

86

เจ้าชายสิทธัตถะชนะอย่างขาวสะอาด

87

ราชาภิเษกเจ้าชายสิทธัตถะและเจ้าหญิงยโสธารา

88

สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์คิดว่าเป็นความสุขสุดยอด

89

กำแพงสูงล้อมปราสาทเป็นอยู่ภายนอก

90

ความสุขที่เจ้าชายได้รับเป็นแต่เพียงการปรุงแต่ง

91

ประกาศเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาส

92

เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสพระนคร

93

เจ้าชายทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่

94

ทุกคนก็ห้ามและผลักดันผู้เฒ่าคนนั้น

95

เจ้าชายสิทธัตถะสนพระทัยเทวทูตทั้งสี่

96

เจ้าชายทรงรู้การเกิดของมนุษย์ทุกอย่าง

97

เจ้าชายถามถึงเหตุเป็นมาของชีวิต

98

เจ้าชายเสด็จกลับพระราชวังด้วยความกังวล

99

เจ้าชายดำริว่า "นี่คือธรรมชาติ ต้องเป็นไปตามกรรม"

100

พระเจ้าศรีสุทโธทนะว่า "สิ่งที่เกิดขึ้น สุดวิสัย"

101

เจ้าชายเสด็จออกจากพระราชวังกับนายฉันนะ<

102

เจ้าชายเห็นช่างตีเหล็กทุกสิ่งที่อยากรู้

103

เจ้าชายสิทธัตถะเที่ยวชมพระนคร

104

เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นธรรมชาติ

105

เจ้าชายพยายามหาคำตอบจากคนเจ็บ

106

นายฉันนะห้ามเจ้าชายแตะต้องคนเจ็บ

107

ความทุกข์ คือ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นทุกข์ธรรมชาติ

108

เจ้าชายสิทธัตถะคิดถึงความทุกข์ของมนุษย์

109

นายฉันนะทูลต่อเจ้าชาย "ทุกคนต้องตาย"

110

สังขารเมื่อตายแล้ว ไม่มีตัวตน

111

เจ้าชายสิทธัตถะถามนายฉันนะต่อ

112

เจ้าชายเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา

113

เจ้าชายทอดพระเนตรเห็นสมณะ

114

บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว

115

เจ้าชายดำริว่า นี้คือบ่อเกิดแห่งความทุกข์

116

เจ้าชายรู้ในพระทัยว่า "ความทุกข์คืออะไร?"

117

เจ้าชายดำริว่า "ความสวยนั้นอยู่ที่ไหน?"

118

ความทุกข์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฐฐัพพะ และ ธรรมารมณ์

119

เจ้าชายกลับไปห้องบรรทมเป็นครั้งสุดท้าย

120

เจ้าชายเสด็จจากพระราชวังด้วยความอาลัย

121

เจ้าชายมั่นพระทัยจึงได้ปลงพระโมลี

122

นี้คือผู้ที่หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง

123

เจ้าชายมั่นใจไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค

124

เจ้าชายจำต้องทำเพื่อความสุขของสรรพสัตว์

125

เจ้าชายมั่นใจตั้งพระทัย

126

เจ้าชายคิดว่า สัตว์และมนุษย์มีชีวิตและทุกข์เหมือนกัน

127

รู้แต่เห็นแก่ตัว ไม่รู้ถึงความทุกข์ของคนอื่น

128

ถ้าชีวิตเราเป็นอย่างนี้ จะรู้สึกอย่างไร?

129

เราทำสิ่งใดไว้ ต้องได้สิ่งนั้นตอบแทน

130

พระสิทธัตถะมุ่งหวังตั้งมั่นในพระทัย

131

เจ้าชายศึกษากับอาจารย์ อาฬารดาบสกาลามโคตร

132

พระสิทธัตถะทรงดำริ

133

เจ้าชายดำริ "ความรู้ที่เรียนมายังดับทุกข์ไม่ได้ "

134

อุทกดาบสเป็นสำนักที่ ๒ ที่เจ้าชายศึกษา

135

เจ้าชายได้ศึกษากับสองอาจารย์แล้ว

136

อัตตกิลมถานุโยค การทรมานกาย

137

ภาพปฏิบัติทุกขกริยาต่อไป

138

พระสิทธัตถะเริ่มปฏิบัติทุกขกริยา

139

พระสิทธัตถะเอาชีวิตวางไว้เป็นเดิมพัน

140

พระสิทธัตถะไม่เสวยอาหาร ๔๙ วัน

141

พระสิทธัตถะเสวยนมแกะและฟื้นชีพ

142

พิณสามสายทำให้พระองค์ได้สติ

143

พระสิทธัตถะได้สติในพิณสามสาย

144

พระสิทธัตถะ ดำริว่า ชีวิตเป็นของมีค่า

145

นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส

146

พระสิทธัตถะเสี่ยงลอยถาดที่แม่น้ำเนรัญชรา

148

โสตถิยะพราหมณ์ถวายหญ้าคา ๘ กำ

150

บัลลังก์หญ้าคากลายเป็นบัลลังก์ตรัสรู้ธรรม

151

ความวิตก กังวล สับสนในพระทัย

152

พระพุทธเจ้าชนะมารบนแท่นบัลลังก์แก้ว

153

พระสิทธัตถะชนะมารภายใน มารภายนอกเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

155

ตรัสรู้แจ้งธรรม

158

พระพุทธองค์เสวยวิมุติสุข

160

โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

164

ปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

165

พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาครั้งที่ ๑

171

พระพุทธองค์ส่งพระสงฆ์สาวกออกไปประกาศพรหมจรรย์ ( ศาสนา )

173

พระพุทธองค์โปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

177

พระพุทธองค์เสด็จโปรดพระเจ้าพิมพิสาร

178

พระพุทธองค์รับวัดครั้งแรกในพระพุทธศาสนา

179

ลูกกตัญญูฟังคำสั่งสอนพ่อแม่

181

พระพุทธองค์แสดงถึงเหตุและความเป็นจริง

182

พระพุทธองค์ทรงโปรดชายกตัญญู ( ๑ )

183

พระพุทธองค์ทรงโปรดชายกตัญญู ( ๒ )

184

พระพุทธองค์ทรงโปรดชายกตัญญู ( ๓ )

185

อมตะธรรม คือ ธรรมที่ไม่ตาย

186

อุปติสสะ ได้พบกับ พระอัสสชิ

187

อุปติสสะ ตาม พระอัสสชิไป

188

พระอัสสชิ ให้ความกระจ่างแก่ อุปติสสะ

189

อุปติสสะ ฟังธรรมจาก พระอัสสชิเพียงสี่บท

190

อุปติสสะ ได้ดวงตาเห็นธรรม

191

ความรู้ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้แสวงหาสัจจธรรม

192

ธรรมอนันตา ธรรมไม่มีตัวตน ธรรมคือ สิ่งที่ตายไม่เป็น

193

จาตุรงคสันนิบาต

194

โอวาทปาติโมกข์ ในวันมาฆบูชา

196

พระเจ้าศรีสุทโธทนะ ส่งคนไปอาราธนาพระพุทธเจ้า

197

พระพุทธองค์เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์

199

พระราชบิดา ทรงทอดพระเนตรด้วยความพิโรธ

200

พระเจ้าศรีสุทโธทนะทรงพระพิโรธ

201

บิณฑบาต ไม่เป็นภิกขาจาร แต่เป็นการโปรดมนุษย์

202

พระเจ้าศรีสุทโธทนะ รับบาตรจากพระพุทธองค์

203

พระพุทธองค์โปรดพุทธบิดา และ พุทธมารดา

204

เสด็จโปรดมเหสีเจ้าหญิงยโสธารา

205

เจ้าชายนันทะรับบาตรและออกบวชในวันวิวาห์มงคลของตนเอง

206

พระนันทะเที่ยวชมนางฟ้าที่สวรรค์

207

พระราหุล เป็นสามเณรทรงทำกิจในพระพุทธศาสนา

209

เสด็จกลับพระราชวังโปรดพุทธบิดา

211

พระนางมหาปชาบดีโคตมีและบริวารขอเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

212

พระพุทธองค์ปฏิเสธ การอุปสมบทของพระนางมหาปชาบดี

213

พระนางมหาปชาบดีขออุปสมบท

214

พระอานนท์เห็นเหตุการณ์

215

พระพุทธองค์ปฏิเสธพระอานนท์

216

พระอานนท์ไม่ลดละความพยายาม

217

พระอานนท์ใช้ความพยายามถึงที่สุด

218

ความพยายามของพระอานนท์สำเร็จ

219

พระอานนท์นำข่าวดีแจ้งต่อพระนางมหาปชาบดี

221

พระอานนท์กราบทูลเกี่ยวกับการอุปสมบทพระภิกษุณี

222

พุทธกิจในพรรษาที่ ๖ - ๓๔

223

พรรษาที่ ๓๕ - ๓๖ พระเทวทัตสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์

226

พระเทวทัตยุยงพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร

227

พระเทวทัตเข้าเฝ้าขอแยกพระสาวก

228

พระเทวทัต ยุยงให้ เจ้าชายอชาตศัตรู ชิงบัลลังก์

229

พระเทวทัตและพระเจ้าอชาตศัตรูส่งคนไปลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์

230

พระเทวทัตลอบปลงพระชนม์ด้วยตนเอง

231

ช้างนาฬาคีรียอมสยบให้พระพุทธองค์

233

พระเทวทัตเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อขอทูลให้ตั้งกฎระเบียบ

234

ดำรัสของพระพุทธองค์ต่อภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย

235

พระเทวทัตนำสงฆ์จำนวนหนึ่งไปตั้งคณะใหม่

236

พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบเอา

237

ภิกษุสงฆ์ และ พุทธมามกะพากันหวั่นวิตก

238

พุทธกิจหลังพรรษาที่ ๓๗ - ๔๕

239

พระพุทธองค์จำพรรษาที่สวรรค์โปรดพุทธมารดา

241

พระพุทธองค์เสด็จกลับโลกมนุษย์หลังจากจำพรรษาที่สวรรค์

242

พระพุทธองค์เปิดให้เห็นโลกมนุษย์ สวรรค์ และนรกพร้อมกัน

243

พระพุทธองค์จำพรรษาที่ป่าเลไลย์ มีลิงและช้างเป็นผู้อุปถัมภ์

244

พระพุทธองค์จารึกบิณฑบาตโปรดสัตว์โลก

246

กิจวัตรประจำวันของพระพุทธองค์แบ่งออกเป็น ๕ ภาค

247

พระพุทธองค์เสด็จโปรดเวไนยสัตว์ตามกิจนิมนต์

249

พระพุทธองค์สั่งสอนพระสาวกและให้คติ

250

พระภิกษุสงฆ์ ทูลถามพระพุทธองค์

251

พระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดมวลมนุษย์ทั้งหลาย

252

พระพุทธองค์ชำระพระวรกาย

253

พระพุทธองค์เทศนาโปรดบรรดากษัตริย์

254

พระพุทธองค์ทรงอิริยาบททั้งสี่ เดิน ยืน นั่ง นอน

255

พระพุทธองค์มีความเมตตาต่อเวไนยสัตว์

256

พระพุทธองค์ให้แสงสว่างแก่สัตว์โลกผู้แสวงหาสัจจธรรม

257

พระพุทธองค์ทรงแสวงหาสถานที่จะปรินิพพาน

258

พระพุทธองค์ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ ที่พระพุทธองค์หวังไว้ในพระทัย

259

พระพุทธองค์ทรงประชวรหนัก

260

พรรษาที่ ๔๕ ของพระพุทธองค์

261

พระพุทธองค์ตรัสต่อพระอานนท์ว่า "สังขารไม่เที่ยง"

262

พระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร

263

พระอานนท์ทูลขอต่อพระพุทธองค์

264

พระพุทธองค์ตรัสต่อคณะสงฆ์เป็นครั้งสุดท้าย

265

พระพุทธองค์เสด็จออกจากเมืองเวสาลี

266

พระพุทธองค์เสวยอาหารครั้งสุดท้ายของนายจุนทะ

267

พระพุทธองค์ได้โปรดปุกกุสะ ระหว่างทาง

268

พระพุทธองค์บรรทมสีหไสยา ไสยยาสน์อนุฏฐาน

269

พระอานนท์โศกเศร้าเสียใจ

270

พระพุทธองค์ทอดพระเนตรไม่เห็นพระอานนท์

271

พระพุทธองค์ สรรเสริญ พระอานนท์

272

พระอานนท์ ทูลขอต่อพระพุทธองค์

273

พระอานนท์ แจ้งข่าวพระปรินิพพาน

274

บรรดามัลละกษัตริย์ ต่างเศร้าโศกเสียใจ

275

สุภัททะปริพาชก ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจ

276

สุภัททะปริพาชก ถามข้อข้องใจ

277

สุภัททะปริพาชก ขออุปสมบทเป็นภิกษุรูปสุดท้าย

279

พระสุภัททะปริพาชก ได้เป็นสาวกองค์สุดท้าย

280

พระพุทธองค์ ได้ให้ปัจฉิมโอวาท

281

พระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่พระมหาปรินิพพาน

282

วันถวายพระเพลิงขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า

283

เหตุการณ์เกิดขึ้น หลังจากถวายพระเพลิงแล้ว ๗ วัน

286

 

คำนำ

ก่อนที่อาตมาจะได้เขียนและเรียบเรียงหนังสือพุทธประวัติ อันเป็นพุทธสมภพของ เจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อให้ดำรงคงไว้ชั่วนิรันดร์ เอาไว้ให้คนรุ่นหลังและชาวพุทธท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นับถือพุทธศาสนา หูได้ฟัง ตาได้เห็น มือได้จับ ปากได้อ่าน สติได้พิจารณา ปัญญาได้รู้ ถึงแก่นแท้แแห่งหลักของความจริง สิ่งที่นำมาและเกิดมีอยู่แล้ว และให้รู้ถึงคุณค่าแห่งความรักเพื่อจะได้รักษาไว้ ความที่ว่า รักที่มีใจความ ใหญ่หลวงมีคุณค่าอย่างอนันต์ รักวัฒนธรรมของตน คือ การบ่งบอกถึงชาติตระกูลที่ให้กำเนิดของตน รักกายทำให้กายสะอาดปราศจากขี้ฝุ่น สิ่งสกปรกติดอยู่ในร่างกาย

  • รักภายใน หมั่นเพียรขัดเกลากิเลส, ละความชั่ว เพียรทำความดี
  • รักความเจริญ ต้องหมั่นเพียรเรียนรู้
  • รักสุขภาพ ต้องหมั่นเพียรรักษาเอาใจใส่ ทะนุถนอมจิตใจ ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส ต้องกินต้องนอนพักผ่อนให้ร่างกาย ได้อยู่ดีกินดี ตามเวลาพอสมควร
  • รักความก้าวหน้า ต้องหมั่นเพียรศึกษา
  • รักบุญ ต้องหมั่นเพียรละบาป
  • รักความสุภาพ ต้องหมั่นเพียรพยายาม ละความหยาบคาย
  • รักความแจ่มใส ต้องหมั่นเพียรละความโศกเศร้าและหม่นหมอง
  • รักตนก็คือรักคนอื่น ถ้าอยากรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องตื่นก่อนจึงรู้ตามมาทีหลัง
  • ไม่ต้องเชื่อใคร คือ ต้องฟังความถูกต้อง
  • ไม่ต้องเชื่อใคร ตั้งใจเชื่อแต่ความเป็นจริง
  • ไม่ต้องทำอย่างคนอื่นที่เขาทำกัน แต่เราต้องทำแต่ความดี ฟังความถูกต้อง คือฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ฟังความดีคือฟังกฎหมาย เชื่อความจริง คือ เชื่อหลักธรรมคำสั่งสอนของพระตถาคตโคดมเจ้า นั่นคือ ฟังเหตุผลที่ถูกต้องตามหลักแห่งสัจธรรมไม่ทำที่คนอื่นเขาทำต้องทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและทำตามแนวทาง อันจะนำความเจริญมาให้แก่ตน ให้ชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ครอบครัวและสังคมอันตั้งอยู่ในกฎระเบียบ อันเป็นหลักแห่งกฏหมายที่ทุกคนย่อมรับรู้และปฏิบัติของสังคม อันเป็นกฎระเบียบอันถูกต้องแห่งหลัก ของทางพระศาสนาและกฎหมายของบ้านเมืองที่มนุษย์ทุกๆคนยอมเชื่อและปฏิบัติตามกฏ

  • รักศาสนาต้องเจริญตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้สอนให้รู้ถึงคุณค่าของชีวิต ชีวิตของทุกๆเผ่าพันธุ์ต้องมีคุณค่าเท่ากัน เพราะร่วมเกิด ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย ต่างก็มีชะตากรรมอันเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด มีแตกต่างกัน อยู่ที่เป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น
  • รักศาสนาต้องหมั่นเพียรเจริญเมตตา ภาวนา ศึกษาธรรม รู้หลักพระธรรม คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ทุกข์ใดที่มี ทุกข์นั้นให้หมั่นเพียรหยุดเสีย สุขใดที่มี สุขนั้นให้หมั่นเพียรทำ ให้ได้มากๆและรักษาเอาไว้ไม่ให้เสื่อมไป ปัญญาใดที่ยังไม่ทันมี ให้หมั่นเพียรภาวนา ปัญญานั้นให้เกิดแจ้ง สติใดที่ยังไม่ทันมี ให้หมั่นเพียรละความประมาทนั้นให้ได้ สติเกิดแล้ว ให้หมั่นเพียรระลึกไปในทางที่ประเสริฐ ถ้าจิตหวั่นไหว ให้หมั่นเพียรละความกังวลสับสน วุ่นวายเศร้าหมอง จิตไม่มีหลัก ให้หมั่นเพียรละความท้อแท้ น้อยใจเบื่อหน่าย
  • จิตสบายกายเจริญ ปัญญาก่อเกิด จึงได้คำที่ว่า สัตว์ผู้ประเสริฐ คือ มนุษย์ผู้มีปัญญานำพา ชีวิตก้าวไปสู่จุดหมายที่ตนปรารถนา ทุกข์นั้นก็หมด ความสุขก็เกิด สวรรค์ก็เห็น นิพพาน ก็พบ จบพรหมจรรย์ เพราะจิตได้บรรลุปัญญาพระอรหันต์ นี่คือหนทางของพระพุทธศาสนา บ่งบอกให้เราเสาะหาเอาด้วยตนเอง นั่นคือการรักศาสนานำพาให้ตนพ้นจากทุกข์
  • รักตนคือผู้เจริญ
  • รักครอบครัวมีความมั่งคั่งมั่งมี
  • รักบ้านเมือง สร้างความก้าวหน้า
  • รักวัดวา พุทธศาสนาต้องเป็นผู้ทะนุ ถนอมบำรุง บูรณรักษาไม่ให้เศร้าหมอง
  • รักประเทศชาติต้องเป็นพลเมืองที่ดี
  • รักป่าไม้จะมีแต่ความอุดมไปด้วยธรรมชาติ
  • รักห้วยหนองอุดมไปด้วยปูปลานาน้ำ
  • รักไร่นาอุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร
  • รักพ่อแม่ต้องบูชากตัญญูรู้บุญคุณอยู่เสมอ
  • รักครูอาจารย์เป็นคนไม่หนีเรียน เพียรขยันศึกษาเอาใจใส่
  • รักครูบา ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเอาไปปฏิบัติ นั่นเป็นที่มาของ พุทธประวัติ ในทางพุทธศาสนา ผู้ค้นพบ คือ เจ้าชายสิทธัตถะจึงได้เอามาเผยแพร่ต่อ เวไนยสัตว์อันมีโลกทั้ง ๕ ได้ปฏิบัติสืบกันมาจนถึงทุกวันนี้
  • ดังนั้นอาตมาจึงได้ค้นคว้า เอามาเรียบเรียงเขียนไว้ตามหลักแห่ง พระพุทธประวัติของทางพระพุทธ ศาสนาของโลกทั้ง ๕ ยอมรับรู้และเอามาปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ( โลกทั้ง ๕ อันมี พรหมโลก เทวโลก นาคาโลก มนุษยโลก และยมโลก ).

  • มะโนปุพพังคะมาทัมมา
  • มะโนเสดถามะโนมะยา
  • มะนะสาเจปะทุตเถนะ
  • พาสะติวา พะโรติวา
  • ตะโตนัง ทุกขะมันเวติ
  • จักกังวะวะ ทะโตปะทัง
  • ได้ใจความว่า

  • ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า, มีใจเป็นใหญ่, สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลใดมีใจชั่วแล้ว, พูดอยู่ก็ตาม, ทำอยู่ก็ตาม ความชั่วนั้นก็ตามคือความทุกข์ย่อมติดตัวผู้นั้นไปเหมือนดั่งรอยเกวียน เวียนหมุนตามรอยตีนวัวตัวที่ลากเกวียนไปนั้นแล
  • Of all Dhamma Mind is the Principal. Mind is the Chief. Successis in the Mind. If one has an impure mind, whether in the proces of speaking or acting, one would suffer Dukkha which one would face constantly. This is similar to the wheels of the ox driven cart that keep following the ox.
  • มะโนปุพังคะมาทัมมา
  • มะโนเสตถามะโนมายา
  • มะนะสาเจ ปะสันเนนะ
  • พะสะติวา กะโรติวา
  • ตะโตนัง สุขะมันเวติ
  • สายาวะ อะนุปายินี
  • ได้ใจความว่า

  • ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่, ธรรมมีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าว่าบุคคลใดมีใจสดใสแล้ว, พูดอยู่ก็ตาม, ความสดใสนั้นก็คือความสุข ย่อมติดตัวผู้นั้นไปดั่งเงาตามตัวผู้นั้นไปนั้นแล
  • Of all Dhamma Mind is the Principal. Mind is the Chief. Success is in the Mind. If one has a pure mind, whether in the process of speaking or acting, one would be happy. This is similar to a shadow that keeps following itself.
  • เขียนที่เมืองมาลเต็น (บอสตัน)
    รัฐแมสชซาชูเสส, สหรัฐอเมริกา

    บ้านเลขที่ 70/72 Linwood Street, Malden, Massachusetts 02148-7127,
    Unites States of America-Boston, January 07,2541 (1998)

    พระโพธิสัตว์สร้างบารมี 10 ชาติในชาติสุดท้าย

    ของอดีตปางหลัง ของพระโพธิสัตว์ 10 ชาติ ก่อนที่พระองค์จะได้ลงมาปฏิสนธิเกิดเป็น พระสิทธัตถะ และตรัสรู้แจ้งธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังต่อไปนี้คือ

    1. พระเตมีย์ สร้างเนกขัมมบารมี ( การสร้างบารมีด้วยการอดกลั้นต่อสรรพทุกข์ ) ทนทุกข์ทรมานอยู่ ๑๖ ปี เพื่อจะได้ออกไปแสวงหาโมกขธรรมให้พ้นจากทุกข์
    2. พระมหาชนก สร้างวิริยะบารมี เพียรพยายามถูกลอยในมหาสมุทร คือ การทำความเพียรเพื่อละ กิเลสให้พ้นจากทุกข์
    3. พระเจ้าสุวรรณสาม สร้างเมตตาบารมีไปทั่วโลก อยากให้มนุษย์และสัตว์เหล่านั้น ให้พ้นจากทุกข์ และให้รู้อยู่ร่วมกันด้วยความเมตตา ให้รู้ถึงคุณค่าของชีวิตไม่ให้เบียดเบียนกัน
    4. พระเจ้าเนมิราช สร้างอธิษฐานบารมี มีจิตใจกำลังมั่นคง อยู่ในกุศล สอนให้รู้สร้างบุญ สร้างกุศล, สอนให้รู้ละบาป
    5. พระเจ้ามโหสถ สร้างปัญญาบารมี สอนให้ชนในชาติรู้อยู่ร่วมกันโดยสันติ มีกฎระเบียบให้รู้จัก หลักศีลธรรม, ให้รู้บุญ, บาป, คุณ, โทษ, ให้รู้ประโยชน์ของตนและคนอื่น
    6. พระเจ้าภูริทัต สร้างศีลบารมี สอนให้รู้จักรักษากายวาจาของตน ไม่เบียดเบียน เข่นฆ่าอาฆาต, ไม่ยุยงให้แตกแยกกัน, ไม่ผิดผัวเขา เมียท่าน ไม่พูดโกหก และ ไม่ลักเอาสิ่งของของคนอื่นที่เขา ไม่อนุญาตให้
    7. พระเจ้าจันทกุมาร สร้างขันติบารมี สอนให้รู้จักขันติ อดทน เอาเหตุผลความจริงมาเป็นหลัก ให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสันติ
    8. พระเจ้านารทพรหม สร้างอุเบกขาบารมี สอนให้ละเว้นการทำผิดศีล ให้ตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต ให้ละวางในการเห็นแก่ตัว, ให้รู้อุเบกขา ปลงว่าง
    9. พระเจ้าวิธูร สร้างสัจจบารมี ให้ถือเอาสัจจะเป็นใหญ่ สอนให้อยู่ในความไม่ประมาท, ขาดสติ, อวดอุตริมนุษยธรรม สิ่งที่ไม่มีอยู่ในตัว ให้ตั้งมั่นอยู่จริง
    10. พระเวสสันดร เป็นชาติสุดท้าย สร้างทานบารมี สอนให้รู้ละสิ่งที่ควรคือ
      ละเชือกผูกคอ  ให้ทานลูก
      ละปอผูกศอก   ให้ทานเมีย
      ละปลอกรัดตีน  ให้ทานสิ่งของ, ข้าวของวัตถุทั้งหลาย
      สอนให้รู้คุณพ่อคุณแม่ คุณครูบาอาจารย์ สอนให้รู้รักผัวครองเมีย ให้มีความซื่อสัตย์ต่อกัน, ให้รู้ ปริมาณใช้จ่ายในทรัพย์สมบัติ, ให้รู้จักประโยชน์ เพื่อความผาสุกของตนและคนอื่น, ให้รู้จักทำบุญ เพื่อความผาสุกในชาตินี้และชาติหน้า

    พระโพธิสัตว์ สร้างบารมี สิบชาติ มีชาติสุดท้ายเป็นพระเวสสันดร, ต่อจากพระเวสสันดรเป็นพระโคตมะ เสด็จลงมาจากดุสิตสวรรค์ มาปฏิสนธิเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ พระองค์ออกผนวช(บวช) ทำ กริยาปฏิบัติธรรม จนได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระโคตมะ พระสิบชาติ รวมทั้งสามชื่อนี้ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ผู้ที่ได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม โคยไม่มีครูอาจารย์ ใดๆทั้งสิ้น

    พระบรมศรีสญชัย คือ พระเจ้าศรีสุทโธทนะ ซึ่งเป็น พุทธบิดา, พระนางผุสดี คือ พระนางสิริมหามายา ซึ่ง เป็นพุทธมารดา

    นางมัทรี คือ พระนางพิมพา (ยโสธารา) เป็นพระมเหสี (ภรรยา) ของเจ้าชายสิทธัตถะ, ท้าวชาลี คือ พระราหุล เป็นโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ (ลูกชาย) , นางกัณหา คือ นางอุบลวรรณาเถรีภิกษุนี

    พระเวสสันดรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ , พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรสร้างพระบารมีมาใน 10 ชาติปางหลัง,

    ในชาติสุดท้ายพระองค์จึงได้สมหวัง ดังที่พระองค์ตั้งใจหวังไว้ทุกประการ ออกผนวช ทำกิริยาบำเพ็ญ เพียรอยู่ ๖ ปี ในตอนเช้าวันเพ็ญ เดือนหก ปีจอ พระองค์ได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม สำเร็จเป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เรื่องพระโพธิสัตว์ ๑๐ ชาติ โดยย่อก็ได้จบลงเพียงเท่านี้ ขอความสุขสบายดี จึงเกิดมีขึ้น แก่ท่านผู้อ่าน เอวัง

    หลวงตา นามพระครู จันพี มณีวงศ์

    Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong

     

    คำอุทิศ

    ณ บัดนี้ อาตมาจะได้ขอน้อมจิต อันเป็นกุศล จึงเกิดเป็นปาริสุทธิ ขึ้นในคำอุทิศ ตามความมุ่งหวัง แห่งจิตเจตนา ด้วยกุศลปาริสุทธิ เทอญ

    1. พุททานุภาเวนะ   สัพพะพุทธานุภาเวนะ   ขอจงมารวมกันเป็นหนึ่ง
    2. ธรรมมานุภาเวนะ   สัพพะธรรมมานุภาเวนะ   ขอจงมารวมกันเป็นหนึ่ง
    3. สังฆานุภาเวนะ   สัพพะสังฆานุภาเวนะ   ขอจงมารวมกันเป็นหนึ่ง

    พุทธะรัตตะนัง ธัมมะรัตตะนัง สังฆะรัตตะนัง , พุทธะประสิทธิเม , ธัมมะประสิทธิเม ,

    สังฆะประสิทธิเม พูมมานัง เทวานัง สัททัง สุตตะวา อารักขะกะ เทวะตะ สะมุทา

    พูตุงคังคาจะ สัพพะ สิทธิ ภวันตุเม

    ขออำนาจผลบุญ ที่อาตมาได้ระลึกนึกถึงคุณพระพุทธเจ้า, คุณพระธรรมเจ้า, คุณพระสังฆเจ้า คุณศีล คุณทาน คุณภาวนาเมตตา ให้ทาน คุณพระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ ในปัจจุบัน ในอดีต ในอนาคตที่จะ มาในภายภาคข้างหน้า ขอจงมารวมกันเป็นหนึ่ง พุทธานุภาเวนะ สัพพะพุทธานุภาเวนะ

    ธรรมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ขอจงได้มารวมกันเป็นหนึ่ง มาเป็นประสิทธิ์พรชัย ให้แก่อาตมา ประกอบไปด้วยอานิสงค์ ผลบุญ ที่อาตมาได้ทำได้สร้างมา ได้บำเพ็ญภาวนารักษาศีล ให้ทานมา แล้วใน อดีตชาติ ในปัจจุบันชาติ ในอนาคตชาติ ที่จะมาในภายภาคข้างหน้า ขอจงได้เกิดความเจริญ ความผ่อง ใสใดๆที่จะมาในภายภาคหน้า ขอจงได้เกิดความเจริญ ความผ่องใสใดๆที่มีอยู่ในโลกมนุษย์นี้ ตั้งแต่ พรหมโลก ลงมาถึงมนุษยโลก, ทุกข์ใดที่มี ทุกข์นั้นอย่าได้เกิดมีขึ้น แก่มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว เทพทุก ตน โรคาใดที่มีจงอย่าได้เกิดมีขึ้นแก่มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว เทพทุกตน สรรพอันตรายทั้งหลาย อย่าได้เกิดมีขึ้นแก่มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว เทพทุกตน ความสุขความเจริญ ความผ่องใสใดๆที่มีอยู่ใน จตุพรชัยทั้ง ๔ ขอจงเกิดมีขึ้น แก่เจ้าศรัทธาทั้งหลาย ผู้ที่ได้บริจาคปัจจัยสร้างหนังสือ ได้เขียนอักขระ ตัวหนึ่งก็ดี ได้น้อมจิตอนุโมทนา ด้วยเจตนาอันผ่องใสไปด้วยกุศล อาตมาขออำนาจผลทั้งหลายที่ได้ กล่าวมาแล้วนั้นไปถึงสรรพทั้งหลาย อันมี บิดามารดา ครูอุปปัชฌาและเจ้ากรรมนายเวร เจ้าหนี้เจ้าสิน ตลอดถึงสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย จงสำเร็จไปด้วยปาริสุทธิ จตุพรชัยทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกทิวาราตรีกาล ตลอดกาลนานเทอญ

    สาธุอนุโมทามิ

    หลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์

     

    คำนำจากผู้แปลหนังสือ

    ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอขอบใจ หลวงตาจันพี มณีวงศ์ ที่ได้ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าในการแปล หนังสือฉบับนี้ ที่มีชื่อว่า “พุทธประวัติเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ” จากภาษาลาวมาเป็นภาษาอังกฤษเพื่อ ประโยชน์ของสาธุชน

    ข้าพเจ้าได้ระมัดระวังที่สุดในการแปลภาษาลาว มาเป็นภาษาอังกฤษ และข้าพเจ้าก็ได้พยายามรักษา ศัพท์ภาษาบาลี และ ศัพท์ภาษาสันสกฤต มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และก็ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ เป็น บางส่วนเพื่อให้เข้าใจง่าย บางตอนภาคภาษาลาวเป็นประโยคยาวๆและมีการกล่าวซ้ำกัน ทำให้เข้าใจ ยาก ข้าพเจ้าได้ดัดแปลงแก้ไขเป็นบางตอน เพื่อให้เป็นการเข้าใจง่ายแต่ได้เก็บความหมายเดิมที่ท่าน อาจารย์ ได้อธิบายต่อท่านผู้อ่าน, ก่อนที่จะแปลหนังสือฉบับนี้สำเร็จ ก็ใช้เวลาหลายเดือนพอสมควร โดยเฉพาะแล้วข้าพเจ้าต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตนเองและเลี้ยงครอบครัวตามอัตภาพ

    ตั้งแต่ปี ๑๙๗๗ ที่ข้าพเจ้าและครอบครัวได้มาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลีย ข้าพเจ้าและครอบครัว ได้ช่วยเหลือสังคมลาวตามสมควร โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสร้างบุญกุศล เช่น ครั้งแรกที่วัดลาว แคนเบอ รา และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขออุทิศส่วนบุญกุศล พร้อมด้วยคุณงามความดีที่จะเกิดมีมานั้นให้แก่ดวง วิญญาณของแม่ของข้าพเจ้า ยาแม่ พรรณณี วงทองทิบ ผู้ที่ได้อบรมสั่งสอนและตักเตือนข้าพเจ้าเสมอ ว่า” เมื่อยังมีชีวิตอยู่นั้น อย่าพากันกลัวที่สร้างคุณงามความดี ทำบุญกุศล และความถูกต้องต่างๆแต่หาก ให้รู้สึกละอาย ต่อการทำบาปต่างๆ ซึ่งจะนำมาแต่ความเสื่อมให้แก่ตนเองและครอบครัว” พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าขอขอบใจภรรยาของข้าพเจ้า นางคำเคือ วงทองทิบ ผู้ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าตลอดมา ไม่ว่าข้าพเจ้า จะทำงานช่วยสังคมอันใดอันหนึ่งก็ตาม ภรรยาของข้าพเจ้าจะสนับสนุน ช่วยและให้กำลังใจตลอดมา และโดยเฉพาะเกี่ยวกับการแปลหนังสือฉบับนี้ให้สำเร็จ, ถ้าหากภรรยาของข้าพเจ้าไม่ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน การแปลหนังสือฉบับนี้จะประสบความลำบาก ที่สุด หรือ ไม่สำเร็จ,

    ท้ายสุดนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อคุณพระศรีรัตนตรัย อันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงได้อภิบาล คุ้มครอง และปกปักรักษา ให้มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายในสากลโลก จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ อยู่กันด้วย สันติสุข และให้พ้นจากสรรพทุกข์ ในชาตินี้ และ ชาติหน้า ด้วยกันนั้นเทอญ

    สาธุ อนุโมทามิ
    สักสิด วงทองทิบ

    ๒๕ Ratcliffe Cres, Florey, Canberra ACT ๒๖๑๕ Australia
    ๙/๙/๑๙๙๙

     

    คติธรรม

    ต่อจากนี้ท่านก็จะได้รู้แล้วว่า พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นมาได้นั้น คือมาจากที่ไหน ? และใครเป็นผู้นำพา ให้มีให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นมาในโลกมนุษย์เรานี้

    อาตมาขออธิบายคำที่ว่า พุท คือ ผู้ตื่น พระพุทธเจ้าตื่นจากความทุกข์ , ตื่นจากความเกิด , ตื่นจากความแก่ , ตื่นจากความเจ็บ , ตื่นจากความตาย , ตื่นจากความเสื่อม , ตื่นจากความสับสนวุ่นวาย , ตื่นจากการปรุงแต่งให้เกิดขึ้น , จึงทำให้มนุษย์เราเป็นทุกข์ , เมื่อพระองค์ตื่นแล้วจึงได้คำว่า พุท แล้วพระองค์ก็รู้ในคำที่ว่าตามมาก็คือ โท แปลว่า รู้โทษ รู้ทุกข์ รู้เกิด รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย จึงได้ชื่อว่า ธรรมะอนันตธรรม คือ ไม่มีตัวตน , ธรรมเป็นอมตะ , ธรรมก็คือความดี , ความดีตายไม่เป็น , เจ็บไม่เป็น , แก่ไม่เป็น , ดับไปไม่เป็น , เสื่อมไปไม่เป็น , ถ้าจะเสื่อมก็เกิดจากคนทำให้เสื่อม ความดีไม่เคยเสื่อม , ความดีไม่เคยตาย , ความดีจะคงทนอยู่ชั่วนิรันดร์

    ความรักก็ไม่เคยตายเหมือนกัน , ตายได้แต่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย , สิ่งเหล่านี้ ตายเป็นเพราะมันมาจากการปรุงแต่ง , ความดี ผู้ที่ได้ทำความดีไว้แล้ว ถึงแม้นว่าเจ้าของคนนั้นจะตายไปแล้วแต่ความดีที่ทำไว้ ก็ยังไม่ตาย , เราจะเห็นได้ในการสร้างอนุสาวรีย์ที่มนุษย์สร้างไว้ เทิดทูนบูชา คือ พระพุทธรูป พระธรรมคำสั่งสอน เช่น พระไตรปิฎก เจดีย์ธาตุ ที่สร้างไว้เป็นอนุสาวรีย์เพื่อเทิดทูน ความดีของวีรชน มหาบุรุษ อันเป็นความดีจะอยู่อย่างน่าสรรเสริญชั่วนิรันดร์ ส่วนความชั่ว บุคคลที่สร้างความชั่ว ตายไปแล้วก็ตาม แต่ความชั่วนั้นยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์เหมือนกัน แต่ความชั่วนั้นอยู่อย่างนินทา , อยู่อย่างเสื่อม , อยู่อย่างเศร้าสลดใจ , อยู่อย่างหาความเจริญไม่ได้

    ความรัก บุคคลที่มีความรักเป็นอมตะ ถึงว่าบุคคลนั้นจะตายไปแล้วก็ตาม แต่ความรักนั้นยังคงอยู่อย่างนิรันดร์ , ความรักนั้นอยู่อย่างความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีทุกข์ ไม่มีเศร้า ไม่มีเสื่อม ดังนั้นเราจึงเห็นว่า ความรักไม่ตายเหมือนกัน , อาตมาจะขอยกตัวอย่างในความรัก ที่เขาได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ปรากฏให้เห็นอยู่ในประเทศอินเดีย มีชื่อว่า ทัชมาฮาล และวันแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวโลกเราเอามาเป็นที่ระลึกได้ชื่อว่า วันวาเล็นทาม หรือ วันแห่งความรัก วันพ่อ วันแม่ ทางพุทธศาสนาได้จัดไว้เป็นวันกตัญญูกตเวที วันระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ ครูอุปปัชฌาอาจารย์ เราจะเห็นได้ในทางพระพุทธศาสนา วันกตัญญู คือวันระลึกถึง วันพระพุทธเจ้า ประสูติ วันออกบวช วันตรัสรู้ วันพระปรินิพพาน คือ วันวิสาขบูชา , วันมาฆบูชา , วันเข้าพรรษา , วันออกพรรษา เป็นต้น

    อาตมาจะขออธิบายให้ท่าน ผู้ที่มีความประสงค์อยากเข้าใจถึงความเจริญของความรัก อยู่อย่างเจริญ , บ้านใดมีความรัก บ้านนั้นจะมีแต่ความเจริญ , ประเทศมีความรัก ก็จะมีแต่ความรุ่งเรือง , ชาติใดที่มี ความรัก , ชาตินั้นจะมีแต่ความวิวัฒนาการ , บุคคลใดที่มีความรักตนเองมาก , บุคคลนั้นจะหาความทุกข์ ความเสื่อมได้ยาก จึงได้คำที่ว่า ความรักอยู่อย่างเจริญ , คนที่ว่ารู้บุญคุณพ่อแม่ ครูอุปปัชฌาอาจารย์ ผู้ฝึกสอนความรู้ให้แก่ตน ให้พ้นจากความโง่ ความชั่ว จึงได้เทิดทูนบูชา บุคคลนั้นเหล่านั้นเป็นบุคคล ผู้สำคัญได้ให้กำเนิดทางร่างกาย ทางสติปัญญา จึงได้จัดเข้าในทางศาสนาว่า พุท คือ พระพุทธเจ้า เกิดมาจากมนุษย์เรานี้เอง พระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดมาจากไหน พระพุทธเจ้ารู้สรรพสิ่งทั้งหลาย พระองค์ก็รู้มาจากเรียนเอาจากโลกมนุษย์เรานี้เอง , แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตื่นก่อน , รู้ก่อนแล้วพระองค์จึงได้บอกมนุษย์เราตื่นตามมาทีหลัง

    ดังนั้น ความดีจึงตายไม่เป็น ความดีจะตั้งอยู่ และอยู่อย่างสรรเสริญ , เราจะเห็นได้ในวันวีรบุรุษ ต่างๆ ที่ทางบ้านเมืองจัดกันขึ้น คือ มีวันไว้อาลัย วางพวงมาลัย สดุดี วันวีรชน , ส่วนทางศาสนาได้จัดให้มีการทำบุญต่างๆที่อาตมาได้กล่าวมาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนาได้จัดเข้าเป็นวันสำคัญของทางพระพุทธศาสนา เป็นประวัติของชาวโลก นับถือ พระพุทธศาสนามาถึง ๒๕๔๑ ปีแล้ว และจะยังสืบต่อไป ถึง ๕๐๐๐ พระวัสสา , และทางศาสนาเยซูคริสต์เจ้า และศาสนาอื่นๆก็ยังได้บ่งบอกไว้ในวันสำคัญ เช่น วันเกิดของพระเยซู คือ วันคริสมาสต์เหล่านี้เป็นต้น

    ฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ความดีที่กล่าวมานั้นตายไม่ได้ และ ความดีจะอยู่อย่างสรรเสริญ , ส่วนความชั่ว ก็ตายไม่เป็นเหมือนกัน , ความชั่วอยู่อย่างนินทา ไม่สรรเสริญ และอยู่อย่างความเสื่อม ความเศร้า ความทุกข์ เราจะเห็นได้ในความฉิบหายของความชั่วที่เกิดมาจากความทุกข์ ความเสื่อม คือ สงคราม โลกครั้งที่ ๑ และ ครั้งที่ ๒ เราจะเห็นได้ในประเทศญี่ปุ่นถูกระเบิดปรมาณู ทำลายมวลมนุษย์ได้รับความฉิบหายที่ดรักเฮาส์ มนุษย์ตาย ด้วยก๊าซพิษที่ประเทศเยอรมัน , และที่ประเทศเขมร ( กัมพูชา ) ที่มีชื่อเดิม ว่า ( คิลลิ่ง ฟิวด์ ) และในที่อื่นๆอันเป็นที่มาของความชั่ว อยู่อย่างความเสื่อม ความนินทา อยู่อย่างความฉิบหาย

    ส่วนความรัก เราจะเห็นได้ในประเทศอินเดีย เล่ากันว่า อนุสาวรีย์แห่งความรักที่มีชื่อว่า ทัชมาฮาล ซึ่งคือกษัตริย์องค์หนึ่งของแคว้นหนึ่งในประเทศอินเดีย มีความรักพระมเหสีมาก เมื่อพระมเหสี สวรรคต ได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่ระลึก และชาวโลกเราได้ถือกันเอาชื่อของ คุณพ่อประเทศอิตาลี ที่ชื่อว่า วาเล็นทาม ( St Valentime ) เป็นวันแห่งความรัก เพราะท่านยอมเสียสละชีวิตของตนเอง คือ ยอมขึ้นศาล และถูกประหารชีวิต ในสมัยที่กษัตริย์แห่งกรุงโรม ประกาศยกเลิกไม่ให้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก

    ด้วยความรักต่อศาสนา ท่านยอมเอาชีวิตเข้าแลก ชื่อของท่านจึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ และชาวโลกก็ให้เกียรติโดยถือเอา วันตายของท่าน เป็นวันแห่งความรัก คือ วันวาเล็นทาม นั้นเอง , ดังนั้นเราจึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่า ความรักอยู่อย่างเจริญไปชั่วนิรันดร์

    ด้วยเหตุนี้ พระโพธิสัตว์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาในศาสนาใดๆก็ตาม ที่มีและเกิดขึ้นมาในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ สอนให้มนุษย์เรา อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข , อยู่ร่วมกันอย่างรู้จักประโยชน์ของตนและของคนอื่นและ ให้อยู่กันอย่างมีความรัก , อยู่อย่างมีความเกื้อกูลกัน , อยู่อย่างมีความสันติ โดยปราศจากการเบียด เบียน , อยู่อย่างรู้คุณค่าของชีวิตของตนและคนอื่น ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานต่างก็มีชะตากรรมอันเดียวกัน คือ ร่วมเกิด ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย เหมือนกันทั้งนั้น ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดเลย มีความแตกต่างกันอยู่ที่ว่า มนุษย์และสัตว์เท่านั้น , ต่างก็มีความรู้สึกเหมือนกันหมด คือ รู้สึกไม่อยากทุกข์ ไม่อยากตาย , รู้สึกอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความทุกข์ และปรารถนาอยู่กันอย่างมีความเจริญรุ่งเรือง ปราศจากความเสื่อม ความเศร้าหมองทั้งหลาย อันเป็นที่มาของความชั่ว ใครๆก็ไม่ปรารถนาหาความชั่ว ความทุกข์นั้นๆอันเป็นที่มาของความฉิบหาย

    พระพุทธเจ้า พระองค์จึงได้สละทุกสิ่ง ทุกอย่าง วันประสูติ , วันออกบวช , วันตรัสรู้ และวันพระปริ นิพพาน เราจะเห็นได้ตอนที่พระองค์ประสูติ พระองค์ได้ประสูติอยู่ป่าที่สวนลุมพินี ระหว่างพรมแดน เมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ตอนที่พระองค์ได้สละราชบัลลังก์ เสด็จออกบวช พระองค์ก็ได้ไปตัดพระโมลี ( เกล้าผม ) อยู่ที่ป่าที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตอนที่พระองค์ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม พระองคฺ์ก็ตรัสรู้อยู่ที่ป่า อยู่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตอนที่พระองค์เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน พระองค์ก็เสด็จพระปรินิพพานอยู่ที่ป่าไม้สาละ ( ไม้รัง ) ที่ชานเมืองกุสินารา , สรุปความแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้ประสูติอยู่บ้านหรือ พระราชวัง พระพุทธเจ้าไม่ได้บรรพชาอยู่วัดหรือพระราชวังหลวง , พระพุทธเจ้าตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม ก็ไม่ได้ตรัสรู้อยู่ในพระราชวัง ในวัด หรือ สถานที่อื่นอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆหนึ่งเลย คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่ในป่า อยู่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตอนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ เข้าสู่พระปรินิพพาน พระองค์ไม่ได้พระปรินิพพานอยู่ในพระราชวังหลวง หรือ อยู่ วัดใด วัดหนึ่งเลย แต่พระองค์ได้พระปรินิพพานอยู่ทางป่า ชานเมืองกุสินารา อยู่ใต้ต้นไม้รัง ๒ ต้น นั่นก็แสดงให้เราเห็นได้แจ้งชัดว่า ในการทำคุณงามความดีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องอยู่วัด หรือ อยู่ห้องโรง หรือแห่งใด แห่งหนึ่งที่ศักดิ์สิทธิ์จึงจะทำความดีได้ การทำความดีนั้น คือ ทำอยู่ที่จิตใจ อยู่ที่ปัญญา ความรู้แจ้งด้วยเหตุผล และปัญญาเท่านั้น

    อาตมาจะขอกล่าวคำ ๒ คำ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มาเขียนไว้ ใน ๒ คำที่ว่า พุทโท พุท แปลว่า ตื่น , โท แปลว่า รู้ , พระพุทธเจ้าตื่นก่อน รู้ก่อน จึ่งได้สอนให้เราชาวโลกตื่นตามพระองค์มา แล้วสอนให้รู้ตามพระองค์ไป ในหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ในพุทธบาลีว่า พุทโท ต้องมาจาก อานา ปานะสติ คือ ตื่นรู้ระลึกได้โดยปัญญาของอารมณ์ , คนเราอยู่ได้ด้วยลมหายใจ , รู้สำนึกเข้าใจได้ด้วย ปัญญา , อาตมาจึงได้เข้ามารวมคำ ๒ คำไว้ใน พุทโท อันเป็นที่มาของ อานาปานะสติอันเป็นหัวใจ ของกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ของทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักแห่งการปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าได้จัด บัญญัติไว้เป็นกฎระเบียบในข้อปฎิบัติ เราเรียกว่า พระวินัย ทางปฏิบัติของกรรมฐานวิปัสสนาเกิดขึ้น และเริ่มต้น คือ มาจากพระพุทธเจ้าเป็นผู้เริ่มต้นและปฏิบัติ จนพระองค์ได้ตรัสรู้แจ้งธรรม เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเราท่านทั้งหลายจึงได้เอามาเป็นหลักในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ดังที่ อาตมาได้กล่าวมาแล้วนั้นโดยย่อ

    ต่อจากนี้อาตมาจะกล่าวถึงโทษของความเสื่อม , ความเสื่อมเป็นที่มาของความทุกข์ , ความทุกข์เป็นที่มาของความเห็นแก่ตัว , ความเห็นแก่ตัวเป็นที่มาของความอยาก , ความอยากเป็นที่มาของการสร้างกรรม , การสร้างกรรมมีทั้งดี มีทั้งชั่ว จึงได้จัดเข้าเป็นวัฏจักรเป็นที่มาของโลก

    โลกคือที่มาของสังขาร , สังขารนั้นเกิดมาจากการปรุงแต่ง , การปรุงแต่งมาจากกิริยาของอารมณ์และ สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก , สรุปความแล้ว ถ้าหากว่าเราขาดสติปัญญาแล้ว ก็ตกเป็นทาสของ ความอยาก ที่ประกอบด้วย กิเลสพันหัา ตัณหาห้าร้อย

    ดังนั้น อาตมาขอมอบสองคำที่เรียกว่า พุทโท นี้ไว้กับท่านผู้เจริญด้วยสติปัญญา จงอย่าได้เป็นทาสของการเห็นแก่ตัว จึงหมั่นเพียรตื่นและรู้ พุทโท , เรื่องในหนังสือพุทธประวัติเล่มนี้ อาตมาขอมอบให้ผู้ฝักใฝ่ในธรรม จงสำเร็จในทางที่ตื่น และ รู้ทุกข์ รู้โทษ รู้รูปนาม รู้สังขาร รู้ความเป็นอยู่ในชีวิตของตนและคนอื่นด้วย แล้วท่านก็จะสมหวังในความปรารถนาของท่านทุกประการ

    เจริญพร
    หลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์
    เขียนที่ ศูนย์พุทธธรรม วัดธาตุหลวง แคนเบอรา ออสเตรเลีย
    1 Shand Place , Latham, Canberra ACT 2615 ( Australia )

     

     

    ชมพูทวีป (อินเดีย )

    ชมพูทวีปดินแดนแห่งมหาภาคอันเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียตอนใต้มีภูเขาหิมาลัยสูงที่สุดในโลกตั้งอยู่ในดินแดนแห่งมหาภาคนี้

     

     

    เทพทุกชั้นฟ้า มาประชุมกันเพื่ออัญเชิญพระโพธิสัตว์ให้จุติในโลกมนุษย์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เมื่อพระโพธิสัตว์ พระเวสสันดรได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตร ก่อนพุทธศักราช เทพบุตร ทุกชั้นฟ้าได้มาประชุมปรึกษาว่า ผู้ใดจะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทพทุกองค์ได้ลงความเห็นเป็น อันหนึ่งเดียวกันว่าพระโพธิสัตว์ อยู่ชั้นดุสิต จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจึงได้ทูลเชิญ ให้ลงมาจุติ ตรัสรู้ เพื่อโปรดสัตว์โลกสมกับความมุ่งหวังที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาในชาติปางหลังหลาย ๆ ชาติ พระองค์ไม่ได้หวังสิ่งใดสิ้น นอกจากหวังเอาสัมโพธิญาณเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เท่านั้น จึงควรแล้วที่พระองค์จะเสด็จมาโปรดชาวโลกมนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ให้ได้รับ แสงสว่าง เกิดปัญญา รู้จักทางออกจากทุกข์ของตนที่มีอยู่

     

    พระองค์รับคำเชิญ แล้วเสด็จจุติในตระกูลศากยวงศ์ ในกรุงกบิลพัสดุ์

    วันที่พระองค์เสด็จจุตินั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือน ๘ ปีจอ หลังจากที่พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายาอภิเษกได้ไม่นาน ตอนที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทม และทรงได้สุบินนิมิตว่า พระนางได้ไปอยู่ในป่าหิมพานต์และได้มีช้างเผือกตัวหนึ่งลงมา จากยอดเขาสูง แล้วเข้ามาหาพระนาง และเดินวนรอบพระแท่นที่บรรทม ได้มีการบรรยายไว้ว่า วันที่ พระโพธิสัตว์ได้เข้าสู่พระครรภ์นั้น มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น เหมือนกับวันที่ประสูติ ตรัสรู้ วันปฐม เทศนา เพียงแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น เสียงที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกจักรวาลนั้นก็หมายความว่า คนตาบอดกลับเห็นแจ้ง คนหูหนวกกลับได้ยินเสียง ซึ่งหมายถึงพระมหาธิคุณ และพระมหาบารมี ของ พระพุทธเจ้าแห่งสัจจธรรม จะแผ่ไปทั่วโลกมนุษย์ คนตาบอด คนหูหนวกก็ดี คนที่มีกิเลสเมื่อได้สดับ รับฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะหายจากการเป็นคนหูหนวกตาบอด กลายเป็นคนมี ปัญญารอบรู้ ก็เนื่องจากพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่องแสงให้เห็นทางออกจากทุกข์ได้

     

    กรุงกบิลพัสดุ์

    มีเมืองต่างๆ หลายเมืองด้วยกัน มีเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียง เมืองนี้เรียกว่ากรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นเมืองของ เจ้าชายสิทธัตถะที่กำเนิด เมืองกบิลพัสดุ์ได้สร้างขึ้น ที่ดงไม้สักกะ ใกล้หอที่อยู่ของฤาษีดาบสที่ชื่อ กบิลดาบส จึงได้ให้ขนานนามว่า เมืองกบิลพัสดุ์ กรุงกบิลพัสดุ์ได้มีกษัตริย์ปกครองมาหลายชั่วอายุคน ชาวเมืองได้เรียกกันว่า กษัตริย์วงศ์ศากยะ ซึ่งกษัตริย์ในสมัยนั้น คือ พระเจ้าสุทโธทนะ มีเมหสีชื่อ พระนางสิริมหามายา, พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา ของ เจ้าชายสิทธัตถะ

     

    พระสุบิน ( ฝันนิมิต )

    ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จลงมาปฏิสนธิในครรภ์โภทร (ท้องแม่) ในวันพฤหัสบดี วันเพ็ญเดือน ๘ เวลาใกล้จะแจ้ง พระนางมหาเทวีสิริมหามายาได้สุบิน (ฝันนิมิต) ว่า มีช้างเผือกตัวหนึ่งได้นำเอาดอกบัว มาจากภูเขาเงินภูเขาทองมาถวายแก่พระนาง หลังจากนั้นพระนางก็ทรงมีพระครรภ์ได้ ๑๐เดือน เวลาจะ ประสูติพระกุมาร พระนางจึงได้นึกในพระทัยว่าจะขอกลับไปสู่กรุงเทวทหะเพื่อประสูติ

     

    พระนางสิริมหามายาทูลขอพระสวามี

    พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาได้ทรงอภิเษกสมรส อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาช้านานด้วยความ ผาสุข พระนางทรงมีพระครรภ์ จวนเวลาจะประสูติจึงได้ทูลขออนุญาตพระสวามี เพื่อเสด็จไปประสูติที่ พระนครเทวทหะ อันเป็นนครที่กำเนิดของพระนาง พระเจ้าสุทโธทนะได้โปรดกรุณาแก่ พระนางเสด็จ ได้ด้วยความเต็มพระทัย ได้ทรงรับสั่งให้เตรียมขบวนเสด็จและเตรียมเสด็จต่อไป

     

    ที่สวนลุมพินี ระหว่างพรมแดนติดต่อกัน

    ระหว่างกลางทาง ในเขตที่กรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะมีพรหมแดนต่อกันนั้น มีสวนป่าแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า สวนลุมพินี เป็นสถานที่ที่ประชาชนแห่งนครทั้งสองได้พากันไปพักผ่อนในฤดูร้อน หาความ บันเทิงภายใต้ต้นสาละใหญ่ ๆ ซึ่งปกคลุมไปด้วยดอกไม้อันสวยงาม มีหมู่นกนาๆ ชนิดส่งเสียงร้องด้วย สำเนียงอันอ่อนหวาน ในสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ประสูติของพระกุมาร ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ในอนาคตต่อมา

     

    พระกุมารประสูติ

    เมื่อขบวนเสด็จของพระนางสิริมาหามายา ผ่านมาถึงสวนลุมพินีนั้น เป็นวันศุกร์ วันเพ็ญเดือน ๖ ในเดือน พฤษภาคม พระนางมีพระประสงค์จะพักผ่อนพระกายา อยู่ตามเงาต้นไม้อันร่มเย็น เป็นเวลา ใกล้จะเที่ยงวัน จึงรับสั่งให้ขบวนเสด็จหยุดพักผ่อน ในที่นั้น ในขณะที่พระนางกำลังเสด็จไปมาอย่าง เพลิดเพลินอยู่กับธรรมชาติอันงดงาม กับเสียงนกร้องอันไพเราะนั้นเอง พระนางได้ประสูติพระกุมาร ใต้ต้นไม้สาละ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติวันเพ็ญเดือนหก ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เป็นเวลาใกล้จะ เที่ยง วันเจ้าชายประสูติเป็นวันมหัศจรรย์ โดยเป็นวาระร่วมกันสามอย่าง คือ ประสูติ ตรัสรู้และ ปรินิพ พาน ในมหามงคลดิถีนี้ มีบุคคลและสัตว์ พร้อมทั้งทรัพยากร พืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งหมดมี ๗ อย่างด้วยกัน บังเกิดขึ้นพร้อมกัน ๑. พระนางพิมพา ๒.พระอานนท์ ๓. นายฉันนะ ๔. อำมาตย์การุทายิ ๕. ม้ากัณฐกะ ๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗. ขุมทรัพย์ เกิดขึ้นพร้อมกัน

     

    พระราชกุมารเสด็จเข้าพระราชวัง

    เมื่อพระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรสที่สวนลุมพินี นางสนมที่ร่วมไปในขบวนเสด็จ ต่างก็พากัน วุ่นวายประคับประคองพระนางและพระโอรสในความดูแล และพยายามอย่างระมัดระวัง แล้วได้เชิญ พระนางเสด็จกลับสู่นครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงปลื้มพระทัยปิติอย่างยิ่ง ที่ได้ทอดพระเนตร พระโอรสในวันนั้น และได้ทรงจัดให้พระนางและพระโอรสได้รับความดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีพิเศษ

     

    พระฤาษีกาฬเทวินเข้าเฝ้าองค์กุมาร

    นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่ของฤาษีเป็นจำนวนมาก ในบรรดาฤาษีเหล่านี้ มีฤาษีสูงอายุรูปหนึ่ง มีชื่อว่า กาฬเทวิน อันเป็นที่เคารพอย่างสูงของพระเจ้าสุทโธทนะและชาวเมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อฤาษีผู้เฒ่า องค์นี้ได้รู้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะได้พระโอรสก็ได้มายังราชสำนักแห่งพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อเยี่ยมเยียน พระกุมาร เพราะพระฤาษีกาฬเทวินได้รับนิมิตจากเทวดาอารักษ์ จึงได้เข้าเฝ้า

     

    พระฤาษีกาฬเทวินนมัสการองค์พระกุมาร

    เมื่อพระฤาษีกาฬเทวินเดินทางถึงพระราชวัง พระเจ้าสุทโธทนะมีความประสงค์อยากจะให้อำนวยพร แก่พระโอรสของพระองค์ จึงโปรดให้นำพระกุมาร เพื่อให้ทำความเคารพต่อพระฤาษี พระฤาษีได้สังเกตุ พระลักษณะของพระกุมาร ซึ่งทรงมีพระลักษณะเป็นผู้มีบุญอย่างสูงสุด มีความปลาบปลื้มปิติ ยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมาทีละน้อย จนกระทั่งได้ร้องไห้ขึ้น หน้าของพระฤาษีเต็มไปด้วย น้ำตาเพราะเสียใจ

     

    พระเจ้าสุทโธทนะและพระฤาษีกาฬเทวินถวายบังคมแด่องค์กุมาร

    พระเจ้าสุทโธนะจึงสงสัย และได้ตรัสถามถึงเหตุจากพระฤาษี เพราะเหตุใดจึ่งร้องไห้ พระฤาษีกาฬเทวิน ทูลว่า พระกุมารมีลักษณะของมหาบุรุษ แสดงว่าเป็นผู้มีบุญญาบารมีสูงสุดและจะได้ตรัสรู้เป็นพระบรม มหาศาสดาในวันหน้า ท่านร้องไห้เพราะเสียดายว่า ท่านแก่เฒ่าแล้ว จะไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระกุมาร พระองค์เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น จะตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาจารย์เอกของโลก แล้วพระฤาษีก็น้อมกาย ลงถวายบังคม พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้แสดงความเคารพพระกุมารไปด้วย

     

    ชุมนุมนักปราชญ์ในพระราชวัง

    พระกุมารได้มีพระชนม์ได้ ๕ วัน ก็มีการประชุมนักปราชญ์ในพระราชวังของพระราชา เพื่อทำพิธีขนาน นามให้แก่พระกุมาร ในที่ประชุมของนักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้เลือกขนานนามให้กับพระกุมารว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งแปลว่า ผู้มีความสำเร็จสมบูรณ์ทุกอย่างที่พระองค์ได้ตั้งใจหวังไว้ทุกประการ

     

    โหรศาสตร์ทำนายลักษณะพระกุมาร

    นักปราชญ์ที่มาประชุมกันในวันขนานนาม ได้เห็นพระลักษณะของพระกุมารแล้ว ต่างพากันทำนายเป็น เสียงเดียวกันว่า พระกุมารหากว่าครองราชสมบัติจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิ์ แต่หากออกบรรพชา ( บวช ) จะได้เป็นมหาศาสดาจารย์เอกของโลก แต่มีนักปราชญ์หนุ่มท่านหนึ่ง ชื่อท่านโกณฑัญญะได้ ยืนยัน อย่างมั่นใจว่า พระกุมารสิทธัตถะเมื่อทรงเจริญวัยแล้ว จะสละการครองฆราวาส สละทุกสิ่ง ทุกอย่างออกบรรพชา จะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของโลก

     

    พระเจ้าสุทโธทนะจึงดำริในพระทัย

    พระราชาทรงปลื้มปิติในพระทัยที่ประชาราษฎรและนักปราชญ์ในพระราชวังของพระองค์พากันหวังว่า พระกุมารจะเป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิเมื่อทรงเจริญวัย แต่พระองค์ยังไม่สบายใจในข้อที่ว่า พระกุมาร จะออกบรรพชาเป็นศาสดาจารย์ผู้สอนศาสนาของโลกไปเสียอีก เพราะพระองค์ประสงค์ให้พระโอรส ทรงอยู่อย่างชาวโลกผู้ครองเรือนและมีบุตรเพื่อจะได้รับราชสมบัติครอบครองอาณาจักรสืบต่อจากพระองค์ต่อไปอย่างรุ่งเรือง พระองค์มีความประสงค์อย่างนั้น

     

    พุทธมารดาได้สิ้นพระชนม์ในวันที่ ๗

    นับตั้งแต่ได้มีการชุมนุมขนานนามพระกุมาร พระนางสิริมหามายาผู้ทรงเป็นพระมารดาก็ได้ประชวร และต่อมาก็ได้สิ้นพระชนม์ คนทุกคนพากันเศร้าสลดใจในการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ผู้ที่เศร้าโศก ที่สุดอย่างยิ่งก็คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระสวามีของพระนาง เพราะเหตุที่พระนางเป็นกุลสตรีที่ประเสริฐ สุด เป็นพระมเหสีเทวีที่มีคุณธรรมอันประเสริฐสูงสุดกว่าพระเทวีทั้งหลายอื่น ๆ

     

    นางมหาปชาบดี ( พระมารดาเลี้ยง )

    พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์แล้ว พระราชาจึงมอบกุมารสิทธัตถะ พระโอรสซึ่งกำพร้ามารดาของ พระองค์ ให้อยู่ในความดูแลของพระเทวีองค์หนึ่ง ชื่อว่า มหาปชาบดีโคตะมี พระนางเทวีองค์นี้เอา พระทัยใส่ทะนุถนอมเหมือนกับว่าเป็นพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้สิทธัตถะราชกุมารจึงไม่เคย เห็นพระพักตร์ที่แท้จริงของมารดาของพระองค์เลย

     

    พระกุมารสิทธัตถะได้ไปศึกษา

    พระกุมารสิทธัตถะได้รับการทะนุถนอมเอาใจใส่จากพระอาจารย์ทั้งหลาย ผู้สั่งสอนวิชาให้กับพระกุมาร สิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัทถะก็เริ่มเจริญวัยขึ้น มีสุขภาพอนามัยดี มีรูปร่างและลักษณะงดงามเป็นพิเศษ เป็นที่รักแก่ผู้ประสบพบเห็น จนกระทั่งมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา พระบิดาจึงได้ส่งออกไปเรียนวิชา ในสำนักสำคัญแห่งหนึ่งมีชื่อว่า วิศวามิตร

     

    พระกุมารเรียนรู้ยุทธวิชายิงธนู

    โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา ความรู้ทุกอย่างในยุทธศิลป์ต่าง ๆเป็นอย่างดียิ่ง จนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจของคนทุกคนรวมทั้งครูอาจารย์ พระราชบิดาและพระมารดาเรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษาเรื่องนั้นไม่ได้มีความยากลำบากแก่พระองค์ เลย ได้รับการถวายแนะนำในศิลปยุทธวิธีต่างๆ อย่างใด พระกุมารก็จำได้ทันที เป็นผู้มีปัญญาดีเลิศ ไม่ว่าวิชาใด ๆ พระองค์ก็เรียนรู้ได้จนหมด ไม่ว่าจะเป็นวาทศิลป ยุทธศิลป์การยิงธนู รัฐศาสตร์ พระองค์ก็มีความสามารถได้ทั้งหมด

     

    พระกุมารศึกษาความรู้กับครูอาจารย์

    แม้เจ้าชายจะเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดในการศึกษาถึงปานนั้น และทั้งยังเป็นองค์รัชทายาท ซึ่งจะได้ ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบิดาในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ละเลยที่จะแสดงความเคารพนบนอบ ในฐานะที่เป็นศิษย์ต่อครูอาจารย์ทั้งหลาย เพราะสำนึกอยู่ว่า โดยอาศัยบรรดาครูอาจารย์ทั้งหมดนี่เอง คนเราจึงได้สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีนิสัยสุภาพเรียบร้อย จึงประพฤติต่อคนทุกๆคน โดยเฉพาะครูอาจารย์เป็นพิเศษ ในภาพแสดงการเคารพนบนอบ และแสดงความสุภาพ อ่อนโยน อยู่เสมอ

     

    พระกุมารบริหารพระวรกาย

    ในทางออกกำลังกาย พระองค์ก็ทรงประกอบไปด้วยคุณสมบัติและมีคุณธรรมในทางจิตใจ และเพียบ พร้อมไปด้วยมารยาท นอกจากความเป็นสุภาพบุรุษแล้ว ทางกิริยาวาจา พระองค์ทรงเป็นผู้กล้าหาญ ไม่หวั่นไหว ในการแสดงฝีมือการกีฬาสำหรับผู้ชายในประเทศของพระองค์ด้วย ในฐานะที่ได้รับการ อบรมมาอย่างผู้มีกำเนิดในตระกูลดี วรรณะกษัตริย์ ที่เชี่ยวชาญทางนักรบ .พระองค์จึงเป็นนักขี่ม้าที่เก่ง และห้าวหาญ จึงเป็นนักขับรถม้าที่สามารถและเชี่ยวชาญมาตั้งแต่ยังเด็ก( แต่น้อย )เป็นอย่างดีเลิศ

     

    พระองค์เป็นนักกีฬาที่มีความเมตตาต่อคู่แข่ง

    ในกีฬาแข่งรถม้า พระองค์เคยแข่งชนะคู่แข่งที่ดีที่สุดในประเทศของพระองค์ ด้วยเหตุนั้น เมื่อถึงคราวที่ จะเอาจริงเอาจังในการที่จะชนะการแข่งขัน พระองค์ก็ยังทรงมีเมตตากรุณา ต่อม้าของพระองค์ที่เคย ช่วยให้พระองค์ได้ชัยชนะอยู่เสมอ โดยไม่ยินยอมให้พระองค์เป็นฝ่ายแพ้ แทนที่จะบังคับรถม้าให้แล่น เร็วเกินกว่ากำลังของมัน เพื่อเห็นแก่การเอาชนะเพียงอย่างเดียว พระองค์จึงได้บังคับม้าให้ชลอความ เร็วลงแล้วให้เป็นผลเสมอกัน ซึ่งแสดงถึงความมีเมตตาต่อสัตว์ของพระองค์ด้วย

     

    เจ้าชายสิทธัตถะทรงให้ความเมตตาสรรพสัตว์ใหญ่น้อยทั้งหลาย

    เจ้าชายสิทธัตถะไม่ใช่จะมีความปราณี เอ็นดูแต่เพียงเฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้น แม้แต่สัตว์อื่น ๆ ทุกชนิดก็ได้รับความเอื้อเฟื้อและความเมตตากรุณาเช่นเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้า แผ่นดิน ไม่เคยประสบความทุกข์ยากลำบากแต่อย่างใดเลยก็จริง แต่พระทัยของพระองค์ก็หยั่งถึงจิตใจ ของสัตว์นั้น ๆ ด้วยความเห็นใจสัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาหาความสุข ชังความทุกข์เช่นเดียวกัน ทั้งหมด ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานก็เห็นตรงกัน เพราะก็มีชีวิตเหมือนกับมนุษย์เราทุกคน

     

    พระองค์มีอายุได้ ๘ พรรษาเท่านั้น แต่ยังรู้ถึงคุณค่าของชีวิต

    แม้ว่าเจ้าชายจะยังเป็นเด็กที่มีพระชนมายุเพียงแปดพรรษาเท่านั้น แต่มีลักษณะที่แสดงว่าพระองค์ พยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์แก่สรรพสัตว์ใหญ่น้อยทั้งหลายอันเป็น การเบียดเบียนให้เขาได้รับความทุกข์ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ในทางเจตนานั้น พระองค์พยายาม ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะสัตว์ทุกตัวย่อมมีชีวิตเหมือนกัน เพราะเขาเหล่านั้นรวมอยู่ในชะตากรรม พระกุมาร สิทธัตถะและเจ้าชายเทวทัตอันเดียวกัน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวันหนึ่ง เจ้าชายได้พบเด็กน้อยที่เป็น ข้าราชบริพารคนหนึ่ง กำลังจะตีงูด้วยท่อนไม้ พระองค์ก็รีบเข้าไปห้าม เป็นเหตุให้ เด็กน้อยนั้นทิ้งท่อน ไม้อย่างทันที เพราะรู้ได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการเบียดเบียนให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ไม่ว่าสัตว์หรือ มนุษย์ก็รักชีวิตของตนเช่นเดียวกัน

     

    พระกุมารสิทธัตถะและเจ้าชายเทวทัต

    วันหนึ่งเจ้าชายสิททัตถะได้ออกไปเล่นอยู่ในอุทยาน ร่วมกับเด็กน้อยราชบริพาร ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นของ พระองค์และบรรดาญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์อีกหลายคน ในบรรดาญาติที่เสด็จไปร่วม สนุกสนานกันในวันนั้น มีเจ้าชายองค์หนึ่งชื่อว่า เจ้าชายเทวทัต ได้เสด็จไปร่วมด้วย เจ้าชายเทวทัตและ เจ้าชายสิทธัตถะเป็นญาติใกล้ชิด คือเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หากแต่มีอัธยาศัยแตกต่างกันอย่างมากเป็น เพราะบุญบารมีที่สร้างไว้ไม่เหมือนกัน

     

    เจ้าชายสิทธัตถะมีความกรุณาต่อชีวิตผู้มีทุกข์

    เจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพเรียบร้อยดี เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ไม่เคยดูถูกดูหมิ่น ใครเลย ทั้งเป็นฝ่ายที่คอยช่วยเหลือผู้ที่มีทุกข์เสมอ ส่วนเจ้าชายเทวทัตนั้นมีนิสัยเกเร อิจฉาริษยา และโหดเหี้ยม ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และในวันนั้น ก็ได้นำเอาคันธนูและลูกศรไปด้วย และได้ยิงหงส์ ตัวหนึ่งซึ่งกำลังบินผ่านมาอยู่เหนือหัว ลูกศรที่ยิงไปได้ถูกปีกหัก ทำให้มันตกลงบนพื้นดินและมี บาดแผลใหญ่ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผู้มีความเมตตามีแต่ช่วยชีวิตผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ส่วนผู้มีจิตใจ อิจฉาริษยา อยากทำให้คนอื่นมีแต่ความทุกข์

     

    เจ้าชายสิทธัตถะมีความเมตตาต่อหงส์ตัวนั้น

    เจ้าชายสิทธัตถะได้วิ่งไปถึงหงส์ตัวนั้นก่อน และค่อยๆ อุ้มมันขึ้นอย่างระมัดระวัง พระองค์ได้ถอดลูกศร ออกจากปีกแล้วเอาใบไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทุบให้นุ่มแล้วนำไปใส่บาดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล แล้วประคอง ลูบไล้ไปมาอย่างเบาๆ เจ้าชายเทวทัตรู้สึกขัดเคืองพระทัยเป็นอย่างยิ่งในการที่พระองค์มาแย่งหงส์ของ เจ้าชายเทวทัตไป จึงได้เรียกร้องให้เจ้าชายสิทธัตถะเอาหงส์คืนให้แก่เจ้าชายเทวทัตในฐานะ ที่พระองค์ เป็นผู้ยิง แต่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ยอมคืนให้ เรื่องนี้จึงยังไม่ยุติ

     

    เจ้าชายสิทธัตถะได้ปฏิเสธเจ้าชายเทวทัต

    อย่างไรก็ตามเจ้าชายสิทธัตถะได้ปฏิเสธที่จะมอบนกเจ็บตัวนั้นให้ โดยตรัสตอบว่าถ้าหากนกตัวนี้ตาย มันถึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ มันจะต้องเป็นของผู้ที่พยายามช่วยชีวิตของมันไว้ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ยอมมอบให้ เจ้าชายเทวทัตยืนยันว่านกต้องเป็นของพระองค์ ผู้ที่ยิงมันตกลงมา ด้วยมือของเขาเอง ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะได้เสนอขึ้นว่า ข้อพิพาทกรณีนี้ควรที่จะต้องนำไปพิพากษา ตัดสินชี้ขาด ในศาลสูงสุดอันเป็นที่ประชุมของนักปราชญ์ทั้งประเทศ ฝ่ายเจ้าชายเทวทัตก็ยินยอมตาม ความเห็นของเจ้าชายสิทธัตถะ

     

    ในที่ประชุม นักปราชญ์ได้ลงความเห็น

    ในวันนั้น ได้มีประชุมวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหงส์ตัวนั้นขึ้น และได้มีการถกเถียงกันในที่ประชุม บางท่าน มีความเห็นอย่างหนึ่ง และบางท่านก็มีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง มีท่านหนึ่งกล่าวว่า หงส์ตัวนี้ควรจะเป็น ของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะท่านได้ช่วยชีวิตมันไว้ อีกท่านหนึ่งว่าหงส์ตัวนี้ ควรเป็นของเจ้าชายเทวทัต เพราะเจ้าชายเทวทัตเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ เมื่อมีเหตุผลต่างๆกัน ดังนั้นการประชุมจึงยังไม่เป็นที่ สิ้นสุด จึงต้องได้พิจารณาต่อไป

     

    หงส์พ้นจากความตาย เพราะความเมตตา

    ทุกคนในที่ประชุมได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ ด้วยถ้อยคำที่มีเหตุผลและเที่ยงธรรมของ นักปราชญ์ หนุ่มท่านหนึ่งที่ให้ข้อคิดว่า “ ชีวิต แน่นอนว่าต้องเป็นของผู้ที่พยายามช่วยเหลือ ชีวิตต้องไม่ตกเป็น ของผู้ที่หวังจะทำลาย ” การตัดสินก็เป็นอันว่า เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้รับเอาหงส์ตัวนั้นไป ซึ่งพระองค์ได้ ช่วยให้มันพ้นจากความตาย เจ้าชายสิทธัตถะได้เอาใจใส่หงส์ตัวนั้นอย่างดีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของ มันหายดีและได้ปล่อยมันไปสู่ความเป็นอิสระกลับคืนไปยังฝูงของมันที่สระน้ำกลางป่าลึก นับตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายเทวทัตก็มีความอาฆาตบาดหมางผูกใจเจ็บ และจองเวรกับเจ้าชายสิทธัตถะ เรื่อยมา

     

    พิธีแรกนาขวัญเป็นประเพณีประจำปี

    ในประเทศอินเดีย สมัยโบราณ คนทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่มนุษย์เราพากันต้องการนั้น ย่อมสำเร็จมาจาก ผืนแผ่นดิน เพราะฉะนั้นผู้ซึ่งทำหน้าที่ไถหว่านแผ่นดินจนกระทั่งเกิดอาหารอันเป็นของจำเป็นสำหรับ มนุษย์ขึ้นมาได้นั้น นับว่าเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่อันจำเป็นที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดให้แก่ประเทศชาติ ของตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดมีประเพณีประจำปีขึ้นในยุคนั้น ที่พระราชาจะต้องเสด็จสู่ท้องนาด้วย พระองค์เอง และพระองค์จะต้องจับคันไถด้วยพระหัตถ์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ปวงประชาราษฎรของ พระองค์ พระองค์ทำหน้าที่อันนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจหรือน่าละอายแต่ประการใด หากแต่ทำ เพื่อเป็นความผาสุกของประชาราษฎร คือความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของประเทศของตน

     

    เจ้าชายสิทธัตถะไปร่วมพิธีแรกนาขวัญประจำปี

    ในนครกบิลพัสดุ์นั้น ในครั้งนั้นเป็นฤดูร้อน อันเป็นฤดูเริ่มการทำนา พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เสด็จ ออกจากพระนครพร้อมด้วยขบวนหลวง เพื่อประกอบพิธีอันเรียกว่า รัชชนังคลมงคล ประชาราษฎร ทั่วทั้งนครได้ติดตามพระองค์ไป เพราะเป็นพิธีใหญ่ประจำปี และเพื่อรอดูพระราชาของพระองค์ ประกอบพิธีอันสำคัญครั้งนี้ และมีการแสดงมโหรสพต่างๆ อย่างครึกครื้นที่สุดต่อเนื่องกัน พระเจ้า สุทโทธนะก็ได้พาพระโอรสองค์น้อยของพระองค์ไปสู่ท้องนาเพื่อร่วมประกอบพิธีด้วย

     

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะประกอบพิธีมงคล

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เสด็จไปยังที่ที่ประกอบพิธีไถนา (แรกนาขวัญ) พระองค์ทรงจับคันไถซึ่งประดับ ด้วยทองคำ เริ่มไถพื้นดินแห่งท้องนา ถัดมาตามหลังมีหมู่เสนาอำมาตย์ติดตามซึ่งจับคันไถอันประดับ ด้วยเงิน แล้วก็ถึงลำดับต่อมาที่เป็นหมู่ชาวนาธรรมดาทำการไถตามมา ด้วยการไถเป็นปรกติของตน เป็นคู่ๆ ล้วนแต่ไถดินดานเหล่านั้นให้พลิกฟื้น เพื่อให้เหมาะสมที่จะปูหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็น ตัวอย่างต่อไป

     

    เจ้าชายสิทธัตถะสำรวมจิตในวันแรกนาขวัญ

    ครั้นถึงเวลารับประทานอาหาร พวกข้าราชบริพารทั้งหลายต่างพากันไปยังที่เลี้ยงอาหารกันหมด พากัน ลืมนึกถึงเจ้าชายสิทธัตถะโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จดำเนินไปอย่างเงียบๆตามลำพังจนไปหยุด อยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่ มีใบดกหนาร่มเงาเย็นดี จึงเสด็จประทับนั่งลงสำรวมจิตใจให้ว่างจากอารมณ์ ทั้งหลาย แล้วพระองค์ได้เริ่มพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของชีวิต คิดว่าในที่นี้ พระราชบิดาพร้อมทั้ง อำมาตย์และชาวนาทั้งหลายได้ประกอบพิธีหว่านไถ ทุกคนกำลังมีความสุขสนุกสนาน เลี้ยงดูกันอย่าง เต็มที่ นี่คือธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เรา

     

    เจ้าชายมีความห่วงใยถึงชีวิตของสัตว์โลกเหล่านั้น

    แต่สำหรับวัวทุกตัว เจ้าชายได้คำนึงแล้วว่าไม่มีความสุขสักเพียงแต่น้อย มันต้องแบกไถอันหนัก ไถไปตามพื้นดินเหนียว มันแบกไถไปด้วยความลำบาก จึงหมดแรงและต้องหายใจทางปาก ทำให้ เห็นชัดเจนว่า ชีวิตนี้ไม่ได้สนุกสนานสำหรับมันเลย แม้แต่ในวันที่มนุษย์กินเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน เช่นนี้ มันจำเป็นต้องทำงานหนัก ถูกไล่ตีและถูกด่าด้วยคำอันหยาบคายเพราะทำไม่ได้ตามความ ต้องการของเจ้าของมัน และสิ่งเหล่านี้ ทำให้เจ้าชายไม่สบายพระทัยเลย

     

    เจ้าชายสิทธัตถะคำนึงถึงความเป็นอยู่

    นอกจากนั้น เจ้าชายยังสังเกตถึงความเคลื่อนไหว ของสัตว์ต่างๆตลอดจนถึงแมลงที่อยู่บริเวณนั้น เพราะพระองค์สังเกตเห็นกิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งมาจากซอกใกล้ๆพระบาทของพระองค์ แล้วใช้ลิ้นอันไวของ มันแลบจับเอาแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งทำรังของมันอยู่อย่างแข็งขัน แต่ชั่วขณะเวลานั้นเองมีงูตัวหนึ่ง เลื้อยออกมาแล้วงาบกิ้งก่าตัวนั้นกลืนกิน และในขณะที่พระองค์กำลังประหลาดใจอยู่นั้นเอง ก็มีเหยี่ยว ตัวหนึ่งได้บินถลาลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วโฉบเอางูตัวนั้นไปจิกกินเป็นอาหาร พระองค์จึงคิด สงสารว่า สังขารของสัตว์เหล่านั้นล้วนอยู่ไม่เที่ยง

     

    เจ้าชายสิทธัตถะว่าชีวิตของสัตว์โลกมีแต่ความทุกข์

    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปแล้วได้ถามพระองค์เองว่า เมื่อมีสิ่งต่าง ๆ เป็น ดังนี้แล้ว ความงดงามทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ มีความสกปรกแฝงอยู่ในเบื้องหลัง ของเราอย่างจริงแท้ ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่า ความทุกข์อันใหญ่หลวงกำลังครอบคลุมคนและสัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา แม้นว่าพระองค์เอง จะกำลังมีความสำราญเบิกบานก็ดี เมื่อทรงรำพึงอยู่ดังนั้น ทั้งที่พระองค์เองก็อยู่ใน วัยคนองหนุ่มน้อย เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้มีพระทัยดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความคิด จนกระทั่งหมดความรู้ สึกต่อสิ่งใด ๆ โดยสิ้นเชิงเพราะยังหาคำตอบไม่ได้

     

    พระบิดาและเจ้าชายเสด็จกลับ หลังจากพิธีแรกนาขวัญ

    เมื่อพิธีไถนาสิ้นสุดลง พวกที่มีหน้าที่ทำการอารักขาเจ้าชายได้ระลึกถึงพระองค์ จึงรีบเที่ยวเสาะหา และได้พบพระองค์กำลังประทับนิ่งเงียบอย่างกับรูปหินสลักอยู่ใต้โคนต้นหว้า จึงได้พยายามปลุกให้ตื่น จากสมาธิ แล้วกราบทูลให้พระองค์ได้ทราบว่า พระราชาสั่งให้ตามเสด็จกลับเพราะเป็นเวลาสมควรที่จะ เสด็จกลับพระราชวังแล้ว ตลอดทางเสด็จกลับพระราชวัง ในพระทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความ สงสารต่อสรรพสัตว์สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

    ( เจ้าชายสิทธัตถะนั่งสมาธิเป็นเวลานาน จนตะวันจะคล้อยบ่าย เงาของต้นไม้ทุกต้นจะเลื่อนไปตาม ตะวัน แต่เงาของต้นหว้ากลับเที่ยงตรงดังเดิม พระเจ้าสุทโธทนะมีความอัศจรรย์ใจ จึงได้ถวายบังคม พระโอรส นี่เป็นเหตุครั้งที่สองที่พระองค์กระทำเช่นนี้ )

     

    พระเจ้าสุทโธทนะหวั่นวิตกพระทัย

    พระเจ้าศรีสุทโทธนะ ได้ทรงวุ่นวายพระทัยที่ได้รู้ว่า พระโอรสของพระองค์มีความคิดหมุนไปทางสมณ เพศเสียแล้ว พระองค์จึงหวั่นพระทัยว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะละทิ้งบ้านเมืองไป และพระองค์เองจะไม่มี พระโอรสสืบราชบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์จึงตั้งพระทัยที่จะทำทุกอย่าง เพื่อดึงดูดจิตใจให้พระโอรส ของพระองค์ให้หันกลับมาสนพระทัยในสิ่งที่เพลิดเพลินยินดีของชีวิต ภายในพระราชวังนั้น ในขั้นแรก ได้ทรงรับสั่งให้สร้างปราสาทอันงดงามขึ้นอีก ๓ หลัง รวมปราสาทของเจ้าชายสิทธัตถะทั้งหมดมีอยู่ ๔ หลังด้วยกัน แต่แล้วก็ยังไม่สามารถเอาชนะความตั้งใจของผู้ที่ยอมเสียสละความสุขของตน เพื่อทำให้ คนอื่นรู้ในความสุขที่แท้จริง ด้วยความเมตตาอยากให้คนอื่นพ้นจากทุกข์

     

    ปราสาทประจำ ๔ ฤดูของเจ้าชายสิทธัตถะ

    ปราสาทหลังที่หนึ่งสร้างด้วยแก่นไม้อย่างดี ภายในจึงอบอุ่นสบาย ปราสาทหลังนี้ปูด้วยไม้มีกลิ่นหอม (ไม้จันทน์) สำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าชายในฤดูหนาว ปราสาทหลังที่สอง สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ขัดมัน มีความเย็นดี มีความสบาย เหมาะสมที่เจ้าชายจะประทับตลอดฤดูร้อน ปราสาทหลังที่สาม สร้างขึ้นด้วยดินเผาอย่างดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเขียว เพื่อกันฝนตกหนักในฤดูมรสุม ขณะที่เจ้าชาย เสด็จประทับอยู่ตลอดฤดูฝน เป็นปราสาทที่อยู่กับมเหสี รวมทั้งบริเวณปราสาทเหล่านั้น พระเจ้าศรีสุท โธทนะได้รับสั่งให้จัดเป็น สวนสุขารมย์ พร้อมทั้งสระอันมีน้ำถ่ายเทเข้าออกและปลูกดอกบัวทุกสีในสระ เพื่อให้เจ้าชายได้เสด็จออกดำเนินเที่ยวหรือขี่ม้าวิ่งไปได้ทุกทางที่พระองค์ประสงค์ แต่แล้วปราสาททั้ง ๔ หลังก็ไม่สามารถเอาชนะพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะได

     

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะว่าไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เจ้าชายสิทธัตถะมีความสุขได้

    ในที่สุดกาลเวลาได้ผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม แต่สิ่งอันน่าสนุกสนานต่างๆ ซึ่งพระราช บิดาจัดประทานให้ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าอันใด ที่จะมาหยุดความคิดอันลึกซึ้งของเจ้าชายได้เสีย พระราชาได้สังเกตความจริงในข้อนี้ พระองค์ได้ทรงเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงจัดขึ้นเพื่อยึด เหนี่ยวจิตใจของเจ้าชายให้ติดอยู่ในความเพลิดเพลินนั้นเป็นสิ่งที่ล้มเหลวทั้งสิ้น ความดำริพิจารณา ของเจ้าชายว่าสิ่งที่พระบิดาประทานให้ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

     

    ประชุมเสนาอำมาตย์ พระราชวัง

    พระราชาจึงได้เรียกหมู่อำมาตย์ทั้งหลายให้เข้าเฝ้า และรับสั่งถามว่า ยังมีวิธีใดอีกที่พระองค์จะ สามารถทำเพื่อป้องกันไม่ให้พระโอรสสละบ้านเมืองไปเป็นนักบวช ตามคำพยากรณ์ของฤาษีสูงอายุ อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลว่าทางที่ดีที่สุดที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจของเจ้าชายไม่ให้คิดไปในทางสละโลก นั้นคือการที่จัดให้เจ้าชายได้สมรสกับหญิงที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดเสีย เมื่อเจ้าชายได้ทรงพัวพันอยู่กับ พระชายาก็จะไม่มีเวลาหวนคิดถึงถึงสิ่งอันใดจนกระทั่งถึงเวลาที่จะครองราชย์ตามความประสงค์ของ บิดา พระองค์จึงดำริคิดว่าหนทางคราวนี้จะได้ผล

     

    พระเจ้าศรีสุทโทธนะ พระองค์ทรงเห็นด้วย

    พระราชาจึงเห็นดีด้วยในคำแนะนำของอำมาตย์เหล่านั้น จึงได้บัญชาให้บรรดาหญิงที่มีรูปร่างงาม ที่สุดทั้งหมดในประเทศของพระองค์มายังนครกบิลพัสดุ์ในวันที่กำหนดไว้ เพื่อให้เดินผ่านพระพักตร์ ของเจ้าชายสิทธัตถะและรับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสมควรกับความงามของแต่ละคนจากพระหัตถ์ของเจ้าชาย และทรงให้อำมาตย์ผู้มีปัญญาของพระองค์จำนวนหนึ่งไปคอยเฝ้าดูอยู่ในพิธีดังกล่าว เพื่อที่ จะสังเกตดูว่าเจ้าชายสนพระทัยในหญิงงามคนใดมากที่สุด ถึงแม้ว่าพระราชบิดาจะหาทางใดๆ มาหยุด ความตั้งใจของเจ้าชาย แต่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงพระทัยของพระองค์ได้เลย

     

    พิธีคัดเลือกเจ้าหญิงผู้จะมาเป็นพระชายาของเจ้าชาย

    ในที่สุด กรุงกบิลพัสดุ์ก็ครึกครื้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นการประกวดหาหญิงงามมาเป็นพระชายาของ เจ้าชายสิทธัตถะ บรรดาหญิงงามเหล่านั้น เป็นหญิงงามที่สุดที่ได้คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆเข้ามา ยังกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อเดินผ่านพระพักตร์ของเจ้าชายโดยเป็นลำดับทีละนาง เป็นขบวนแห่งความงามที่ น่าดูน่าชมที่สุด แต่ละนางต่างก็ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์เจ้าชายสิทธัตถะ แต่หญิงสาว เหล่านั้น แทนที่จะรู้สึกร่าเริงยินดีในการที่ได้เดินผ่านหน้าพระพักตร์ และได้รับรางวัลจากเจ้าชาย แต่ละนางมีความกลัวจนสะทกสะท้าน จะกลับมีในร่าเริงก็ต่อเมื่อผ่านพ้นไปสู่หมู่เพื่อนของตนเป็นแบบ เดียวกันหมดในบรรดาหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ตามความเห็นของเสนาบดีทั้งหลายที่ได้สังเกตเห็น

     

    บรรดาเจ้าหญิงผู้เลอโฉมทั้งหลาย

    เป็นการถูกต้องแล้ว ที่ผู้หญิงเหล่านั้นจะรู้สึกหวาดกลัว เพราะว่าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เหมือนบรรดาชาย หนุ่มอื่นๆ พระองค์ไม่ได้ตั้งพระทัยมองดูความงามของหญิงสาวเหล่านั้นเลย พระหัตถ์ของพระองค์ ได้ยื่นประทานรางวัลให้ก็จริง แต่พระทัยของพระองค์กำลังคิดถึงสิ่งอื่น ที่ใหญ่หลวงกว่าใบหน้าอัน ยิ้มแย้มและท่าทางรูปร่างอันเย้ายวนของผู้หญิงเหล่านั้น หญิงสาวบางคนจึงพูดกันว่าขณะที่พระองค์ กำลังนั่งประทับบนบัลลังก์เพื่อพระราชทานรางวัลอยู่นั้นรู้สึกเหมือนว่าพระองค์เหมือนเทวรูปองค์หนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นเจ้าชาย เพราะพระทัยของพระองค์ไม่ได้มีความรู้สึกในการสัมพันธ์แม้แต่น้อยเลย พระองค์ทรงคิดถึงทุกข์ของสัตว์โลกเท่านั้น

     

    เจ้าหญิงยโสธราเป็นนางสาวคนสุดท้าย

    หญิงสาวทั้งหลาย ได้พากันเดินผ่านไปเกือบจะถึงคนสุดท้ายอยู่แล้ว เจ้าชายก็ยังประทับไม่ไหวติงมี พระทัยเลื่อนลอยไปในทางอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าไม่ทรงสนพระทัยในความงดงามของบรรดาสาวงาม เหล่านั้นเลย แต่ขณะที่หญิงสาวที่ทุกคนคิดว่าเป็นคนสุดท้ายเข้ารับรางวัลและเดินผ่านไปแล้ว แต่มีสิ่ง ที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ยังมีสาวงามอีกนางหนึ่งได้เดินผ่านเข้ามาช้ากว่ากำหนดด้วยอาการค่อนข้างรีบ ร้อน เพราะบุพเพสันนิวาสชาติหลังที่สร้างบุญไว้ต่อกัน

     

    เจ้าหญิงยโสธราทูลถามเจ้าชาย

    คนที่เฝ้ามองอยู่ในที่นั้นได้มีอาการเบิกบานขึ้น หญิงสาวผู้ที่กำลังเดินมาถึงต่อหน้าพระพักตร์ แทนที่จะ ผ่านเจ้าชายไปอย่างหญิงสาวคนอื่นๆ กลับเหลียวมองพระพักตร์ของเจ้าชาย แล้วหยุดนั่ง ยิ้มแล้วทูล ถามว่า มีรางวัลอันใดเหลือสำหรับข้าพระบาทผู้มาทีหลังหรือไม่ เจ้าชายได้ทรงยิ้มตอบและตรัสว่า เราพระองค์เสียพระทัยที่รางวัลได้หมดไปแล้ว แต่น้องไม่ต้องเสียใจ จงรับเอาสิ่งนี้จากใจจริงของพระ องค์ไปเถิด พร้อมกับตรัสนั้น พระองค์ได้ทรงปลดพระสังวาลย์อันสวมอยู่ที่พระศอ มาพันอ้อมข้อพระ หัตถ์ของนางสาวคนสุดท้ายคนนั้น เจ้าหญิงยโสธราคนสุดท้ายนี้คือ นางพิมพา หรือ ยโสธรา อันเป็น บุพเพสันนิวาสมาแต่ชาติหลัง

     

    อำมาตย์เข้าเฝ้า ทูลต่อพระราชาตามความเป็นจริง

    อำมาตย์ทั้งหลายที่เฝ้าสังเกตการณ์ตามพระราชโองการของพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เห็นดังนั้นก็พากัน ปลื้มใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง ครั้นสืบสาวจนได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีชื่อว่า เจ้าหญิงยโสธรา เป็นธิดาของ พระเจ้าสุปปพุทธะ ก็พากันรีบนำเรื่องมาเข้าเฝ้าต่อพระเจ้าศรีสุทโทธนะ กราบทูลให้ทรงทราบทุกๆ ประการ ในวันต่อมา พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้จัดส่งอำมาตย์ผู้ใหญ่ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุปปพุทธะ เพื่อ ทูลขอพระธิดาคือเจ้าหญิงยโสธรามาอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ (พระเจ้าสุปปพุทธะ คือพระ ราชาแห่งนครเทวทหะ ซึ่งมีความเกี่ยวดองกับนครกบิลพัสดุ์มาตลอด)

     

    การแข่งขันตามประเพณีผู้ที่จะเข้าอภิเษกสมรส

    มีธรรมเนียมอย่างหนึ่งของบรรดาเจ้าศากยะผู้ซึ่งมีเป็นเชื้อชาติที่มีความเข้มแข็งแห่งเชิงภูเขาหิมาลัยว่า เมื่อเจ้าชายหนุ่มองค์ใดประสงค์ที่จะเข้าพิธีอภิเษกสมรส ข้อแรกเขาจะต้องแสดงตนให้คนทั้งหลายเห็น ว่าเป็นผู้ฉลาดและเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น การขี่ม้า การยิงธนู และการฟันดาบ เช่นเดียวกับ เจ้าชายหนุ่มองค์อื่นๆ เจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตามธรรมเนียมประเพณีไม่แตกต่าง จากชายหนุ่มคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมีการนัดประชุมชายหนุ่มผู้ฉลาดและเข้มแข็งแห่ง แคว้นศากยะทั้งหมด ที่สนามอันเป็นที่แข่งขันประลองฝีมือในนครกบิลพัสดุ์ในพิธีต่อสู้ แข่งขัน เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรม ของชาติให้อยู่ต่อไป

     

    ผลการยิงธนูของเจ้าชายสิทธัตถะ

    ชายหนุ่มเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นนักขี่ม้า นักฟันดาบ นักยิงธนูที่เก่งกล้าสามารถและเด็ดเดี่ยวด้วยกัน ทุกๆคน ต่างก็ได้แสดงการขี่ม้า การใช้ลูกศรและการฟันดาบตามความสามารถ ต่อหน้าที่ประชุมของ หมู่อำมาตย์และประชาชน เจ้าชายสิทธัตถะได้ขี่ม้าขาวชื่อ กัณฐกะ แสดงความสามารถในการขับขี่ แข่งขันกับเจ้าชายคนอื่นๆ จนเป็นที่ปรากฏว่า พระองค์เป็นผู้มีความสามารถยิ่งกว่าคนที่มีความ สามารถที่สุดในประเทศของพระองค์ในการยิงธนู พระองค์มีความสามารถยิงลูกศรไปได้ไกลกว่า คนหนุ่มนักยิงธนูที่เก่งที่สุดในประเทศ คือ เจ้าชายเทวทัต ซึ่งเป็นทายาทลูกพี่ลูกน้อง ของพระองค์ นั้นเอง

     

    การแข่งขันฟันดาบ

    ในการแข่งขันฟันดาบก็ดี พระองค์ได้ฟันต้นไม้ต้นหนึ่งขาดออกจากกัน ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว และฝีมืออันปราณีตและฉับไว จนถึงกับว่าเมื่อดาบตัดไปแล้ว ต้นไม้ก็ยังคงยืนตั้งต้นอยู่ ทำให้ผู้ที่เฝ้าชม อยู่คิดว่าต้นไม้ยังไม่ได้ถูกตัด จนมีลมพัด ต้นไม้นั้นจึงค่อย ๆ ล้มลงสู่พื้นดิน ทำให้คนทั้งหลายเห็นว่า พระองค์เป็นผู้มีความชำนาญในการใช้ดาบมากที่สุด และพระองค์ก็ได้รับชัยชนะเลิศ โดยชนะเจ้าชาย นันทะ พระอนุชาต่างมารดาของพระองค์เอง ซึ่งเป็นผู้ที่ใคร ๆ ก็คาดกันว่าจะไม่มีใครในประเทศจะ สามารถเอาชนะในการฟันดาบได้ แต่ในนาทีสุดท้าย เจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถเอาชนะได้

     

    การแข่งขันขี่ม้า

    ในลำดับต่อไป เป็นการแข่งขันขี่ม้า โดยอาศัยม้ากัณฐกะสีขาวที่มีฝีเท้าอันว่องไว เจ้าชายสิทธัตถะ สามารถขี่ม้าวิ่งไปได้ไกล จนทิ้งผู้อื่นและคู่แข่งไว้ด้านหลังได้โดยง่าย นักแข่งขันพากันไม่พอใจ บางคน ก็พูดว่าการที่พระองค์ชนะได้ง่ายดายเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะม้ากัณฐกะต่างหาก หากเราได้ม้าที่มีฝีเท้าไว เหมือนม้ากัณฐกะมาขี่แล้ว เราก็ต้องชนะเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ให้ลองเอาม้าโทนสีดำที่พยศที่สุด ไม่เคยมีใครๆขึ้นขี่หลังมาก่อน มาพิสูจน์กันว่าใครจะขึ้นขี่มันได้และนั่งบนหลังม้าได้นานกว่ากัน มีแต่ผู้ ที่มีความเมตตาสัตว์เท่านั้นที่จะเข้าใจได้

     

    การแข่งขันขี่ม้าพยศ อันเป็นตัวที่ร้ายกาจ

    ดังนั้น บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต่างก็พยายามกันเต็มที่และเต็มความสามารถของตน เปลี่ยนกันทีละคน เพื่อที่จะจับม้านั้นไว้แล้วกระโดดขึ้นนั่งบนหลังของมันให้ได้ ผลที่ปรากฏออกมา ทุกคนได้ถูกม้าคะนอง ดีดให้ตกลงจากหลังของมันลงสู่พื้นดิน จนกระทั่งมาถึงคราวของเจ้าชายอรชุน ซึ่งเป็นผู้เก่งกล้าและถือ ว่าเป็นนักขี่ม้าที่เก่งที่สุดในประเทศมาแล้ว เจ้าชายอรชุนใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยก็สามารถขี่ หลังมันได้ และตีหวดด้วยแส้เพื่อให้มันพาไปรอบสนาม ทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าชาย อรชุนก็อาจจะเป็นผู้หนึ่งที่จะรับชะตากรรมเหมือนกับเจ้าชายคนอื่น ๆ ก็เป็นได้

     

    เจ้าชายอรชุนก็ไม่สามารถเอาชนะได้

    แต่ไม่นานต่อมา โดยที่ทุกคนไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าม้าตัวนั้นจะมีฤทธิ์เดชเพียงใด ม้าร้ายตัวนั้นได้แว้ง หัวของมันโดยเร็ว แล้วงับเอาขาของเจ้าชายอรชุนรวมทั้งสะบัดให้ตกลงมาจากหลังพร้อมกัน ไม่เพียง แต่เท่านั้น ยังจะเข้ามาทำร้ายอีกด้วย หากว่าไม่มีเจ้าพนักงานที่คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่นั้น ช่วยกันดึง เชือกม้าไว้และแยกออกไป เจ้าชายอรชุนคงถูกม้าพยศทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเป็นแน่ เพราะเป็นความ ประมาทขาดสติ ไม่นึกถึงว่าม้าตัวนั้นจะยอมให้เจ้าชายอรชุน เพราะเจ้าชายอรชุนไม่ได้มีความเมตตา ต่อมันเลยถึงได้ใช้แส้ตี และบังคับมัน มีแต่ผู้ที่มีความเมตตาสัตว์เท่านั้นที่จะบังคับมันได้

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเอาชนะม้าพยศได้

    ม้าดำตัวนั้นจะพยศร้ายปานใดก็ตาม นาทีสุดท้ายเจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องได้ขี่ม้าพยศตัวนั้น ตามที่ได้ตก ลงกันไว้ ทุกคนพากันคิดว่าพระองค์จะต้องเสียชีวิตเป็นแน่ จึงร้องเรียกและห้ามมิให้เจ้าชายลงสู่สนาม อย่าไปเลยพระองค์ ม้าสีดำตัวนั้นจะทำร้ายพระองค์ แม้แต่เจ้าชายอรชุนผู้มีความเชี่ยวชาญทางการขี่ม้า มากที่สุดยังรอดตายไปอย่างหวุดหวิด แต่เจ้าชายสิทธัตถะได้สั่งพนักงานปล่อยม้าตัวนั้น ออกมาทาง สนามแล้ว ทรงดำเนินไปหาม้าตัวนั้นอย่างช้าๆ และเป็นไปอย่างปรกติ ทรงวางพระหัตถ์ข้างขวาลงบน คอม้าตัวนั้นและพระหัตถ์ข้างซ้ายลูบไล้ที่ตัวของมัน พร้อมทั้งกล่าวคำอ่อนหวานที่หูของมันสองสามคำ แล้วพระองค์ได้ทรงตบมันเบาๆลูบไล้ไปตามตัวของมัน แสดงถึงความมีเมตตาจิตต่อสัตว์ มันก็รู้ว่าควร จะทำอย่างไรต่อผู้มีเมตตาจิตมัน

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเอาชนะใจม้าตัวนั้นได้

    ทุกคนพากันประหลาดใจ ในการที่ม้าร้ายตัวนั้น ยอมนิ่งไม่ไหวติงและยอมให้เจ้าชายขึ้น ประทับบนหลัง มันอีก จากนั้นพระองค์ก็ได้ใช้หัวเข่าบังคับให้มันเดินไปรอบๆ สนามให้ประชาชนได้ชมกันอย่างทั่วถึง เป็นประจักษ์ด้วยกันทุกคนในที่นั้นว่ามันยอมทำตามความประสงค์ของพระองค์ นับเป็นครั้งแรกที่มัน ยอมให้คนเข้าไปใกล้และบังคับมันได้โดยไม่กลัวมันทำร้าย เพราะไม่เคยมีใครให้ความเมตตากรุณากับ มันเลย มีแต่เจ้าชายสิทธัตถะองค์เดียวที่ให้ความเมตตากับมัน ซึ่งไม่มีผู้ใดกระทำกับมันมาก่อน ดังสุภาษิตที่ว่า ความดีเอาชนะความชั่ว ความเมตตาเอาชนะความโหดร้าย จิตผู้ประเสริฐย่อมเอาชนะ จิตโหดเหี้ยมทารุณของคนใจบาป

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้ชนะอย่างขาวสะอาด

    ในที่สุดทุกคนก็ยอมรับว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้ชนะ และเป็นนักฟันดาบ ยิงธนูและนักขี่ม้าที่เชี่ยวชาญ ที่สุดในประเทศ และอีกประการหนึ่งเป็นผู้สมควรที่สุดที่จะได้เป็นสวามีของเจ้าหญิงยโสธรา ผู้มีสิริโฉม งามเลิศอีกด้วย เป็นเหตุให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะปลื้มพระทัย เพราะพระองค์คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็น ผู้อ่อนแอ มีท่าทีไปทางนักบวชมากกว่านักปกครอง ทางฝ่ายพระเจ้าสุปปพุทธะ พระบิดาของเจ้าหญิง ยโสธราก็มีความยินดี ทรงยกพระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้องอาจ สง่างามและเก่งกล้าในยุทธศิลป์ต่าง ๆ เหตุผลได้ประจักษ์ต่อหน้าปวงชนทั้งหลายว่าเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้ที่มีความสามารถในทุก ๆ ด้าน เช่น วาทศิลป์และยุทธศิลป์อย่างดีเลิศ

     

    พิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายสิทธัตถะกับเจ้าหญิงยโสธรา

    เจ้าชายสิทธัตถะได้สมรสกับเจ้าหญิงยโสธรา และขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ในปีฉลู ท่ามกลางความปลื้มปิติยินดีของประชาราษฎร์ทั่วประเทศ และได้เสด็จพร้อมพระชายาไปประทับ ยังปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่อย่างงดงาม สร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าชายและพระชายา ซึ่งแวดล้อมไปด้วย ความเบิกบานตามประสาของวัยหนุ่มสาว บัดนี้ พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าพระโอรสของพระองค์จะไม่คิดถึงการสละราชบัลลังก์ ออกแสวงหาโมกขธรรมอีก แต่ความสุข ทั้งหลายของเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ได้ถือเอาเป็นความสุขที่จีรังยั่งยืน

     

    สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ถือกันว่าเป็นความสุขสุดยอด

    เพื่อไม่ให้ความนึกคิดโน้มไปในทางสละโลกออกบวชหรือมีแนวคิดอื่นนอกไปจากที่พระองค์เป็นอยู่ใน ระยะนั้น พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้รับสั่งให้ ไม่ให้มีผู้หนึ่งผู้ใดในที่นั้น เอ่ยถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความสลดใจ เช่น ความเจ็บ ความแก่ และความตายเป็นต้น แม้แต่คำเดียวเลย ทุก ๆ คนที่แวดล้อมพระองค์อยู่ จะต้องแสดงอาการเบิกบาน สดชื่นแจ่มใสตลอดเวลา ไม่ว่ากลางวัน กลางคืนและในยามที่เป็นเวลา ฟ้อนรำขับกล่อมจะต้องไม่แสดงถึงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏแก่เจ้าชายได้เห็น แต่หารู้ไม่ว่าพระทัย ของเจ้าชาย ไม่ได้มีความสุขอันแท้จริงได้รับตั้งแต่รู้จักความมานั้น เจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ถือว่าเป็น ความสุขที่แท้จริง

     

    กำแพงสูง ๆ ล้อมรอบปราสาทอยู่ภายนอก

    นอกจากนั้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะยังรับสั่งให้สร้างกำแพงสูงๆ ล้อมปราสาทและอุทยานของเจ้าชาย ในเขตปราสาทของเจ้าชายนั้น คนอื่นจักเยี่ยมเข้าไปไม่ได้เลย นอกจากคนหนุ่มสาวเท่านั้น ซึ่งมีใบหน้า แสดงถึงความสุขความเบิกบาน ความยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น หากบังเอิญมีผู้ใดผู้หนึ่งล้มเจ็บลงในขณะ นั้น ต้องรีบช่วยกันนำออกไปจากบริเวณโดยทันที และจะไม่ยอมให้กลับเข้ามาจนว่าอาการจะหายและ สมบูรณ์ดังเดิมและทรงบังคับอย่างเข้มงวดแก่ผู้เฝ้าประตูทั้งหลายว่า ไม่ยอมให้เจ้าชายเสด็จออกมา สมดังพุทธสุภาษิตท่านได้กล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์ตรัสแล้วไม่ยอมคืนคำ

     

    ความสุขทั้งหมดที่เจ้าชายได้รับ เป็นเพียงภาพที่ปรุงแต่งขึ้น

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้ทรงจัดสรรให้มีนางสนมคอยบำเรอแวดล้อมเพียงใดก็ตาม ใช่ว่าความสุข ต่างๆ นาๆ ประการก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะความรู้สึก ความทุกข์ที่มีในพระทัยของพระองค์แม้แต่นิดเดียว เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้มีความสุขอย่างที่พระราชบิดาของพระองค์ปรารถนาเอาไว้ พระองค์ทรงประสงค์ อยากจะเห็นโลกภายนอก มากกว่าสิ่งที่มีอยู่ภายในกำแพงของพระองค์ ทั้งๆที่ความเป็นอยู่ภายใน พระราชวังนั้นก็เต็มไปด้วยความเบิกบานอย่างที่สุดแล้ว พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเห็นชีวิตความเป็น อยู่ของ ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ว่ามีความเป็นอยู่กันอย่างผาสุกหรือทุกข์ยากเพียงใด ฉะนั้น พระองค์จึงได้ กราบทูลต่อพระบิดาซ้ำอีกว่า พระองค์จะไม่มีความสุขใจ ถ้าหากไม่ได้ออกไปด้วยตัวของพระองค์เอง นี่ก็แสดงให้เห็นว่าในพระทัยของเจ้าชาย พระองค์เต็มไปด้วยความทรมาน อยากรู้ถึงความจริง

     

    ประกาศเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาส

    ในที่สุดพระเจ้าศรีสุทโธทนะก็ใจอ่อนทนต่อคำวิงวอนรบเร้าของพระโอรสในการที่จะออกไปดูสิ่งต่าง ๆ ภายนอกกำแพงพระราชวัง จึงได้รับสั่งให้แจ้งข่าวแก่ประชาราษฏร เพื่อให้รู้ว่าพระราชโอรสของ พระองค์จะเสด็จประพาสพระนครในวันที่กำหนดไว้ ให้ทุกบ้านเรือนทาสีใหม่เพื่อความงดงามสดใส เท่าที่จะทำได้ และทรงมีพระราชโองการเด็ดขาด ไม่ให้มีผู้ใดทำธุรกิจแม้แต่เพียงเล็กน้อยบนถนน หนทาง ตลอดถึงคนตาบอด คนเปลี้ยเป็นง่อย คนเจ็บไม่ว่าแบบใดก็ตาม คนแก่ คนเป็นโรคต่าง ๆ มิให้ออกมาบนถนนทุกสาย ในวันนั้น ต้องปิดประตูอยู่ในเรือนตลอดเวลาที่เจ้าชายเสด็จผ่าน

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสพระนคร

    เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกจากวัง ประทับบนราชรถอันงดงามของ พระองค์เสด็จประพาสไปตามท้องถนนหลวงสายต่าง ๆ ทอดพระเนตรเห็นประชาราษฎรซึ่งล้วนแล้วแต่ มีใบหน้าเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้เห็นเจ้าชายของพวกเขา เสด้จออกมาเยี่ยมเยียนไพร่ฟ้าประชา ราษฏร ทุกคนต่างเฝ้าคอยรับเสด็จกันอยู่โดยทั่วกัน ต่างก็ส่งเสียงร้องไชโยกันอย่างเนืองแน่น พร้อมทั้ง โรยดอกไม้รองพระบาทตามถนนหลวงที่ราชรถของพระองค์เสด็จผ่านไป

     

    เจ้าชายทอดพระเนตรเห็นเทวะทูตทั้งสี่

    ขณะนั้น มีชายชราคนหนึ่งผมขาวเต็มหัว นุ่งแต่ผ้าขาดเดินโซเซไปมาออกมาจากบ้านหลังหนึ่งข้างถนน โดยไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกตเห็นและห้ามปรามได้ทัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น และตาแฉะฝ้าฟาง ในปากไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย ทั้งยังหลังค่อม ต้องใช้ไม้เท้าคอยพยุงไว้ไม่ให้ล้มลง และเดินไปตาม ถนนเที่ยวร้องขออาหารจากประชาชนด้วยความหิวโหย ถึงขนาดที่ว่าหากไม่ได้กินสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวันนั้น คนแก่คนนี้จะต้องตายเป็นแน่ นี่คือสิ่งที่ประทับใจเจ้าชายอย่างยิ่ง เทวะทูตทั้งสี่มาปรากฏให้เจ้าชาย ได้เห็น ทั้งคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณเพศ

     

    ทุกคนต่างร้องห้ามและผลักผู้เฒ่าคนนั้น

    ทุกคนในที่นั้นมีความเกลียดชังคนแก่คนนั้นเป็นอย่างยิ่ง ในการที่ลักลอบออกมาบนถนนในวันที่เจ้าชาย เสด็จประพาสพระนคร และการทำเช่นนี้ พระราชาก็ได้มีพระราชโองการห้ามคนเหล่านั้นไว้อยู่แล้ว จึงได้พากันไล่จับผู้เฒ่าคนนั้นให้กลับเข้าไปยังที่ที่หลบซ่อนอยู่ ก่อนที่เจ้าชายจะทอดพระเนตรเห็น แต่การห้ามปรามไม่ได้เป็นไปอย่างทันท่วงที เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนนั้นเสียแล้ว นี่คือสิ่งที่มาบันดาลใจเจ้าชายให้รู้ถึงความทุกข์ของสังขารมนุษย์ อันเป็นความไม่จีรัง

     

    เจ้าชายสิทธัตถะสนใจเทวะทูตทั้งสี่

    เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นคนชรา ทรงรู้สึกว่าเป็นการยากที่จะกล่าวได้ว่า เหมือนกับสัตว์ ชนิดใด ชนิดหนึ่ง พระองค์ได้รับสั่งถามนายฉันนะ มหาดเล็กคนสนิทว่า นั่นคือสัตว์ชนิดใด ฉันนะ นั่นใช่คนหรือไม่ ถ้าใช่คนทำไมถึงหลังโก่งงอเช่นนั้น เป็นอะไรถึงไม่ยืดหลังให้ตรงๆ เหมือนคนอื่น ทำไมถึงต้องสั่นเทิ้มเช่นนั้น ทำไมผมเขาถึงขาวอย่างประหลาดไม่เหมือนผมของเรา ตาของเขาเป็น อะไรไป ฟันของเขาอยู่ที่ไหน คนทุกคนเกิดมาก็ต้องเป็นเช่นนี้หมดทุกคนหรือไม่ บอกให้เรารู้เถิดฉันนะ สิ่งที่เราเห็นคืออะไร เกิดอะไรขึ้นฉันนะ นายฉันนะไม่สามารถปิดความจริงได้อีกต่อไป จึงต้องทูลไป ตามความจริง

     

    เจ้าชายสิทธัตถะทรงรู้ทุกสิ่งอันเป็นการเกิดขึ้นของมนุษย์

    นายฉันนะได้กราบทูลไปตามความเป็นจริงทุกอย่างว่า สิ่งที่พระองค์เห็นอยู่นั้นก็คือ คนแก่ชรา และการ ที่เขามีหลังค่อม ก็ไม่ใช่ว่าเขาเป็นมาแต่กำเนิดดอกพระองค์ เขาเกิดมาในโลกนี้เช่นเดียวกันกับคน ทั้งหลาย ในเบื้องต้นเขาก็เป็นคนหนุ่มที่แข็งแรง พร้อมทั้งมีร่างกายแข็งแรงดี มีผมสีดำ มีตาอันแจ่มใส ดี มีสติสัมปชัญญะดีทุกประการ แต่เมื่อเขามีชีวิตอยู่ในโลกเนิ่นนานเข้า เขาก็กลายเป็นคนเช่นนั้นละ! มันเป็นกฎของธรรมชาติที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พระองค์ได้ตรัสถามต่อไปอีกว่า หมายความว่า นี่เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนั้นหรือ เจ้ากล้ายืนยันว่าทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ เนิ่นนานเข้าจะต้องเป็น เช่นนั้นหรือไม่ เราว่าเจ้าเป็นบ้าไปแล้ว ฉันนะเอ๋ย เราไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย และไม่เคยมีใครบอก ให้เรารู้มาก่อนเลยสังขารเกิดมาจากการปรุงแต่งย่อมเป็นไปตามสภาวะของธรรมชาติ

     

    เจ้าชายถามถึงเหตุเป็นมาของชีวิต

    นายฉันนะทูลไปตามความจริงอีกว่า ทุก ๆ คนในโลกนี้เมื่อมีชีวิตเนิ่นนานเข้า จะต้องเป็นเหมือนคนๆนี้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ พระองค์ถามต่ออีกว่า ทุกๆคนเลยหรือ เราพระองค์ด้วยหรือ พระบิดาพระมารดา ของเราอีกด้วยหรือ พระชายาของเราอีกด้วยหรือ เราพระองค์ก็จะเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ นายฉันนะทูล เพิ่มอีกว่า ทุกๆ คนในโลกนี้ เมื่อมีชีวิตนานเข้าแล้ว ก็จะต้องเป็นเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ป้องกัน หลีกหนีเสียมิได้ นี่แหละ คือความชรา ธรรมชาติมีเกิดก็ต้องมีแก่ มีเจ็บก็ต้องมีตาย ไม่มีสิ่งใดที่จะมา หยุดยั้งมันได้

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จกลับพระราชวังด้วยความกังวลพระทัย

    เจ้าชายสิทธัตถะรับสั่งให้นายฉันนะ นำขบวนกลับพระราชวังทันที พระองค์ไม่มีแก่ใจที่จะประพาส พระนครอีกต่อไป ทรงประสงค์อยากอยู่ลำพังเพียงองค์เดียว เพื่อคิดในปัญหาอันเนื่องจากได้เห็นสิ่งที่ น่าหวาดเสียวที่พระองค์ได้ประสบพบเห็นเป็นครั้งแรก บัดนี้ พระองค์ทรงเห็นว่า พระองค์ได้ชื่อว่าเป็น เจ้าชาย พร้อมทั้งเป็นทายาทแห่งราชวัง และทุกๆคนที่พระองค์ทรงรักใคร่ ในวันหนึ่งจะต้องหมดกำลัง และสูญสิ้นความเบิกบานแห่งชีวิตโดยประการทั้งปวง เพราะต้องเข้าสู่ความแก่ชราและทั้งไม่สามารถ จะปกปิดป้องกันได้ ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นผู้ใดมาจากไหน ไม่ว่าคนมั่งมีหรือว่าคนยากจน ไม่ว่าจะเป็นพระ มหากษัตริย์ ก็จะต้องมีชะตากรรมเช่นดียวกันหมด หรือคนไร้วาสนาก็ต้องเป็นอย่างเดียวกันหมด จะต้องเป็นไปตามกฏแห่งกรรม พุทธบาลีตรัสว่า กัมมุนา วัตตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไป ตามกรรม ของตน

     

    เจ้าชายสิทธัตถะดำริในพระทัยว่า นี่คือกฎธรรมชาติต้องเป็นไปตามกรรม

    ในยามราตรี เจ้าชายสิทธัตถะบรรทมไม่หลับ เพราะคิดถึงแต่เรื่องที่พระองค์และพระชายาจะต้อง เข้าถึงความชรา เปรียบเหมือนคนชราที่พระองค์ได้ประสบพบเห็นมาในตอนกลางวัน เมื่อทรงคิดมาถึง ตอนนี้ พระองค์ก็เริ่มทรงดำริในพระทัยว่า จะไม่มีผู้ใดสักคนในโลกนี้ตั้งใจที่จะค้นพบวิธีที่จะหนีให้พ้น จากอันตรายคือความชรานี้บ้างหรือ หากว่าพระองค์จะทรงพยายามอย่างเต็มความสามารถ ใช้ความคิด และกำลังทั้งหมด มาทำสิ่งเดียวนี้แล้ว จะไม่สามารถพบวิธีให้เกิดคุณประโยชน์แก่พระองค์และทุกคน ในโลกได้หรือ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงเป็นทุกข์ อยากให้ตนหมดพ้นทุกข์และอยากให้คนอื่นหมด ทุกข์ด้วย

     

    พระเจ้าสุทโธทนะดำริว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสุดวิสัย

    ผู้มากราบทูลให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะทราบถึงเรื่องราว ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนหลวงนั้นทุกประการพระ องค์ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งและ ได้พยายามหาสิ่งที่เพลิดเพลินสนุกสนานอย่างอื่นมาบำรุงบำเรอ พระโอรสของพระองค์อีกหลายอย่าง แต่ทุกๆอย่างก็ไร้ผลดั่งที่เคยเป็นมาเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ได้หลง ใหลต่อสิ่งเหล่านั้นกลับทรงอ้อนวอน ขอให้พระบิดาอนุญาตให้พระองค์เสด็จออกประพาสพระนครอีก ครั้งตามลำพังโดยไม่ให้มีผู้ใดรู้ เพื่อพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นอยู่ทุกวันตาม ปรกติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยากรู้แหล่งที่มาของความเป็นจริง จึงได้ตัดสินใจประพาสตามลำพังกับ นาย ฉันนะมหาดเล็กคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะ

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จจากพระราชวังกับนายฉันนะ

    พระราชาไม่ทรงปรารถนาที่จะอนุญาต ด้วยพระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า เจ้าชายเสด็จออกไปครั้งนี้ จะได้ ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ปกติของประชาราษฎรซึ่งไม่ได้มีโอกาสเกิดเป็นลูกกษัตริย์หรือลูกเศรษฐี ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ อาบเหงื่อต่างน้ำ หาเช้ากินค่ำ พร้อมทั้งจะได้เห็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งมี เกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา ตลอดเวลาพระองค์ดำริเกี่ยวกับคำทำนายของพระฤาษีสูงอายุว่าต้อง เป็นความจริงโดยแน่นอน แต่ด้วยพระทัยที่รักและสงสารพระโอรส ก็จำต้องอนุญาตให้เจ้าชายเสด็จ ประพาสพระนครได้ตามความประสงค์ของเจ้าชาย ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงมีโอกาสได้เสด็จออกนอก กำแพงวังซึ่งพระบิดามุ่งหมาย กีดกั้นไม่ให้พระองค์ได้ประสบพบพานกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนานั้นอีกใน ครั้งหน้า แต่พระเจ้าศรีสุทโธทนะหารู้ไม่ว่า พระองค์ ยิ่งกีดกั้นเท่าไร ยิ่งทำให้เจ้าชายสิทธัตถะมีความ ทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

     

    เจ้าชายสิทธัตถะได้เห็นช่างตีเหล็ก ทุกอย่างที่พระองค์อยากรู้

    ในครั้งนี้ เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จดำเนินด้วยพระบาท แทนที่จะเป็นราชรถ ทรงแต่งกายพระองค์เอง ด้วยเครื่องแต่งกายอย่างคนหนุ่มที่มีเชื้อสายตระกูลผู้ดี และไม่มีผู้ใดตามเสด็จ นอกจากนายฉันนะ มหาดเล็กคนสนิท และก็ได้แต่งกายให้ผิดแปลกไปจากที่เคย เพื่อให้คนอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าชาย เพื่อเจ้าชาย จะได้ทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความประสงค์ของเจ้าชาย ที่มีจุดประสงค์ อยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่จริงของประชาราษฎร ตามทางที่ผ่านไป มีช่างเหล็กกำลังตีเหล็กด้วย ค้อนใหญ่เพื่อทำให้เป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ สิ่งดังกล่าวที่พระองค์ได้เห็น นั่นคือสิ่งที่เป็นที่สนพระทัยของ พระองค์เป็นอย่างยิ่ง

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเที่ยวชมพระนคร

    ข้างถนนหลวงอันเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของคนมั่งมี มีช่างเพชรพลอยและช่างตีเครื่องประดับต่างๆ กำลัง ทำและจำหน่ายเครื่องประดับเพชรพลอย เงิน ทองคำรูปพรรณนานาชนิด ถนนบางสายเต็มไปด้วย ร้านรวงของคนย้อมผ้า ซึ่งกำลังตากผ้าสีสดใสต่างๆ กัน บางแห่งเต็มไปด้วยร้านขนม มีคนทำขนมที่ กำลังปรุงแต่ง และกำลังขายให้ลูกค้าที่เฝ้ายืนคอยรออยู่ เพื่อต้องการบริโภคขนมที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ในขณะนั้นพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะจึงมีความปิติยินดีและทรงสนุกสนานไปด้วยภาพพจน์ของฝูงชนทั้งหลายที่กำลังประกอบกิจการที่เจริญรุ่งเรืองอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีวี่แววเแห่งความอ่อนเพลียเมื่อยล้า พระองค์จึงทรงเบิกบานพระทัยไปตลอดเวลา แต่ความสุขเหล่านั้นยังไม่ใช่แนวทางที่พระองค์ออก แสวงหาและปรารถนาอย่างแท้จริง

     

    ความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตายเป็นธรรมชาติ

    ในที่สุดความเบิกบานพระทัย อันเกิดจากภาพที่ได้ประสบพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ในวันนั้น ก็หมดสิ้นไปในขณะที่พระองค์เสด็จพระดำเนินไปตามถนนหลวงนั้นพระองค์ทรงได้ยินเสียงคนร้องคราง เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือของใครคนหนึ่ง ในระยะที่ห่างไกลจากพระองค์พอสมควร พระองค์ได้ ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งกำลังนอนกลิ้งไปมาตามพื้นดินด้วยท่าทางอันประหลาด ตามหน้าตาที่ เต็มไปด้วยจุดสีม่วง และตาเหลือกไปมา เพื่อพยายามจะอดกลั้นใจใช้กำลังทั้งหมด เพื่อพยุงตัวขึ้นและ ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นเขาก็ล้มลงไปอีกอย่างแรง ความเจ็บปวดเป็นของไม่เที่ยง อันเป็นอนิจจังที่ทุกๆคน มีอยู่เป็นประจำและหนีมันไม่พ้น

     

    เจ้าชายพยายามที่จะหาคำตอบจากคนเจ็บผู้นั้น

    ด้วยความเมตตากรุณาอันเป็นนิสัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงวิ่งตรงไปยังชายคนนั้นในทันที และ ช้อนเอาชายคนนั้นให้ลุกนั่ง แล้วเอาหัวของชายคนนั้นพาดใส่กับเข่าของพระองค์และ เมื่อช่วยทำให้ ชายคนนั้นรู้สึกดีขึ้นแล้ว พระองค์ก็ตรัสถามว่า ท่านเป็นอะไรไป เป็นอะไรจึงยืนไม่ได้ ชายคนนั้น พยายามที่จะตอบ แต่ไม่สามารถจะพูดออกมาได้ เขาไม่มีกำลังพอที่จะพูดเป็นเสียงได้ และเมื่อนาย ฉันนะตามมาถึง พระองค์จึงตรัสถามนายฉันนะว่า ฉันนะ บอกเราพระองค์ว่า คนคนนี้เขาเป็นอะไร ทำไมเขาถึงมานอนอยู่ที่นี่ ทำไมการหายใจของเขาจึงมีเสียงดัง เป็นอะไร ทำไมเวลาเราถาม เขาถึงไม่ตอบ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ เป็นธรรมชาติของสังขาร มาจากการปรุงแต่งของชีวิต ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ก็มีชะตากรรมอันเดียวกันหมด

     

    นายฉันนะห้ามเจ้าชายสิทธัตถะไม่ให้แตะต้องตัวของคนเจ็บ

    นานฉันนะได้ร้องขึ้นอย่างตกใจว่า พระองค์อย่าไปจับต้องบุคคลเช่นนั้น เขาเป็นพยาธิติดต่อ โลหิตของเขาเป็นพิษ โรคร้ายกำลังผ่านเข้าสู่ภายใน แม้แต่การหายใจ ก็หายใจด้วยความสำบาก และในที่สุด ลมหายใจของเขาก็จะต้องหมดไปและตายไปในที่สุด คนอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน หรือไม่? เราเองก็อาจจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม? นายฉันนะตอบอย่างรวดเร็วว่า ทูลข้าพระบาท พระองค์ก็ อาจจะเป็นได้เหมือนกัน ถ้าหากไปแตะต้องคนเช่นนั้นอย่างใกล้ชิด ขอพระองค์จงวางเขาลงเสียเถิด อย่าได้จับต้องคนประเภทนี้อีก เพราะโรคร้ายจะติดต่อมายังพระองค์ แต่ความเมตตาที่เจ้าชายสิทธัตถะ ที่มีต่อสัตว์โลก กฏแห่งธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดหนีมันได้แล้ว เราก็ต้องได้รับผลของมันต่อ ๆ ไป

     

    ความทุกข์ คือ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นทุกข์ธรรมชาติ

    ยังมีโรคหลายๆ อย่างอื่นๆ อีก นายฉันนะตอบตามความเป็นจริงว่า ยังมีโรคร้ายอย่างอื่นๆ อีกและยังมี อีกมากมายหลายชนิดที่ล้วนแต่สร้างความทุกข์ทรมานและให้โทษเช่นเดียวกัน พระองค์ยังถามต่ออีกว่า แล้วไม่มีผู้ใดแก้ไขได้หรือ ความเจ็บไข้เช่นนี้มีมาสู่มนุษย์พวกเรา โดยที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้เลย หรือ น่าอัศจรรย์จริงแท้ เป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่มีใครรู้ได้ว่าวันใดเขาจะเกิดเจ็บไข้ได้ เพราะความ เจ็บไข้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ทุกคนและทุกเวลา พระองค์ยังถามย้ำอีกว่า เป็นได้ทุกคนจริงหรือ เราพระองค์ ก็เป็นได้ใช่ไหม ไม่เลือกกษัตริย์ หรือคนสามัญ ไม่เลือกมั่งมีหรือยากจนใช่ไหม นายฉันนะตอบว่า เป็นความจริงข้าพระบาท พระองค์ก็สามารถเจ็บไข้และล้มตายได้เหมือนกัน คือกรรม ชะราธัมโมมะหิ ชะรังอะนะติโต ได้ความว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา เราไม่สามารถหลุดพ้นจากความแก่ชรา นี้ไปได้

     

    เจ้าชายสิทธัตถะคิดถึงความทุกข์ของมนุษย์

    ถ้าดังนั้น คนทุกคนในโลกก็ต้องมีความหวาดกลัวกันอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม? เพราะไม่มีผู้ใดจะรู้ตัวเองว่า คืนนี้เข้านอนแล้ว เช้ายังจะตื่นขึ้นมามีลมหายใจอยู่หรือไม่? หรืออาจจะกลายเป็นเจ็บไข้เหมือนคนคนนี้ จริงใช่ไหมฉันนะ? เป็นเช่นนั้นจริง ข้าน้อย ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ว่าในวันใดเขาจะล้มป่วยลงและ เมื่อ ทรมานถึงที่สุดแล้วก็ตายไป ตายคืออะไรกันแน่? พระองค์ทอดพระเนตรไปทางนั้นเถิดแล้ว พระองค์ ก็จะเห็นเอง ความตายเป็นของเที่ยงแท้ ทุกๆคนหนีมันไม่พ้น จะต้องตายแต่มันจะเร็วหรือจะมาช้า เท่านั้นเอง

     

    นายฉันนะทูลต่อเจ้าชายว่า นั่นคือคนทุกคนจะต้องตายเหมือนกัน

    เจ้าชายทรงทอดพระเนตรไปทางที่นายฉันนะบอก และได้ทรงเห็นหมู่คนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินร้องไห้ไป ตามถนน และเบื้องหน้าคนเหล่านั้นมีสี่คนหามคนคนหนึ่งซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนแคร่หามนั้น ปากอ้า อย่างน่าเกลียด ไม่พูดไม่จาอันใด คนหามจะสั่นหมดแรง เตะสะดุด ก็ไม่ได้พูดอะไรแต่ประการใด เจ้าชายได้ทอดพระเนตรคนหมู่นั้น ขณะที่เขากำลังผ่านหน้าพระองค์ไป พระองค์ทรงงงไปว่า พวกเขา เป็นอะไรจึงพากันร้องไห้ และทำไมคนที่นอนอยู่บนแคร่หามนั้น จึงไม่ร้องไห้หรือร้องขอให้ คนหามพา กันระมัดระวังด้วย มรณัง ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ธรรมชาติ ทุก ๆ คนจำต้องมีประจำตัว แต่จะไวหรือ ช้าเท่านั้นเอง

     

    สังขาราอนิจจา เมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีตัวตน

    เจ้าชายสิทธัตถะทรงประหลาดพระทัยอย่างยิ่ง ในเมื่อคนกลุ่มนั้นเดินไปอีกนิดเดียวก็พากันวางคนที่ หามลงบนกองฟืน แล้วจุดไฟจนลุกเป็นกองไฟใหญ่น่าสยองขวัญ แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ถูกเผาก็ยังนอน เฉยอยู่ แม้นว่าไฟจะลามไปถึงหัวและเท้าของเขาแล้วก็ตาม เจ้าชายได้ตรัสถามนายฉันนะด้วยเสียง อันสั่นเครือว่า นี่คืออะไรกันฉันนะ ทำไมคนคนนั้นถึงนอนให้เขาเผาอยู่อย่างไม่สนใจเลย ? นายฉันนะ ตอบว่า นั้นละคือคนตาย เขาไม่มีความรู้สึกอันใดเลย ถึงว่าจะร้อนหรือหนาว เขาก็ไม่มีความรู้สึก เพราะว่า เขาตายแล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่มีชีวิต ขีวิตเป็นของสูญเปล่า หาตัวตนไม่เห็น ยังเหลือไว้แต่ ความดี และความชั่วของผู้ที่ตายไปแล้วนั้นได้ทำเอาไว้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่

     

    เจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามนายฉันนะ

    นี่คือความตายใช่หรือไม่ ? ความตายที่ท่านอธิบายมาคือสิ่งนี้จริงหรือ และเราเองก็จะเป็นเช่นนี้หรือ และทุกๆ คนที่อยู่ในโลกนี้ก็จะตายเหมือนกันใช่ไหม? พระองค์! ความตายไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกกษัตริย์หรือขอทาน จะมั่งมีหรือยากจน ต้องตายกันทั้งนั้น ทุกคนที่มีชีวิตจะต้องตายลงในวัน ใดวันหนึ่งโดยไม่มีทางใดป้องกันได้ ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งได้เที่ยงแท้ แน่นอนคือความตายเป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าชายทรงตกตะลึงและคิดถึงสิ่งนี้อยู่ ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาอีก พระองค์รู้สึกว่า การที่ไม่มีหนทางรอดพ้นไปจากความตายซึ่งครอบงำทุก ๆคนอยู่อย่างน่าวิตก เราจะต้องพลัดพรากจาก ของที่รักของเราไปในวันหนึ่งข้างหน้าเป็นแน่ ไม่มีใครที่จะหยุดยั้งมันได้ใช่ไหม

     

    เจ้าชายสิทธัตถะได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา

    เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จกลับพระราชวังอย่างเงียบๆ พระองค์ไปสู่ห้องประทับอยู่บนหอปราสาท ประทับนั่งสงบอยู่ตามลำพังคนเดียว ทรงตรึกตรองถึงสิ่งที่พระองค์ได้ประสบพบเห็นมา ในที่สุด พระองค์ได้ทรงรำพึงเองว่า เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งที่ทุกคนในโลกจะต้องตายลงใน ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง โดยไม่มีทางเลือกและป้องกันได้เลย แต่อาจมีทางใดทางหนึ่ง อาจเป็นหนทางรอดจาก ความตายได้ เราพระองค์จะต้องค้นหาเส้นทางดังกล่าวนั้นมาด้วยตนเอง เพื่อตัวเราเอง พร้อมพระบิดา พระชายาและคณาญาติอื่นๆ รวมไปถึงปวงชนทั้งโลกอีกด้วย หนทางดังกล่าวจะต้องเป็นหนทางซึ่งคน ทั้งโลกจะไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่น่าหวาดกลัว คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตายเหล่านี้ เราต้องค้นให้เห็นว่า แหล่งเป็นมาของความจริงนั้นมันอยู่ที่ใด และเราจะต้องค้นหาได้ด้วยวิธีใด แล้วพระองค์ ก็ดำริต่อไป

     

    เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ

    ในโอกาสต่อมา เจ้าชายทรงขี่ม้าไปมาในอุทยาน พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นบรรพชิตคนหนึ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์สีเหลือง พระองค์ได้ทรงสังเกตเห็นบรรพชิตคนนั้นอย่างลึกซึ้ง จนทรงหยั่งรู้ถึงภายในใจ ของบรรพชิตคนนั้นว่ากำลังเต็มไปด้วยความสงบสุขอย่างเยือกเย็น พระองค์ได้ตรัสถาม นายฉันนะถึง ความประพฤติเป็นไปในชีวิตของคนประเภทนี้ นายฉันนะได้กราบทูลพระองค์ว่า บรรพชิต องค์นี้เป็น บุคคลประเภทที่เรียกกันว่าผู้สละโลกเพื่อแสวงหาสิ่งดับทุกข์ ความทรมานของสังขาร เจ้าชายสิทธัตถะ จึงมีความปลาบปลื้มในคำตอบที่ว่าผู้ที่สละโลกคือผู้ละทิ้งความไม่จีรังยั่งยืน เพื่อออกแสวงหา ความสุข อันแท้จริงที่ตนปรารถนา

     

    บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว

    พระองค์ได้เสด็จไปประทับนั่งสงบอยู่ในที่แห่งหนึ่งในอุทยานด้วยความสุขพระทัยตลอดวัน และได้ทรง น้อมจิตของพระองค์เข้าสู่การสละโลกขึ้นมาเอง ในขณะนั้นได้มีมหาดเล็กคนหนึ่งกราบทูลว่า พระชายา ของพระองค์ได้ประสูติพระโอรสพระองค์หนึ่ง น่ารักเป็นอย่างมาก แต่พระองค์ไม่ได้แสดงอาการ ปิติ ยินดีแต่อย่างใด กลับตรัสออกมาเสียงเบา ๆว่า บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว ! บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว ! เหตุที่พระองค์ตรัสดังนั้นคนทั้งหลายจึงขนานนามพระโอรสของพระองค์ว่า พระราหุล ซึ่งแปลว่า”บ่วง” พระนางยโสธราได้ประสูติพระราหุล ราชกุมาร เมื่อเจ้าชายได้ทราบแล้ว พระองค์ทรงดำริว่า นั่นก็คือ เชือกผูกคอ จึ่งมีในพุทธสุภาษิตว่า ตัณหารักลูกเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักเมียเหมือนปอผูกศอก ตัณหารักข้าวของเหมือนปลอกรัดตีน นี่เป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่งของผู้แสวงหาทางหลุดพ้นจากทุกข์

     

    เจ้าชายสิทธัตถะดำริในพระทัย นี่แหละคือบ่อเกิดแห่งความทุกข์

    นับตั้งแต่วันที่เจ้าชายราหุลกำเนิดแล้วเป็นต้นมา ทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะได้สังเกตเห็น ชัดว่า ในระยะหลังนี้ เจ้าชายได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง พระองค์ได้ทรงคิดหนักยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้พระเจ้าศรีสุทโทธนะทรงวิตกเป็นอย่างยิ่ง และได้พยายามครั้งสุดท้ายโดยรับสั่งให้หาหญิงระบำ และนักขับร้องที่ไพเราะที่สุด พร้อมทั้งเป็นหญิงที่งดงามที่สุดภายในประเทศของพระองค์มาประจำใน ปราสาทของเจ้าชาย หญิงเหล่านั้นได้ร้องรำทำเพลงถวายเจ้าชายสิทธัตถะ ตามพระราชประสงค์ของ พระราชาอย่างสนุกสนาน อ่อนช้อยและงดงามที่สุด และด้วยท่าทางที่ยั่วเย้าที่สุด ด้วยความหวังที่จะ ให้เจ้าชายพอพระทัย และเพลิดเพลิน มนุษย์คิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข แต่แล้ว ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเจ้าชายสิทธัตถะที่มี ( เจ้าชายสิทธัตถะมีนางสนมถึง ๖๐,๐๐๐นาง)

     

    เจ้าชายสิทธัตถะรู้อยู่แก่ใจว่าความทุกข์คืออะไร

    ในครั้งแรก เจ้าชายก็ทรงทอดพระเนตรและยอมฟัง ไม่ขัดเคืองพระทัยของพระบิดา แต่พระเนตรของ พระองค์ ทรงเหลือบดูความงดงามเหล่านั้นได้เพียงครู่เดียว ในพระทัยของพระองค์อยู่กับสิ่งอื่น พระองค์คิดถึงสิ่งนั้นคือปัญหามีอยู่ว่า ทำอย่างไรพระองค์และคนทั้งหลายจึงจะพ้นจากความแก่เฒ่า ความเจ็บไข้และความตายได้โดยสิ้นเชิง ในที่สุดพระองค์ก็ทรงอ่อนเพลียและบรรทมหลับไป นักร้อง และนางระบำเหล่านั้นจึงพากันหยุดร้องรำ ชวนกันนอนพัก เพื่อรอจนกว่าเจ้าชายจะทรงตื่นจากบรรทม ในพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะไม่มีความว่าง มีแต่ความสับสน ยุ่งยากวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาของพระองค์

     

    เจ้าชายสิทธัตถะดำริพิจารณา สิ่งสวยงามนั้นมีอยู่ที่ไหน

    ต่อมาเจ้าชายได้ทรงตื่นจากบรรทมและทอดพระเนตรเห็นนางนักร้อง นางระบำซึ่งในขณะนั้นได้พา กันหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย โดยไม่ได้รู้สึกตัวถึงกิริยาที่ไม่น่าดูน่าชมต่าง ๆ บางคนก็นอนกรน บางคนก็นอนอ้าปาก บางคนนอนน้ำลายไหลออกจากปากก็มี บางคนกำลังนอนกัดฟันทั้งหลับ ดูแล้วอย่างกับปิศาจ แต่ละคนน่าสะอิดสะเอียน จนเจ้าชายทรงประหลาดพระทัยว่าก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยในนางสาวเหล่านั้นได้อย่างไรกัน ความรู้ของผู้มีสติ รู้ความเสื่อมและรู้ถึงความ เบื่อหน่าย อันเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์เศร้าหมองทั้งหลาย

     

    ความทุกข์อันนี้ เป็นที่มาของรูป รส กลิ่น เสียง อารมณ์ โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์

    ภาพของนางสนมเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์เคยรู้สึกว่า งดงามน่ารักทั้งนั้น บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งที่น่าเบื่อจนหมดทุกอย่างและเป็นสิ่งสุดท้าย ในฐานะเป็นของสกปรกโสโครกที่เข้ามาในพระทัย ของเจ้าชายสิทธัตถะ นับตั้งแต่พระองค์ยังพระชนมายุน้อย พระองค์จึงทรงมีดำริในพระทัยกำหนดเขต ไว้ในการที่จะสละสิ่งรบกวนจิตใจนี้ไว้ในเบื้องหลัง แล้วเสด็จออกแสวงหาสิ่งอันเป็นความสุขอันแท้จริง ซึ่งสามารถจะระงับสิ่งร้ายทั้งหลายได้โดยทันที เจ้าชายสิทธัตถะทรงลุกขึ้นเดินอย่างเงียบสงบ โดยไม่ได้ ทำให้นางสนมคนใดตื่นขึ้น และเสด็จออกมานอกห้องนั้น แล้วรับสั่งให้มหาดเล็ก นายฉันนะเตรียมม้า กัณฐกะ ถวายพระองค์เพื่อจะเสด็จทางไกล ตอนนี้เจ้าชายสิทธัตถะตื่นแล้วและรู้ว่านี่คือ บ่อเกิดแห่ง ความทุกข์อันแท้จริงของผู้แสวงหาความสุข พระองค์มั่นพระทัยแล้วจึงได้เสด็จหนีออกมา

     

    เจ้าชายสิทธัตถะกลับไปห้องบรรทมเป็นครั้งสุดท้าย

    ในขณะที่นายฉันนะออกไปเตรียมม้าอยู่นั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำริว่าพระองค์ควรจะเสด็จไปทอด พระเนตรพระชายาและพระโอรสที่แสนรักของพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเสด็จไป ดังนั้นจึงเสด็จ ไปยังห้องบรรทมของพระชายาและพระโอรส เมื่อเสด็จไปถึงก็ทอดพระเนตรเห็นว่าพระนางกำลัง บรรทมหลับ วางพระหัตถ์กอดพระโอรสไว้อย่างแน่น พระองค์ทรงรำพึงว่าถ้ายกพระหัตถ์ของพระชายา จะตื่นจากบรรทม เมื่อนางตื่นจากบรรทมก็คงจะขัดขวางการเสด็จออกไปของพระองค์ พระองค์จึงคิดว่า ควรเสด็จออกไปเดี๋ยวนี้เลยจะเป็นการดี เมื่อพระองค์พบสิ่งที่พระองค์ได้แสวงหาแล้วจึงค่อยกลับมา เยี่ยมมาหาพระชายาและพระโอรสไว้ ตัณหารักลูกคือเชือกผูกคอ ตัณหารักเมียคือปอผู้ศอก ถึงอย่างไร พระองค์จำต้องเสด็จออกไปแสวงหาปรมัตธรรมให้ได้ตรัสรู้แล้วจึงกลับมาหาทีหลัง

     

    เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จจากพระราชวังอันแสนอาลัย

    เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกจากปราสาทอย่างเงียบ ๆ จึงไม่มีใครตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์และขัดขวาง ในท่ามกลางความเงียบสงัดของเที่ยงคืนนั้น พระองค์เสด็จขึ้นประทับบนหลังม้ากัณฐกะ ซึ่งเป็นม้า แสนรู้ และได้เสด็จไปสู่ประตูพระนคร มีนายฉันนะตามเสด็จออกไป โดยไม่มีผู้ใดรู้ เมื่อเสด็จไปได้ ระยะหนึ่ง พระองค์ก็ทรงชักบังเหียนม้าให้เหลียวกลับ ประทับหยุดอยู่เพื่อทอดพระเนตรพระนครเป็น ครั้งสุดท้าย ในท่ามกลางแสงจันทร์ส่งแสงขจี แต่พระทัยของพระองค์ทรงแน่วแน่ในการเสด็จออกไป พระองค์มั่นใจในพระทัยแล้วจึงได้เสด็จออกไปแสวงหาโมกขธรรม เพื่อจะหาทางหลุดพ้นจากความ สับสน เป็นเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมและความเศร้าหมองอันเป็นที่มาของความทุกข์ทั้งหลาย ที่มนุษย์ พากันหลงว่าเป็นยอดแห่งความสุข

     

     

    พระองค์มั่นพระทัยแล้วจึงได้ตัดพระโมลี

    เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงม้ากัณฐกะมาถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานทีในเวลาที่ใกล้รุ่งอรุณ พระองค์เสด็จลงจาก หลังม้าประทับอยู่บนหาดทราย แล้วได้ทรงเปลื้องเครื่องประดับออกทั้งหมดเอาให้นายฉันนะ และตรัส สั่งอย่างเด็ดขาดให้นายฉันนะนำเครื่องประดับ พร้อมทั้งม้ากัณฐกะกลับคืนสู่พระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อ กราบทูลต่อพระบิดาและพระชายาให้รู้ถึงการสละโลกของพระองค์ บัดนี้เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะแห่ง ศากยะวงศ์ ผู้ทรงมีพระชนม์มายุได้ ๒๙ ปีได้เสด็จออกจากพระราชวังไปเป็นนักบวชผู้สละโลก เพื่อ แสวงหาหนทางที่จะทำความเพียร เพื่อเสาะหาหนทางให้ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย นั่นคือ แสวงหา มรรคธรรม พระองค์รู้อยู่แล้วว่าการไปแสวงหา มรรคธรรม และการทำความเพียรให้บรรลุ ถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณนั้นไม่ใช่จะทำได้ง่าย ๆ

     

    นี่คือผู้ที่หลุดพ้นจากห่วงทั้งปวง

    เมื่อนายฉันนะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับคืนสู่พระนครกบิลพัสดุ์แล้ว พระสิทธัตถะได้เสด็จไป พักอยู่ในสวนมะม่วง ซึ่งเรียกกันว่า อนุปิยอัมพวัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำอโนมานทีเป็นเวลา ๗ วัน ต่อจากนั้นได้ เสด็จมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ตรงไปยัง แคว้นมคธ พระองค์ได้เสด็จถึงอุทยานที่มีชื่อว่า นครราชคฤห์ อันเป็นที่ ประทับของ พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นนั้น ในเวลาเช้า หลังจากเสด็จอาบน้ำในลำธารใกล้นคร ราชคฤห์แล้ว ก็ได้เสด็จเข้าสู่พระนครเพื่อบิณฑบาต ตามแบบอย่างของนักบวชทั้งหลาย ประชาราษฎร ต่างก็พากันสังเกตว่า พระองค์มีลักษณะผิดแปลกจากนักบวชธรรมดาเพราะมีลักษณะสะอาดสะอ้าน และผ่องใส ดังนั้นจึงพากันหาอาหารที่ดีที่สุดเพื่อนำมาถวายใส่ลงในบาตรของพระองค์ ผู้สันโดษ มักน้อยเพื่อทำความเพียร ละเสียซึ่งความมักมาก

     

    เจ้าชายสิทธัตถะมั่นใจแน่พระทัยโดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค

    เมื่อทรงบิณฑบาตได้อาหารพอสมควรแล้ว พระสิทธัตถะก็ได้เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์มุ่งหน้าไป ทางบัณฑะวะ เพื่อเสวยอาหารที่ได้จากบิณฑบาตในครั้งนั้น ประชาราษฎรชาวเมืองราชคฤห์ต่างก็ถาม กันถึงนักบวชผู้แปลกหน้า ซึ่งมาบิณฑบาตในพระนครว่า มัลักษณะผิดแปลกไปจากนักบวชทั่วไปอย่าง ไม่อาจจะเปรียบกันได้ในความสง่างามและมีลักษณะผ่องใส ข่าวนี้ได้แพร่กว้างไปถึงพระราชวังหลวง พระเจ้าพิมพิสารได้สดับฟัง ดังนั้นจึงได้สั่งทหารออกไปสืบข่าว ในที่สุดก็ทรงรู้ว่า นักบวชผู้นั้นก็คือ พระโอรสของพระเจ้าศรีสุทโธทนะ แห่งนครกบิลพัสดุ์ ทั้งเป็นรัชทายาทผู้สืบบัลลังก์อีกด้วย ทรงสละสิ่ง ทั้งปวงออกบวชเป็นบรรพชิต เพื่อแสวงหาหนทางออกจากความทุกข์ทั้งปวง

     

    เพื่อความสุขของสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์จำต้อง

    เมื่อทรงรู้ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารก็ได้เสด็จไปยังภูเขาบัณฑะวะ เพื่อทูลขอร้องให้ประทับอยู่ในเขต พระนครของพระองค์ โดยพระองค์จะเป็นผู้ถวายอาหารบิณฑบาตและสิ่งอื่นๆ อันจักเป็นเครื่องอำนวย ความสะดวกและนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ แต่พระสิทธัตถะปฏิเสธและตรัสว่าพระองค์ไม่ อาจประทับอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งได้ตลอด ในเมื่อยังไม่ทันประสบสิ่งที่พระองค์ประสงค์ ดังนั้นพระเจ้า พิมพิสารจึงขอร้องให้พระสิทธัตถะทรงรับคำว่าเมื่อบรรลุถึงสิ่งที่ทรงประสงค์ คือได้ตรัสรู้แล้ว ขอให้ เสด็จกลับสู่นครราชคฤห์ก่อน เพื่อโปรดพระองค์และประชาราษฎรให้รู้ถึง สิ่งนั้นเป็นคนแรกด้วย สัจจธรรมที่พระสิทธัตถะจะค้นหานั้นคือให้รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ และวิธีการที่จะออกจากทุกข์ได้ นั้นเป็นที่ มาของความประสงค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ

     

    พระองค์ตั้งใจมั่นอยู่ในความเพียร

    ในวันต่อมา พระสิทธัตถะได้เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ตรงไปยังชนบทที่เต็มไปด้วย ทิวทัศน์ ภูเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของฤาษีและนักบวชนานาประเภท ขณะที่พระองค์เสด็จไปตามหนทางนั้น ได้ทรง เห็นฝุ่นฟุ้งปลิวขึ้นบนท้องฟ้าและปกคลุมภูเขา พร้อมกับเสียงร้องของสัตว์จำนวนมาก ทรงเสด็จเข้าไป ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะเป็นฝูงใหญ่ทำให้เกิดควันฝุ่นปลิวขึ้นไปในท้องฟ้า ฝูงสัตว์ที่น่าสงสาร กำลังถูกไล่ต้อนไปในทางเมือง ตอนท้ายของฝูงสัตว์นั้นมีลูกแกะน้อยตัวหนึ่ง ขาของมันเจ็บมีบาดแผล เลือดไหลออกมา ต้องพยายามโขยกเขยกไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดทรมาน เมื่อพระสิทธัตถะทอด พระเนตรเห็นลูกแกะตัวนั้นและสังเกตเห็นแม่ของมันกระวนกระวายห่วงหน้าห่วงหลังเพราะลูกของมันที่จะต้องห่วงมีอีกหลายตัว พระทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความกรุณาธรรม ความกรุณาเป็นบ่อนำพา ให้คนอื่นได้รับความสุข ดังในพุทธภาษิตที่ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

     

    เจ้าชายคิดว่าสัตว์และมนุษย์ต่างก็มีชีวิตและความทุกข์เช่นเดียวกัน

    ดังนั้น พระองค์จึงอุ้มแกะน้อยที่เจ็บไว้ในพระหัตถ์ ค่อยๆ ลูบคลำอย่างปราณี แล้วเสด็จเดินตาม ฝูงแกะไปเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมา ก็ตรัสถามว่าเขาจะไล่ต้อนฝูงแกะหนีไปทางใดและ ทำไมเขาจึงไล่แกะเหล่านี้ในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะไล่ต้อนมันจากสถานที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งให้นำแพะและแกะอย่างละหนึ่งร้อยตัวไปสู่พระ นครตอนกลางวันให้ทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะตรัสว่าเราเอง จะไปกับท่านด้วย แล้วพระองค์ก็เสด็จไปตามฝูงแกะเหล่านั้นด้วย ทรงอุ้มลูกแกะตัวน้อยไว้ในอ้อม พระหัตถ์ของพระองค์ เรามีทุกข์แล้ว จึงต้องรู้ทุกข์ของคนอื่น ถ้าหากไม่รู้ทุกข์ ก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้

     

    รู้แต่ความเห็นแก่ตัว ไม่รู้ถึงทุกข์ของผู้อื่น

    พระสิทธัตถะได้เสด็จตามฝูงแกะซึ่งกำลังก้าวไปใกล้ความตายอยู่ทุกขณะ จนถึงพระนครแล้ว เสด็จต่อ ไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธีบูชายัญ ในที่นั้น พระราชาประทับอยู่กับหมู่นักบวชซึ่งกำลัง สวดมนต์สรรเสริญ คุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ ในขณะนั้นไฟบนแท่นบูชายัญได้จุดขึ้นแล้ว นักบวชเหล่า นั้นจะพร้อมกันบูชายัญด้วยฝูงสัตว์ที่มาถึง ในขณะที่หัวหน้านักบวชกำลังยกมีดเพื่อ จะตัดเอาหัวแกะ ที่ถูกนำมาเข้าพิธีเป็นตัวแรก พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวเข้าไปต่อหน้าและหยุดยั้งการกระทำของเขาไว้ เอาชีวิตของคนอื่นมาเป็นที่พึ่งผิดจากธรรม เอาชีวิตของเขามาเผาผลาญฉิบหายวายวอด เพื่อให้ชีวิต ของตนรับความสุขเป็นภาพที่ผิดจากหลักธรรม และถือว่าเป็นการเบียดเบียนในทางตรงและทางอ้อม จึงไม่ควรทำ

     

    ถ้าหากว่าชีวิตของท่านเป็นอย่างนี้แล้วจะมีความรู้สึกอย่างใด?

    พระสิทธัตถะได้ทรงห้ามการกระทำของหัวหน้านักบวชผู้นั้นไว้ด้วยท่าทีที่สง่างามและสูงส่งได้ควบคุม ความรู้สึกของคนในที่นั้น และได้ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า กรุณาหยุดก่อนเถิดมหาราช อย่าให้พิธี บูชายัญเผาผลาญชีวิตสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่น่าสงสารเหล่านี้เลย เมื่อได้ตรัสดั่งนั้นแล้วพระองค์ก็ได้ ทรงชี้แจงให้ทุกคนในที่นั้นรู้จักถึงชีวิตเป็นของน่าอัศจรรย์เพียงไร คือการที่ใครๆ อาจทำลายได้ แต่เมื่อ ทำลายลงไปแล้วไม่อาจสร้างให้กลับคืนมาได้อีก พระองค์ได้ตรัสแก่ประชาราษฎรที่ล้อมรอบอยู่ที่นั้นว่า สัตว์ทุกๆตัวที่มีชีวิตย่อมรักชีวิต มีความหวาดกลัวซึ่งความตายเช่นเดียวกับมนุษย์เรา แล้วทำไมมนุษย์ เราจึงมาใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น ให้เป็นไปในทางที่เห็น ว่าปล้นเอาชีวิตของเขา เพื่อมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง ทั้งที่เจ้าของเขาไม่ประสงค์จะให้และเขา ก็รักชีวิตของเขาเช่นกัน เรากำลังเอาชีวิตของคนอื่น มาทำให้ตนได้รับความสุขนี้ไม่ถูกต้องตามหลักธรรม

     

    เราทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน

    พระองค์ตรัสต่อไปว่า ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาจากเทพเจ้าแล้ว ก็ควรแสดงความ เมตตากรุณาออกไปยังสัตว์อื่นๆ ถ้ามนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต เขาก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบ แทน เช่นเดียวกัน ตามกฏแห่งกรรม ถ้าเราปรารถนาจะได้รับความสุขด้วยตนเองในวันหน้าแล้ว ก็ต้อง ไม่สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้นว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ผู้ที่หว่านพืช พันธุ์แห่งความเศร้าโศก ทรมานลงไปแล้วไม่ต้องสงสัยเลย เขาจะต้องได้เก็บเกี่ยวผลเกิดขึ้นในทำนอง เดียวกัน ความเมตตาเป็นสิ่งประเสริฐ เกิดเป็นคนมา จงอย่าเห็นแก่ตัว ตนได้รับความสุข แต่คนอื่นได้ รับความฉิบหาย จงอย่าได้ทำเลย ท่านเอ๋ย

     

    พระสิทธัตถะมุ่งหวังตั้งมั่นในพระทัย

    พระสิทธัตถะตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบพิธีบูชายัญ ตลอดถึงประชาราษฎรชาวนคร ราชคฤห์เหล่านั้นด้วยอาการสุภาพ อ่อนโยนและเต็มไปด้วยพระทัยที่สงสารอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกับเปลี่ยนจิตใจของพระราชาและนักบวชเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ขอร้องพระสิทธัตถะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรของพระองค์ และสั่งสอนคนทั้งหลายให้มีเมตตาปราณีต่อสัตว์ ให้มีชีวิตสืบต่อ พระสิทธัตถะทรงตอบขอบพระทัยใน ความหวังดีของพระเจ้าพิมพิสารเนื่องจากว่า พระองค์ยังไม่ทันได้ตรัสรู้ในสิ่งที่พระองค์ประสงค์จะรู้นั้น เลย ฉะนั้นพระองค์จึงได้ปฏิเสธและได้ทูลลาเพื่อเสด็จจารึกต่อไป เมื่อใดความมุ่งหวังยังไม่สำเร็จ พระองค์จำต้องทำความเพียรต่อไป

     

    พระสิทธัตถะได้ไปศึกษาร่ำเรียนกับอาจารย์อาฬารดาบส กาลามโคตร

    เมื่อเสด็จออกจากนครราชคฤห์ในครั้งนั้นแล้ว พระสิทธัตถะได้ตรงไปยังสำนัก ของอาฬารดาบส กาลามโคตร อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในบรรดาเจ้าลัทธิที่มีอยู่มากมาย หลายลัทธิ หลายนิกาย หลายสำนัก ในสมัยนั้น พระองค์ได้ศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส ด้วยความเพียรพยายามจนสามารถเรียน รู้และสำเร็จทุกอย่างได้เหมือนดังที่อาจารย์รู้และกระทำได้ พระองค์เป็นศิษย์ที่มีคุณลักษณะและความ สามารถทุกอย่างเป็นที่พอใจของอาจารย์อาฬารดาบสเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จะพำนักอยู่ที่นั้นเพื่อเรียน วิชาความรู้ต่อไปและจะแสวงหาไปตามความประสงค์ของพระองค์จนกว่าจะพบดวงธรรมอันแท้จริง

     

    พระสิทธัตถะทรงดำริ

    วันหนึ่ง อาจารย์อาฬารดาบสได้พูดกับพระสิทธัตถะว่า บัดนี้ท่านรู้ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนให้ ท่านสามารถ สั่งสอนลัทธินี้เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอย่างใดท่านก็เห็นอย่างนั้น ในระหว่างเราทั้งสองไม่มี ความแตกต่างกันเลย จงอยู่ที่นี่ด้วยกัน ช่วยสอนสั่งลูกศิษย์สืบต่อไปเถิด พระสิทธัตถะได้ตรัสถามว่า อาจารย์มีสิ่งใดที่จะสอนข้าน้อยเพิ่มอีกหรือไม่ อาจารย์ไม่สามารถสอนวิธีใด ที่จะทำให้มีอำนาจอยู่ เหนือความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ ความตายอันใดอีกแล้วหรือ อาฬารดาบสได้ตอบฏิเสธ เนื่องจากท่าน มีความรู้เท่าที่ได้สอนพระสิทธัตถะมาจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์จะต้องหาให้เห็นแหล่งมาของความทุกข์ อันแท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาจากที่ใด และจะมีวิธีใดที่จะรู้ได้

     

    ความรู้ที่พระสิทธัตถะเรียนรู้มานั้นยังไม่สามารถดับทุกข์ได้

    อาฬารดาบสได้สอนพระสิทธัตถะให้เรียนรู้ถึงวิธีบำเพ็ญฌาณ คือการกระทำให้จิตใจสงบจน ถึงขั้นที่ไม่ มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดๆ ในโลกนี้หรือโลกใด ( อากิญจัญญายะตะนะญาณ )แล้ว มีความพอใจในความ สงบนั้น แต่เนื่องจากความรู้ดังกล่าวนั้น ยังไม่ใช่เหตุสมบูรณ์เพียงพอ ที่จะทำให้พระองค์ทรงรู้แจ้งใน ปัญหาแห่งชีวิต ในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความดับทุกข์ คือ ความแก่ ความเจ็บและความตาย ซึ่งพระองค์ ยังคงไม่เข้าใจ พระองค์จึงลาออกจากสำนักของอาจารย์อาฬารดาบส และเสด็จท่องเที่ยวไปตามที่ ต่างๆ เพื่อทรงแสวงหาบุคคลซึ่งจะสามารถสอนให้พระองค์รู้ถึงสิ่งที่สูงยิ่งกว่า ความรู้ของอาฬารดาบส ได้สอนให้ พระองค์จำเป็นต้องเสด็จต่อไปจนกว่า จะพบเห็นดวงธรรมอันแท้จริง ที่สามารถเข้ามาดับ ทุกข์ได้และ สอนให้ปวงชนรู้ด้วย

     

    พระสิทธัตถะได้มาศึกษาสำนักที่สองคือสำนักอุทกดาบส

    ในลำดับต่อมา พระองค์ได้ทรงรู้ข่าวเจ้าลัทธิที่ชื่อ อุทกดาบสรามบุตร ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้วิเศษในทาง จิตอันสูงส่ง พระองค์จึงได้เสด็จไปสู่สำนักของอาจารย์ดาบสผู้นั้น และได้เข้าเป็นศิษย์ ศึกษาและปฏิบัติ ด้วยความพากเพียรอย่างแรงกล้า จนกระทั่งมีความรู้ความสามารถในการกระทำเช่นเดียวกับอาจารย์ ของพระองค์ อาจารย์อุทกดาบสก็เหมือนกับอาจารย์อาฬารดาบสที่มีความพอใจในความ เฉลียวฉลาด และความสามารถของพระสิทธัตถะ จนถึงกับออกปากเอ่ยชักชวนให้อยู่ช่วยกัน สั่งสอนลูกศิษย์ต่อไป ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่จุดมุ่งหวังของพระองค์ พระองค์จำเป็นต้องแสวงหาให้พบต่อไป

     

    พระสิทธัตถะได้ศึกษามาสองอาจารย์แล้ว

    พระสิทธัตะยังทรงไม่พอพระทัยในลัทธิของอาจารย์อุทกดาบส ซึ่งสอนได้ผลกว่าอาจารย์อาฬารดาบส ในการทำจิตให้มีความสงบ ถึงขนาดที่ไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง จนถึงกับพูดว่า มีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ ตายก็ไม่ใช่ (เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะญาณ) เพราะถึงพระองค์จะได้บำเพ็ญจิตจนถึงขั้นนี้แล้วก็ยัง ไม่ได้รู้แจ้ง ในปัญหาแห่งชีวิตซึ่งยังข้องในพระทัยอยู่ ดังนั้น พระองค์จึงได้ลาจากสำนักของอาจารย์ อุทกดาบสไปอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่า จะเริ่มเสาะแสวงหาเอาตามลำพัง ตามสติปัญญา และความเพียรของพระองค์ต่อไปจนกว่าจะได้บรรลุถึงดวงธรรมสุดยอดอันแท้จริง

     

    อัตตกิลมถานุโยค การทรมานกาย

    ประเทศอินเดียสมัยนั้น ก็เหมือนกับประเทศอินเดียในสมัยปัจจุบัน ในการที่นักบวชจำนวนมากสละ บ้านเรือนออกไปบวช โดยพากันคิดว่า การอดอาหารและทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ นั้นจะทำให้ตนได้รับ ความสุขในเทวโลกตลอดกาลนาน เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่า เมื่อทรมานตนได้รับความทุกข์ในโลกนี้ มากเพียงใด ก็ยิ่งจะมีความสุขในโลกข้างหน้ามากเพียงนั้น จึงได้พากันบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานกาย ด้วยวิธีต่างๆอย่างเคร่งครัดตามแบบทางปฏิบัติ ซึ่งขัดกับหลักธรรม พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นั่นเป็นสิ่ง ที่ไม่ควรกระทำ

     

    การปฏิบัติทุกรกิริยาต่อไป

    ผู้บำเพ็ญเหล่านั้น บางพวกก็ลดจำนวนอาหารที่ตนเคยบริโภควันละเล็กละน้อยทุก ๆ วันจนกระทั่ง แทบไม่บริโภคอันใดเลย มีร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บางพวกก็ยืนด้วยขาข้างเดียว บางพวกก็ยืนยกมือข้างหนึ่งชี้ไปบนอากาศตลอดเวลา จนกระทั่งแขนลีบตายไปเพราะไม่มีเลือดไป หล่อเลี้ยงเพียงพอ บางพวกก็กำมือแน่นอยู่ตลอดเวลา บางพวกก็นอนอยู่บนหนามหรือบนแผ่นกระ ดาน ที่เต็มไปด้วยเหล็กแหลม มีปลายแหลมชี้ขึ้นข้างบน ดังนี้เป็นต้น พระตถาคตได้เทศน์มาว่า ทุกรกิริยา การปฏิบัติธรรมอย่างทำร้ายร่างกายโดยที่ไม่ได้อะไรและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิบัติต่อไป

     

    พระสิทธัตถะเริ่มปฏิบัติทุกรกิริยา

    พระสิทธัตถะได้ท่องเที่ยวทดลองกระทำการทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่าง ๆและดำริว่าหากพระองค์ได้ ปฏิบัติประพฤติตบะ ทรมานพระวรกายให้มากขึ้นจนเพียงพอแล้ว ทรงจะประสบความรู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์ได้แน่นอน ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปตามมคธชนบท เข้าสู่ตำบลอุรุเวลาได้ทอดพระเนตร เห็นสถานที่อันสงบสงัดแห่งหนึ่งมีพื้นที่ราบเสมอกัน เป็นแนวป่าเขียวสดชื่น อยู่ใกล้ๆ แม่น้ำซึ่งมีน้ำใส ไหลเย็นดีอยู่เสมอ พร้อมทั้งมีท่าขึ้นลงสะดวกสบายมีหมู่บ้านเสนานิคมสำหรับอาศัยบิณฑบาต ตั้งอยูู่ โดยรอบไม่ไกลเท่าใด จึงได้ทรงพักอยู่ที่นั้นและได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปเพราะคิดว่าวิธีปฏิบัติทรมานพระวรกายอาจเป็นช่องทางนำให้พระองค์เข้าถึงดวงธรรมอันแท้จริง

     

    พระสิทธัตถะได้เอาชีวิตของพระองค์วางไว้เป็นเดิมพัน

    ในครั้งนั้นได้มีผู้ออกบวชแล้ว และได้ติดตามมาเป็นศิษย์คอยปรนนิบัติรับใช้ที่ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เรียกกันว่า ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า (พระหมู่ห้า) ที่มีชื่อว่า ๑. ท่านโกณฑัญญะ ๒. ท่านภัททิยะ ๓. ท่านวัปปะ ๔.ท่านมหานามะ ๕.ท่านอัสสชิ ท่านทั้งห้าเหล่านั้นได้คอยปฏิบัติรับใช้พระองค์ตามโอกาส ในระหว่าง เวลาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยาทรมานพระวรกายด้วยความเชื่อมั่นว่าผู้ที่ได้บำเพ็ญตบะอย่าง แก่กล้า ทั้งมีความอดทนและเสียสละเช่นพระองค์ จะต้องประสบผลสำเร็จในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ อย่างแน่นอน และเมื่อพระองค์ได้ประสบความสำเร็จแล้ว ย่อมจะทรงสั่งสอนสิ่งที่ได้ตรัสรู้นั้นแก่ผู้ที่ เป็นลูกศิษย์อีกด้วย ดังนั้นปัญจวัคคีย์ทั้งห้าจึงมีมานะพากันติดตามและปฏิบัติรับใช้พระองค์ต่อไป

     

    พระองค์งดเว้นอาหาร ๔๙ วัน ไม่เสวย

    พระสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยวิธีต่างๆ อย่างสับสน วิธีสุดท้ายทรงเริ่มด้วยการลดการเสวย อาหารให้น้อยลง น้อยลงจนในที่สุดก็ไม่ทรงเสวยสิ่งใดเลย ทำให้พระวรกายของพระองค์ซูบผอม รอยกระดูกปรากฎทั่วพระวรกาย แต่ก็ไม่ได้มีพระทัยท้อถอย ได้ทรงบำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายต่อไป ในวันหนึ่ง ขณะนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ตามลำพังพระองค์เอง พระองค์ซึ่งมีพระวรกายอ่อนเพลียอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดหน้ามืดและเป็นลมหมดสติไป เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งได้เดินผ่านมาพบเข้าโดยบังเอิญและ เห็นว่าพระองค์อ่อนเพลียมาก พร้อมทั้งหมดสติไปก็อาจถึงแก่สิ้นพระชนม์ไป เพราะการอดอาหาร คนในถิ่นดังกล่าวรู้ทั่วกันแล้วว่าพระอริยะองค์นี้ได้ละจากการเสวยอาหารมาแล้ว ๔๙ วัน ในทุกรกิริยา กลั้นลมหายใจเข้าออกและไม่เสวยอาหารพร้อมทั้งไม่เสวยน้ำด้วย

     

    พระสิทธัตถะได้เสวยน้ำนมแกะและฟื้นคืนชีพ

    เมื่อเห็นดังนั้น เด็กเลี้ยงแกะคนนั้นจึงได้วิ่งกลับไปที่ฝูงแกะของตน แล้วนำเอาแม่แกะตัวหนึ่งมายังที่ ที่พระองค์นอนสลบอยู่ เพื่อบีบเอาน้ำนมแกะแล้วเอากรอกเข้าปากของพระสิทธัตถะ เพื่อช่วยให้ พระองค์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง พระสิทธัตถะได้ทรงรู้สึกสบายในพระวรกายขึ้นเล็กน้อย แล้วพระองค์จึง เริ่มระลึกว่าเพราะเหตุใดจึงได้หมดสติไป และด้วยเหตุใดจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกได้ ในที่สุดก็แน่พระทัย ว่าหากไม่ได้เสวยน้ำนมแกะจากเด็กน้อยเลี้ยงแกะแล้ว พระองค์ก็ต้องสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ใน สิ่งที่พระองค์ประสงค์ พระสิทธัตถะเกือบจะสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม เพราะการทรมานพระวรกายของพระองค์โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย ดังนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า การทรมานร่างกายไม่เป็นสิ่งดีและเป็นโทษมหันต์แก่ตนเอง จงอย่าได้กระทำกันเลย

     

    เป็นเพราะพิณสามสายที่ทำให้พระองค์ได้สติ

    เมื่อเด็กเลี้ยงแกะได้ก้มหัวนมัสการขอพรจากพระองค์และวิ่งกลับไปยังฝูงแกะของตนด้วยความสุขใจหาอันเปรียบมิได้ ในการที่ตนได้มีโอกาสถวายน้ำนมแกะและช่วยให้พระอริยะเจ้าอันเป็นที่เคารพของเขา คืนพระชนม์ชีพขึ้นมาได้ พระสิทธัตถะก็ยังคงประทับอยู่ที่รากของต้นไม้นั้นและเริ่มเจริญภาวนาต่อไป จนตะวันตกลับขอบฟ้า ขณะนั้นพระองค์ได้ทรงสดับเสียงเพลงของนักร้องหญิงหมู่หนึ่ง ซึ่งเดินผ่านมา ทางนั้น เพื่อเข้าไปประกอบอาชีพในเมือง พวกเขาเหล่านั้นบอกต่อกันว่า การดีดพิณไม่ควรให้สายพิณ ของเราหย่อนเกินไป มันจะส่งเสียงไม่ไพเราะไม่น่าฟัง และไม่ควรให้ตึงจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ เสียงพิณไม่ไพเราะเท่านั้น สายพิณมันจะขาดอีกด้วย ฉะนั้น เมื่อต้องการให้พิณมีเสียงที่ไพเราะเสนาะหู ควรตั้งสายพิณให้พอดี ไม่หย่อนและไม่ตึง จึงจะส่งเสียงที่ไพเราะให้ผู้ฟังอย่างแท้จริง พระสิทธัตถะมา ดำริในข้อที่ว่าตึงเกินไปก็ขาด หย่อนยานเกินไปเสียงก็ไม่ไพเราะ ต้องให้สายตึงพอดี บทเพลงจึ่งไพเราะ

     

    พระสิทธัตถะได้สติในเสียงพิณสามสาย

    เมื่อได้สดับรับฟังการเล่นพิณของหญิงนักร้องเหล่านั้น พระสิทธัตถะได้ทรงคิดในพระทัยของพระองค์ว่า พระองค์ได้ขึงสายพิณแห่งชีวิตของพระองค์ตึงเกินไปเสียแล้ว เพราะการทรมานพระวรกายจนถึงที่สุด นั้นจะทำให้พระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ถึงสัจธรรมที่พระองค์ปรารถนา พระองค์จึงเห็นว่า วิธีปฏิบัติอย่างทารุณต่อร่างกายที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วอย่างยวดยิ่งนั้น ไม่ใช่วิธีอันถูกต้องสำหรับการ ค้นหาสัจธรรม และได้ตั้งพระทัยว่าจะเลิกการปฏิบัติทรมานพระวรกายอย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิง แต่จะ ทรงหันไปทางบำเพ็ญเพียรทางจิตให้มากกว่าที่เคยทำมาแต่หนหลัง เพื่อหาทางตรัสรู้สัจธรรมต่อไป ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงออกบิณฑบาตทุกเวลาเช้าและทรงบริโภคอาหารตามแต่จะได้มาทุกวัน เพื่อ จะทำหน้าที่ของพระองค์ให้ถึงจุดหมายให้ได้ตรัสรู้สัจธรรมอันแท้จริง

     

    พระสิทธัตถะได้ดำริแล้วว่าชีวิตเป็นของมีค่า

    บัดนี้ พระสิทธัตถะทรงกลับมีพละกำลังอย่างเดิม มีผิวพรรณผุดผ่องเป็นสีทองเหมือนกับเมื่อยังประทับ อยู่ในพระราชวังของพระบิดา ในเมื่อก่อน ถึงแม้ว่าพระองค์จะได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การทรมานพระ วรกายอย่างเคร่งครัดของพระองค์นั้นมีผลเช่นเดียวกันกับการเอาดินทรายมาปั้นให้เป็นเชือก พระปัญจ วัคคีย์กลับไม่รู้สึกเช่นเดียวกับพระองค์แต่อย่างใด เพราะปัญจวัคคีย์เหล่านั้นยังยึดถือว่าวิธีที่จะตรัสรู้ สัจธรรมนั้น จะต้องสำเร็จด้วยการทรมานร่างกายเพียงวิธีเดียว เมื่อพระองค์ทรงเลิกละการทรมาน ร่างกาย กลับมาบริโภคอาหารเพื่อบำรุงพระวรกายตามปรกติเช่นนี้ จึงลงความเห็นว่าพระองค์กลายเป็น คนมักมากเกินไปเสียแล้ว จึงได้พากันละทิ้งพระองค์ไปอาศัยที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพราะเป็นปัญญา ชนคนธรรมดา ไม่อาจรู้ได้ จึงลงความเห็นว่าผิด

     

    นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส

    ในเวลาเช้าของวันเพ็ญเดือน ๖ พระสิทธัตถะประทับนั่งใต้ต้นไทร คนรับใช้ของนางสุชาดาได้ไปรักษา ความสะอาดบริเวณใต้ต้นไทรนั้นได้พบพระสิทธัตถะ และหลงคิดว่าเป็นเทพยดา เพราะพระลักษณะ ของพระสิทธัตถะมีความแตกต่างไปจากนักบวชทั่วไป พระองค์มีความผ่องใส จึงรีบมาบอกนายของ ตนว่าได้พบเทพยดาแล้ว กำลังนั่งรอรับเอาเครื่องแก้บนอยู่ ดังนั้น นางสุชาดาพร้อมสาวใช้จึงนำเอาข้าว มธุปายาสใส่ถาดทองคำแล้วนำไปถวายแก่พระสิทธัตถะ เมื่อพระองค์รับแล้ว นางสุชาดาได้กล่าว อวยพรแด่พระองค์ว่า ขอให้พระองค์จงทรงประสบแต่ความสำเร็จในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ เช่นเดียวกับ ข้าน้อยได้ประสบความสำเรํจในสิ่งที่ข้าน้อยประสงค์นั้นเถิด (นางสุชาดามาบนเทพยดาว่าถ้านางได้ ลูกชายแล้วนางจะนำข้าวมธุปายาสมาแก้บน จึงเป็นเหตุให้นางคิดว่าพระสิทธัตถะเป็นเทพยดา) พระสิท ธัตถะไม่ทรงปฏิเสธการถวายทานพร้อมทั้งถาดของนางสุชาดา พระองค์ทรงรับไว้ด้วยความยินดี และหลังจากนางสุชาดากลับไป พระองค์ ได้ทรงลงไปที่ท่าน้ำ เพื่อชำระร่างกาย แล้วขึ้นมาเสวยข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อนนั้น จากนั้น พระองค์ก็ได้ นำเอาถาดทองคำไปเสี่ยงว่า ถ้าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดไหลขึ้นไปทาง เหนือ แล้วถาดก็ไหลขึ้นไปทางเหนือ ทำให้พระองค์มีความยินดีและรู้สึกในคุณประโยชน์ของอาหารจึง ทำให้มีกำลังกายกำลังใจต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง (ผลทานในครั้งที่หนึ่ง คือ นางสุชาดาได้ถวายข้าว มธุปายาส แด่พระองค์ หลังจากที่พระองค์ได้เสวยแล้าทำให้พระองค์มีกำลังแข็งแรงทั้งกายและสติ ปัญญา ทำความเพียรจนได้ตรัสรู้ธรรม ครั้งที่สอง ไม่มีผู้ใดเอาพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานได้ มีแต่นาย จุนทะคนเดียว )

     

    พระสิทธัตถะอธิษฐานเสี่ยงถาดทองคำที่วังแม่น้ำเนรัญชรา

    หลังจากนางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาสและรับพรแล้วก็พากันไป ต่อจากนั้นพระสิทธัตถะก็ลงไปสรง พระวรกายที่แม่น้ำ และกลับมานั่งปั้นข้าวมธุปายาสได้ทั้งหมด ๔๙ ปั้น และเสวยจนหมด และพระองค์ รู้สึกว่า เป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก และพระองค์ทรงจำไว้นานแสนนาน หลังจากนั้นพระสิทธัตถะได้นำ ถาดทองคำไปเสี่ยงที่วังแม่น้ำเนเรัญชรา และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าเราพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าขอให้ถาดทองคำใบที่ปล่อยลงแม่น้ำนี้จงได้ไหลทวนกระแสน้ำขึ้นทางเหนือ ไม่ให้ไหล ลงทางใต้ ผลปรากฏว่าถาดทองคำใบนั้นไหลขึ้นทางเหนือ ไม่ไหลลงทางใต้ และไหลขึ้นไปประมาณ ๘ ศอก แล้วจึงจมลงพื้นบาดาลไปกระทบเข้ากับถาด ๓ อัน ซึ่งเป็นของพระพุทธเจ้าที่ได้ทำการเสี่ยงทาย ในอดีต ซึ่งมี (๑)พระพุทธเจ้ากกุสันโธ (๒) พระพุทธเจ้าโคนาคม (๓)พระพุทธเจ้ากัสสป และองค์ที่ ๔ นั้นคือพระโคดม

     

    พญานาคตื่นขึ้นจากเสียงถาดกระทบกัน

    ส่วนพญานาคจะนอนหลับไหลตลอด จะตื่นก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงจากถาดกระทบกันเท่านั้น เพราะเป็น สัญญาณเตือนให้พญานาคได้รู้ว่า จะมีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาตรัสรู้อีกแล้ว พญานาคก็ลุกขึ้น ไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วก็นอนต่อไป เมื่อแปลออกเป็น ธรรมาธิษฐาน ถาดก็คือศาสนาของ พระพุทธเจ้า แม่น้ำก็คือโลกมนุษย์ คนในโลกมนุษย์ได้รู้จักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่นำพาคนให้พ้น จากความทุกข์ ไปสู่ความเกษมสำราญก็คือพระนิพพานนี้เอง ความพ้นทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายอันเป็น กองทุกข์ที่แท้จริง ส่วนพญานาคผู้นอนหลับไหลอยู่ใต้บาดาลก็คือสัตว์โลก ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ทั้งๆที่รู้ ว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาโปรดโลก เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็หลับไปอีก เหมือนกับมนุษย์เรา ทั้งๆ ที่รู้ว่าอันนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ แต่หากหลงเข้าใจผิดว่าเป็นความสุขของโลก ก็เพราะติดอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง จึงได้เป็นทุกข์ แล้วทุกข์ต่อไป ไม่รู้วันจบสิ้นลงได้

     

     

    โสตถิยะพราหมณ์ได้ถวายหญ้าคา ๘ กำแด่พระองค์

    หลังจากเสด็จลงอาบน้ำในแถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในตอนกลางวัน พระองค์ได้เสด็จเข้าไปประทับใน ดงไม้สาละ ใกล้แถบแม่น้ำตลอดเวลากลางวัน ทรงกำหนดสถานที่ที่จะประกอบความเพียร เพื่อให้ได้ ตรัสรู้ จนถึงเวลาค่ำลง พระองค์ได้เสด็จออกจากโคนต้นสาละ แล้วตั้งหน้าไปหาต้นศรีมหาโพธิ์ ทรงปู หญ้าคา ๘ กำ ที่โสตถิยะพราหมณ์ ถวายให้ระหว่างทาง ทรงปูลงใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วทรงประทับ ลงบนแท่นหญ้าคานั้น จากนั้นพระองค์ก็เริ่มปฏิบัติตามความตั้งในไว้ทุกประการต่อไป

     

    บัลลังก์หญ้าคา ๘ กำได้กลายเป็นบัลลังก์ตรัสรู้ธรรม

    เมื่อได้ปูหญ้าคาเพื่อใช้เป็นที่ประทับอย่างเรียบร้อยดีแล้ว พระองค์ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ หันพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออก และหันหลังเข้าต้นศรีมหาโพธิ์ ทรงอธิษฐานว่า ถึงแม้เนื้อและเลือดจะแห้งหายไป พระวรกายของพระองค์จะเหลือแต่กระดูกและหนัง ถึงแม้จะสิ้นสูญไปก็ตาม ถ้าพระองค์ยังไม่บรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จะไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด

     

    ความวิตก ความกังวล ความสับสนในพระทัย

    จากนั้น พระสิทธัตถะก็ตั้งพระทัยระดมกำลังจิตต่อสู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำ เพื่อยกจิตของพระองค์ให้สูง ขึ้นเหนือความสุขชั่วคราวที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ซึ่งพระองค์ได้ผ่านมาแล้วแต่เบื้องหลัง พระองค์ประสงค์ ที่จะสลัดทิ้งซึ่งความคิดทางโลกให้หมดสิ้นไป แล้วปักใจค้นหาที่มาของความทุกข์ทั้งปวงว่าเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร และทำอย่างไรพวกเราจึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงไปได้ แต่เนื่องจากพระองค์ยังเป็นผู้ อยู่ในวัยหนุ่ม มีพระชนมพรรษาเพียง ๓๕ ปีเท่านั้น พระทัยของพระองค์จึงหวนคิดกลับไปกลับมาถึง ความสุขสบายแต่หนหลัง ภาพแห่งความบันเทิงสุขารมย์ ในท่ามกลางการบำเรอที่พระองค์เคยได้รับใน พระราชวังของพระบิดาได้ปรากฏขึ้นในมโนภาพของพระองค์อยู่เรื่อยๆพระองค์ดำริแล้วแน่วแน่พระทัย ที่จะต้องเอาชนะให้ได้

     

    พระพุทธเจ้าชนะมารบนแท่นบัลลังก์แก้ว

    ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนหก ปีจอ พระยามารได้ให้ลูกสาวทั้งสามคน คือ ๑ . นางราคะ ๒ . นางตัณหา ๓ . นางอรดีมาล่อลวงทำให้พระสัมมาสัมโพธิญาณหลงใหลในความงามของนางมารทั้งสาม แต่สุดท้ายนางมารทั้งสามก็ไม่สามารถเอาชนะพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ แล้วองค์สัพพัญญูกล่าวว่า “ดูก่อน นางมารทั้งสาม” น้ำลายไปถูกนางมารทั้งสาม ด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งปัญญาบารมีของพระสัพพัญญูเจ้า นางมารทั้งสามกลายเป็นหญิงแก่ชราไปในพริบตา ผู้เป็นพ่อเห็นลูกสาวทั้งสามแพ้เสียทีให้แก่องค์สัพพัญญูแล้ว พระยามารจึงโกรธกริ้วโกธา จึงตีฆ้องร้องป่าวให้เสนามารทั้งหลายมาประจัญบาน มาบนฟ้า มืดฟ้า ล้นแผ่นดิน มาใต้ปฐพี จากบาดาล มาชิงเอาบัลลังก์แก้วขององค์สัพพัญญู แต่แล้วพระยามารทั้งหลาย พ่ายแพ้ด้วยอำนาจพระบารมีที่พระองค์ได้บำเพ็ญเพียร ทำมาตั้งแต่อดีตชาติมีมาถึง ๕๐๐ ปางหลัง สร้างพระบารมี ๑๐ ชาติ คือ

    ๑.ทานบารมี คือการให้ทาน
    ๒. ศีลบารมี คือ การรักษาศีล คือการรักษาคุณงามความดีให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญไป
    ๓.เนกขัมบารมี คือ การอดทน
    ๔.ปัญญาบารมี คือ ใช้ปัญญาไปในทางที่ควร สิ่งใดควรทำก็ทำ สิ่งใดไม่ควรให้ละ
    ๕.วิริยะบารมี คือ การทำความเพียรให้ถึงที่สุด
    ๖.ขันติบารมี คือความอดกลั้น
    ๗.สัจจะบารมี คือ การพูดแต่ความจริง
    ๘. อธิษฐานบารมี คือ ตั้งใจไว้ที่ชอบ
    ๙.เมตตาบารมี คือ การเกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่น
    ๑๐.อุเบกขาบารมี คือ สิ่งควรปลงก็ปลง สิ่งควรวางก็วาง

    นั้นคือสิ่งที่พระสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์ได้สร้างไว้ พระองค์ได้ให้ทาน บำเพ็ญเพียร ภาวนารักษา ศีลมาในอดีต พระองค์หยดน้ำถวายทานลงในพื้นแผ่นปฐพี แม่นางธรณีได้รับรู้เอาไว้เป็นกุศลสัจกิริยา เมื่อมารผจญประทุษร้ายจะเอาชีวิตของพระองค์ แต่ด้วยอำนาจแห่งกุศลการหยดน้ำ ถวายทานลงใน พื้นแผ่นปฐพี แม่นางธรณีเพ่งอานุภาพมาปราบมารร้ายให้สิ้นซาก น้ำหลั่งไหลออกมาจากมวยผมเต็ม แผ่นพระสุธา มารตายกองเกลื่อนจนเกือบหมดสิ้น ยังแต่พระยามารผู้ใจโหดกราบทูลขอชีวิตต่อ พระโพธิญาณ พระยามารขอมอบกายถวายชีวิตตนแด่พระสัพพัญญูเจ้า พระพุทธเจ้าได้ชัยชนะมารแล้ว พระองค์เกิดปัญญาญาณ สิ้นภพสิ้นชาติจบพรหมจรรย์บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

     

    พระสิทธัตถะชนะมารภายใน แต่มารภายนอกได้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

    ประมาณ ๓ หรือ ๔ ชั่วโมงก่อนที่พระสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้แจ้งธรรมอยู่บนแท่นบัลลังก์แก้ว ที่เกิดขึ้นด้วยหญ้า ๘ กำนั้นได้เกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวบนท้องฟ้าอากาศ ทำให้ผีต่างๆนาๆที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของจอมเทพพระยามารออกมา เพื่อแย่งชิงบัลลังก์แก้วของพระสิท ธัตถะ และจะไม่ให้พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้แจ้งธรรมเป็นอันขาด พระยามารนี้ คือ จอมเทพพระยามารผู้ใจโหดร้าย จะมาเอาชีวิตของพระสิทธัตถะ พระสิทธัตถะกล่าวต่อพระยามารว่า บัลลังก์แก้วนี้ คือ บัลลังก์โพธิญาณที่เกิดจากบุญญาบารมีของพระองค์ ที่ได้บำเพ็ญมาตั้ง ๕๐๐ ชาติปางหลัง พระยามารสั่งให้ลูกน้องมารเข้าประจัญบาน แต่พระสิทธัตถะก็ยังคงนั่งสมาธิอยู่เหมือนเดิม พระยามารได้ท้าให้พระสิทธัตถะ หาพยานยืนยันว่า บัลลังก์นั้นเป็นของพระสิทธัตถะ พระสิทธัตถะจึงได้ระลึกถึงบุญบารมีแต่ชาติปางหลัง ที่ได้หยดน้ำถวายทานแก่พระแม่ธรณี แล้วพระแม่ธรณีจึงมีนิมิตตนเองเป็นสตรีขึ้นมา เป็นพยานให้แก่พระสิทธัตถะ แล้วม้วนมวยผมรีดเอาน้ำหลั่งไหลออกมาท่วมล้นแผ่นดิน ทำให้พวกมารตายเกลื่อนเต็มปฐพี ส่วนพระยามารพยายามเหาะขึ้นไปให้ถึงฟ้า แต่น้ำก็ไหลตามสูงขึ้นไป ทำให้พระยามารยอมแพ้ ขอชีวิตไว้ หลังจากนั้นพระสิทธัตถะก็ได้ตรัสรู้แจ้งธรรม

     

     

    จิตมั่นคงคือรากฐานของสมาธิ

    ในท่ามกลางการมีสมาธิอันแน่วแน่สงบนั้น พระสิทธัตถะได้น้อมพระทัยระลึกถึงความเป็นไปในชีวิต โดยสืบสาวไปหาต้นกำเนิดแห่งชีวิตของพระองค์ย้อนหลังเรื่อยไป จนสามารถระลึกชาติได้ด้วยญาณ ( ปัญญารู้แจ้ง ) เรียกว่า “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” และเมื่อพิจารณาด้วยญาณอันแรงกล้าต่อไปอีก ก็ได้รู้ถึงข้อที่สัตว์โลกทั้งหลายได้เกิดมาแล้วตายไป และกำเนิดในที่อื่นอีก ตามแต่กรรมที่ตนได้กระทำ ไว้ในลักษณะอย่างใด พระองค์เห็นแจ้งด้วย”ทิพยจักขุญาณ”( ตาทิพย์ ) ว่าคนบางพวกได้เกิดเป็นคนดี มีความสุข เพราะกรรมที่ตนได้ทำไว้นั้นเป็นกรรมดี และบางคน ก็เกิดมาเป็นคนที่มีทุกข์เพราะกรรมที่ ตน ได้สร้างไว้นั้นเป็นกรรมชั่ว พระองค์รู้ได้ในปัญญาญาณที่เกิดขึ้นก็เพราะจิตเป็นสมาธิ

     

    ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม

    พระสิทธัตถะทรงออกผนวชมาได้ ๖ ปีพอดี ซึ่งตกเป็นตอนเช้าของวันเพ็ญ เดือนหก ปีจอ เวลาใกล้ จะแจ้ง พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม ด้วยพระบารมีความดีประเสริฐสมบูรณ์ที่พระองค์ได้สร้างสม อบรมมาหลายชาติหลายภพนั้นจึงได้เป็นปัจจัยช่วยให้พระองค์เกิดมีปัญญาญาณวิเศษขึ้นมา
    ๑. พระองค์บรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลัง
    ๒.พระองค์บรรลุ จุตูปปาตญาณ (ทิพยจักขุญาณ) คือมีดวงตาทิพย์ ทำลายตัวอวิชชา คือโมหะ พระองค์ รู้ได้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก
    ๓.พระองค์บรรลุ อาสวักขยญาณ คือตรัสรู้สัจธรรมทั้ง ๔ ทำลายตัวกิเลสตัณหาให้หมดสิ้น ไปอย่างไม่ เหลือหรอ สิ้นชาติ สิ้นภพ จบพรหมจรรย์ บรรลุถึงพระอรหันต์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย การตรัสรู้ธรรมทั้งสี่ คือ

    - ทุกขสัจจะ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ
    - สมุทัย ต้นเหตุที่พาให้เกิดทุกข์
    - นิโรธ ความดับทุกข์
    - มรรคสัจจะ (มรรค ๘) แนวทางปฏิบัติให้บรรลุธรรม ทำให้พ้นทุกข์
    ธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้เรียกว่า อริยสัจธรรม (อริยสัจ ๔ ) ด้วยการตรัสรู้ธรรมทั้ง ๔ นี้จึงได้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ผู้ตรัสรู้แจ้งธรรมเอง โดยไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น
    ( พระสิทธัตถะทรงเจริญสมาธิภาวนาจิตเป็นสมาธิได้ญาณที่ ๔ แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ญาณ๓ คือในญาณที่นิ่งของตนนั้นทรงได้ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือระลึกชาติปางก่อนของพระองค์ได้เอง และในญาณที่ ๒ ทรงได้จุตูปปาตญาณ คือมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย และในญาณสุดท้าย ทรงได้อาสวักขยญาณ ตือตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าอะไรคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ความรู้นี้ทำให้กิเลสหมดสิ้นไปจากใจ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงสภาพจิตของพระองค์ขณะเข้าถึงความ หลุดพ้นไว้ว่า”เมื่อเรารู้เห็น (อริยสัจ๔) อย่างนี้จิตจึงหลุดพ้นจาก กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชาสวะ เมื่อมีจิตหลุดพ้นแล้วเราได้มีญาณหยั่งรู้ว่าตัวเองหลุดพ้นแล้ว เรารู้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนว่า ชาติสิ้นแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว ไม่มีสิ่งใดให้เป็นอย่างนี้อีกแล้ว” ที่แสงเงินแสงทอง เริ่มจับขอบฟ้า รวมระยะเวลาที่บำเพ็ญเพียรตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้ได้ ๖ ปี ขณะที่พระองค์มีพระชน มายุได้ ๓๕ พรรษา )


     

    พระองค์เสวยวิมุติสุข

    พระพุทธเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้เสวยวิมุติสุขอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และบริเวณ ข้างเคียง เป็นเวลา ๗ อาทิตย์
    1. อาทิตย์ที่ ๑ เสวยวิมุติสุขโดยประทับนั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ต่อไปอีก ๗ วัน ทรงใช้เวลาทบทวน ปฏิจจสมุปบาท ที่พระองค์ได้ตรัสรู้
    2. อาทิตย์ที่ ๒ เสด็จออกจาต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประทับยืนเพ่งต้นพระ ศรีมหาโพธิ์ โดยไม่ได้กระพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน สถานที่นั้นมีชื่อในสมัยต่อมาว่า”อนิมิสเจดีย์”
    3. อาทิตย์ที่ ๓ เสด็จกลับมาประทับอยู่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเดิน จงกรมอยู่ที่นั้นตลอด ๗ วัน ที่จงกรมนั้นมีชื่อเรียกต่อกันมาว่า”รัตนจงกรมเจดีย์”
    4. อาทิตย์ที่ ๔ เสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดสมาธิ พิจารณา พระธรรมปิฎกตลอด ๗ วัน สถานที่แห่งนั้นมีชื่อเรียกว่า”รัตนฆรเจดีย์”
    5. อาทิตย์ที่ ๕ เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไทร ซึ่งเป็นที่พักของ คนเลี้ยงแพะอันมีชื่อว่า อชปาลนิโครธ ทรงประทับอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ๗ วัน และในวันหนึ่งของอาทิตย์ นั้น ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งมาพบและได้เข้ามาถามพระองค์โดยที่ขาดมารยาท พราหมณ์คนนั้นควรที่จะ ถวายความเคารพต่อพระองค์ก่อนจึงถาม แต่พราหมณ์คนนั้นขาดหิริโอตัปปะ คือไม่ละอายต่อบาปและ รู้กาละเทศะ จึงได้ถามพระพุทธองค์ว่า คนที่ควรจะเป็นนักปราชญ์ได้นั้นควรที่จะเป็นคนแนวใด? ( ผู้ที่ จะเป็นพราหมณ์ได้ต้องเป็นคนอย่างไร) พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า”ผู้ที่เป็นนักปราชญ์ (พราหมณ์)ได้นั้น คือผู้ไม่เห็นแก่ตัวละอายต่อบาป รู้ในสิ่งที่ควรรู้ รู้ประโยชน์ของตนและคนคนนั้นละ คือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น นักปราชญ์” พราหมณ์ผู้นั้นก็เลยเดินหลีกหนีไปพร้อมทั้งพึมพำกับตัวเองว่า “ พระสมณโคดมคนนี้รู้เรื่อง ในใจ ของเรา”
    6. อาทิตย์ที่ ๖เสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์ประทับนั่งที่โพรงไม้จิก หรือมุจลินท์ ประทับอยู่ที่นั้น ๗ วัน มีฝนตกลงมาตลอดเวลา พญานาคชื่อมุจลินท์ได้มาขดวงล้อมพระองค์ ๗ รอบ และแผ่พังพานกันฝนให้พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระอุทานสรรเสริญความสงบและความไม่เบียดเบียน กันว่าเป็นสุขในโลก
    7. อาทิตย์ที่ ๗ เสด็จไปยังต้นเกด หรือราชายตนะ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับอยู่นั้น เป็นอาทิตย์สุดท้าย ในอาทิตย์นี้มีพ่อค้าพม่า ๒ พี่น้อง ชื่อ ตปุสสะ และภัลลิกะ เดินผ่านมาพบจึงนำ อาหารแห้งถวาย คือ ข้าวสัตตุก้อน และข้าวสัตตุผง แล้วประกาศตนเป็นอุบาสกคนแรกที่เข้าถึงพระ รัตนะ ๒ คือพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะ
    ครั้นเสวยวิมุติสุขและพักผ่อน ๗ อาทิตย์แล้ว พระองค์เสด็จกลับมาประทับที่ต้นไทร ชื่ออชปาลนิโครธ อีก ทรงพระดำริพิจารณาว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นของที่ลึกซึ้งมาก ยากที่มนุษย์จะรู้หรือเข้าใจได้ พระองค์จึงท้อพระทัยในอันที่จะประกาศสัจธรรม เหลือวิสัยที่จะอธิบายและเผยแผ่พระธรรมที่เรียกว่า อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ผู้อื่นรู้ด้วยได้ พระพุทธองค์ไม่แน่พระทัย ในการจะแสดงธรรมของพระองค์ พระองค์ก็คิดเวียนไปถึงเพื่อความมักน้อยสันโดษในการที่จะสอนผู้อื่น ในเมื่อพระพุทธองค์ดำริอย่างนั้น เทวบุตร เทวดา พระพรหมก็ร้อนรนกันไปหมด

     

    จึงร้อนไปถึงท้าวสหัมพรหมบดี จึงได้เสด็จลงมา

    ท้าวสหัมพรหมบดี จึงได้เสด็จลงมาจากพรหมโลก เพื่อจะเข้าเฝ้าและขอให้พระพุทธองค์ประกาศ สัจธรรมให้มวลมนุษย์โดยอ้างว่าพระองค์เป็นผู้รู้ เก่งกล้าสามารถในธรรม ถ้าจะอุปมาก็คือมหาบุรุษ ผู้ยืนอยู่ในที่สูงสามารถเห็นได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มแจ้ง สัตว์โลกดิ้นรนไปในทางเศร้าโศก ถ้าหากว่า พระองค์ไม่แสดงธรรมแล้ว สัตว์โลกเหล่านั้นก็จะขาดที่พึ่ง ฉะนั้นจึงขอนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรด สัตว์โลกให้ได้รู้สัจธรรมด้วยเถิด เราจึงได้ถือเอาเป็นประเพณีว่าก่อนที่จะแสดงธรรม เรากล่าวว่า พรหมมา จ โลกาธิปตี สหัมปติ ซึ่งเป็นคำของท้าวสหัมพรหมบดีกล่าวอาราธนาธรรม

    พระพุทธองค์จึงได้พิจารณาอินทรีย์ของสัตว์โลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าสัตว์โลกเปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า ที่เกิดอยู่ในหนองน้ำ มี ๔ ประเภทด้วยกัน

    1. ประเภทบัวพ้นจากน้ำ แล้วรอที่จะบาน พอได้รับแสงอาทิตย์แล้วก็บานทันที
    2. ประเภทบัวขึ้นมาใกล้จะพ้นน้ำ รอวันต่อไป พอได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานทันที
    3. ประเภทบัวพ้นจากพื้นตมขึ้นมา อีกนานวันกว่าจะพ้นจากน้ำ รอเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานในที่สุด
    4. ประเภทบัวที่ยังอยู่ลึกในตม ไม่มีโอกาสที่จะพ้นน้ำได้ จำต้องเป็นอาหารของเต่า กุ้ง ปลาต่อไป
    สัตว์โลกก็เหมือนกัน ถ้าจะจัดแบ่งออกเป็น ๔ จำพวกได้ เช่นเดียวกันคือ
    1. อุคฆติตัญญู คือพวกที่มีปัญญาดี และมีกิเลสน้อย สามารถเข้าใจธรรมได้ไว เพียงแต่ได้ยินหัวข้อ ธรรมมะที่ยกขึ้นก็เข้าใจได้ทันที
    2. วิปจิตัญญู คือพวกที่มีปัญญาปานกลางและมีกิเลสปานกลาง สามารถเข้าในธรรมมะได้ แต่ต้องการ คำอธิบาย คือต้องให้เวลาพอสมควร จึงเข้าใจได้
    3. เนยยะ คือพวกที่มีปัญญาน้อย มีกิเลสหนา สามารถเข้าใจธรรมมะได้ แต่ต้องใช้เวลาสอนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จึงสามารถเข้าใจได้
    4. ปทปรมะ คือ พวกที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถรู้ธรรมมะได้ ต้องปล่อยไปตามกรรม คือประเภทธรรมส่อง ไปไม่ถึง

    เมื่อแบ่งสัตว์โลกออกเป็น ๔ จำพวกดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็สามารถโปรดสัตว์ได้ถึง ๓ ส่วน อุปมาคน อยู่ในโลกมี ๑๐๐ ล้าน พวกที่จะศึกษาพระธรรมได้ ๗๕ ล้าน อีก ๒๕ ล้านถือว่าเป็น ประเภทปทปรมะ คือพวกนี้ไม่สามารถจะรู้พระธรรมของพระพุทธองค์ได้ จำต้องปล่อยไปตามกรรม พระพุทธองค์เห็นว่า น่าจะโปรดมวลมนุษย์ได้ ๓ ส่วน ๔ ดังนั้น พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยประกาศพระศาสนา จากนั้นพระ พุทธองค์ก็เริ่มนึกถึงบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมโปรดก่อน ซึ่งจะต้องเป็นประเภทดอกบัวพ้นน้ำ จึงนึก ถึงอาจารย์อาฬารดาบส และอุทกดาบส แต่ทรงทราบว่าอาจารย์ทั้งสองสิ้นชีพเสียแล้ว จึงตัดสินพระทัย ไปโปรดปัญจวัคคีย์ แล้วเสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ถึงที่นั่นในเวลาค่ำ ของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘

     

    โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

    เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงแถบป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ( ปัจจุบันคือ สารนาถ ) ปัญจวัคคีย์ได้เหลียว เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงบอกกล่าวแก่กันว่า “ ดูโน่นสิ พระสมณโคดมกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พระสมณโคดมผู้มักมาก ผู้ซึ่งลดละความเพียร กลับไปสู่ความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย พวกเราอย่าพา กันไปต้อนรับและเคารพท่านเลย อย่าออกไปรับบาตร รับจีวร แต่พวกเราควรเตรียมที่นั่งไว้ที่หนึ่ง สำหรับท่าน ถ้าท่านจะนั่งก็นั่ง ถ้าท่านจะยืนก็ยืน อย่าเชิญท่านเลย ไม่มีใครอยากจะต้อนรับคนที่ไม่มี จิตใจแน่วแน่เหมือนกับพระสมณโคดมผู้นี้ "

     

    ปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

    ขั้นต้น ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แสดงอาการไม่เคารพเชื่อฟังพระศาสดา แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเตือน แล้วจึงตั้งใจฟัง ธรรมเทศนาที่พระศาสดาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ในปฐมเทศนานั้นมีชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นธรรมกัณฑ์แรก ซึ่งพระศาสดาแสดงในรุ่งเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ปีจอ พระศาสดาได้ตรัสเทศนาเป็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ที่พระศาสดาตรัสรู้นั้นให้แก่ปัญจวัคคีย์

    1. อัตตกิลมถานุโยค คือโทษของการทรมานร่างกายของตนเอง
    2. กามสุขัลลิกานุโยค คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสูตร การพัวพันหาความสุขอยู่ในกาม เสพกาม ถอนตัว ออกจากกามไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นความสุขและไม่รู้โทษ ผู้ที่มีความปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์จาก สังขาร หวังที่จะบรรลุถึงพระนิพพานนั้น ควรหลีกเว้นสองอย่างนี้ พระศาสดาเทศนากัณฑ์แรกสำเร็จ พระพุทธองค์ก็รู้ได้ทันทีว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์จึงเปล่งเสียงอุทานว่า “อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ ” ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้ว

    นับเป็นความปลื้มปิติยินดีของพระองค์ ที่มีคนสามารถรู้ในพระธรรมอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ดังนั้น โกณฑัญญะ จึงมีชื่อเพิ่มว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” และท่านได้ขอบรรพชาอุปสมบทในวันนั้นเอง และอีก ๔ วันต่อมา ปัญจวัคคีย์ที่เหลือก็ได้อุปสมบททั้งหมด ในแรม ๕ ค่ำเดือน ๘ พระพุทธองค์จึงแสดง อนันตลักขณสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นับว่ามีพระอรหันต์เกิดขึ้น ในโลก มี ๕ รูป ธรรมที่พระองค์ได้แสดงในครั้งปฐมเทศนา คืออริยสัจธรรมทั้ง ๔ นั้นคือ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ

    ความดับทุกข์ของธรรมทั้ง ๔ นี้เรียกว่า อริยสัจธรรม และด้วยการตรัสรู้ธรรมทั้ง ๔ นี้พระพุทธองค์จึงได้ ชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แปลว่าผู้ตรัสรู้รู้แจ้งธรรมได้เอง โดยที่ไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น พุทธ ปรัชญา อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบภายใน เป็นความสันติสุขค้นพบด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จิตที่สะอาด บริสุทธิ์และจิตผ่องใสรู้ได้ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะ สภาพธรรมชาติรู้ได้ด้วยความเป็นจริง สังขารและ รูป นาม เป็นอิสระ และเที่ยงตรงตามความเป็นจริง พุทธศาสน์ของสังขารและรูปนามที่พระองค์ ได้ค้นพบ ในอริยสัจ ๔ คือ

    ๑.ทุกขสัจจะ ได้แก่ ความทุกข์อันเกิดมาจากจิตใจ เพราะทนต่อการกระทบของเหตุภายนอก แสดงออก มาให้เห็นทุกอย่างไม่มีความจีรังยังยืนแล้วแต่เหตุของมันจะพาเป็น ไม่มีสิ่งใดจะมาบังคับหยุดยั้งมันได้ เพราะเกิดมาจากต้นเหตุที่ปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาผลของการปรุงแต่งก็จะตามมาเหมือนกัน คือ การยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นของเขา ความทุกข์ตามมา มี ๘ ประการดังต่อไปนี้

    ๑.๑ มีความเศร้าหมองใจ
    ๑.๒ มีความน้อยใจ
    ๑.๓ มีความทรมานใจ
    ๑.๔ มีความคับแค้นใจ
    ๑.๕ มีความกลุ้มใจ
    ๑.๖ มีความเบื่อหน่าย
    ๑.๗ มีความห่วงใย อาลัยอาวรณ์
    ๑.๘ มีความเสียใจผิดใจ

    อันนี้เรียกว่าทุกขะ ไม่มีความจีรังยั่งยืน ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ความผันแปรไป จึงทำให้เป็นทุกข์และก็ ทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด

    ๒.สมุทัยสัจจะ ทุกข์คือความทรมาน จิตใจคือไม่รู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่

    ๒.๑ โลภ คือความอยากได้
    ๒.๒ โทสะ ความโกรธเกิดขึ้นเพราะความไม่สมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา
    ๒.๓ โมหะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในสิ่งที่ตนอยากได้นั้น เพราะด้วยฤทธิ์อำนาจของกิเลสพาให้อยาก ได้แก่ ความอยากในตัณหาราคะ มีความกำหนัดในรูป รส กลิ่น เสียง และกามารมณ์ต่าง ๆ
    ๓.นิโรธสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ได้แก่ อริยสัจ อีกอย่างหนึ่งคือ กิเลสของจิตใจ ถ้าหากว่าเรากำจัด ความอยากลงได้ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ดับหมดสิ้น ไม่เหลือหรอ ก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน
    ๔.มรรคสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ตามหลักปฏิบัติธรรมของทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค ประกอบไปด้วยองค์ ๘ คือ
    ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นในทางที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
    ๑.๑ เห็นทุกข์ รู้ทุกข์ คือทุกขะ
    ๑.๒ เห็นความดับทุกข์ คือ สมุทะ
    ๑.๓ เห็นความดับทุกข์ คือ นิโรธะ
    ๑.๔ เห็นความดับทุกข์ คือ มรรคะ

    ๒.สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ
    ๒.๑ ดำริคิดออกจากการจองเวร
    ๒.๒ ดำริออกจากการผูกพยาบาทต่อกัน
    ๒.๓ ดำริออกจากการเบียดเบียน จองล้างจองผลาญกันโดยไม่มีวันจบสิ้นลงได้

    ๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบตามธรรมนองคลองธรรม มีประกอบไปด้วย ๔ องค์คือ
    ๓.๑ ไม่พูดโกหกหรือมุสาวาทา
    ๓.๒ ไม่พูดส่อเสียดนินทา
    ๓.๓ ไม่พูดหยาบช้ากล้าแข็ง เป็นเหตุให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนใจ
    ๓.๔ ไม่พูดความที่ไม่มีมูลความจริง คำพูดที่หาสาระประโยชน์ไม่ได้

    ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ประกอบได้ด้วยองค์ ๓ คือ
    ๔.๑ ไม่ฆ่าสัตว์และสิ่งที่มีชีวิต แม้นกระทั่งชีวิตของคน
    ๔.๒ ไม่ลักเอาสิ่งของที่มีเจ้าของหวงแหน
    ๔.๓ ไม่ประพฤติผิดในกาม ศีลห้าข้อที่สาม

    ๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพด้วยความชอบ มีประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ
    ๕.๑ ให้ละเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด อันเป็นอบายมุข ๔ ประการซึ่ง รวมถึง เหล้าและของมึนเมา ตลอดถึงการค้ามนุษย์ ขายให้เป็นข้าทาส และค้าโสเภณีอื่นๆ ต่อไป
    ๕.๒ ประกอบอาชีพที่ให้ประโยชน์แก่ตน และคนอื่นทั่วไป
    ๕.๓ ให้ประกอบอาชีพให้ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ดีแล้ว

    ๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามในทางที่ชอบ มีประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
    ๖.๑ พยายามไม่ให้บาปเกิดขึ้น
    ๖.๒ พยายามละบาปที่เกิดแล้วไม่ให้เกิดซ้ำ ทำซ้ำอีก
    ๖.๓ พยายามรักษาบุญที่มีแล้วไม่ให้เสื่อมสูญไป
    ๖.๔ พยายามทำบุญให้มีมากทวีขึ้นเรื่อยๆ

    ๗. สัมมาสติ การตั้งสติไว้ที่ชอบ ประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
    ๗.๑ การตั้งสติพิจารณากาย
    ๗.๒ การตั้งสติพิจารณาเวทนา
    ๗.๓ การตั้งสติพิจารณาจิต
    ๗.๔ การตั้งสติพิจารณาธรรมให้เข้าถึงความเป็นจริง

    ๘. สัมมาสมาธิ การตั้งจิตไว้ที่ชอบ ไม่หวั่นไหว ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
    ๘.๑ ให้เจริญปฐมฌาณ
    ๘.๒ ให้เจริญทุติยฌาณ
    ๘.๓ ให้เจริญตติยฌาณ
    ๘.๔ ให้เจริญจตุตถฌาณ

    มรรค ๘ ประการนี้ ท่านเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง คือไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนยานเกินไป ท่านได้จัดไว้ในศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้ คือ

    ๑. ศีล
    ๑.๑ ศีล ได้แก่ สัมมาวาจา
    ๑.๒ ศีล ได้แก่ สัมมากัมมันตะ
    ๑.๓ ศีล ได้แก่ สัมมาอาชีวะ
    ๒.สมาธิ
    ๒.๑ สมาธิ ได้แก่ สัมมาวายามะ
    ๒.๒ สมาธิ ได้แก่ สัมมาสติ
    ๒.๓ สมาธิ ได้แก่ สัมมาสมาธิ
    ๓. ปัญญา
    ๓.๑ ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ
    ๓.๒ ปัญญา ได้แก่ สัมมาสังกัปปะ

     

    พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาที่ ๑

    หลังจากได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ และพวกเขาก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทุกๆรูปนั้นนับว่าไว้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๕ รูป หลังจากนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จจำพรรษา พร้อมกับปัญจวัคคีย์ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นพรรษาแรกของพระองค์ ขณะที่พระองค์ประทับ อยู่ที่นั้น ได้มียสะกุลบุตรและสหาย ๔ คน ได้มาพบพระพุทธองค์และได้รับฟังพระธรรมเทศนาจาก พระพุทธองค์จนได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์ได้อุปสมบทด้วยพิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ ยสะ และ สหายทุกคนได้ฟังธรรมแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนบิดามารดา และอดีตภรรยาของ พระยสะ ได้ประกาศตน เป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้ถือรัตนตรัยเป็นสรณะ นับว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา คนแรกที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

    ในขณะนั้นมีพระอรหันต์ในโลก ๑๐ รูป มีพุทธบริษัท ๓ คือ ภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา และในพรรษา นั้นเอง สหายอื่นๆ ของพระยสะ ๕๐ คนเป็นชาวชนบทได้ทราบข่าวว่าพระยสะบวชจึงมาขออุปสมบท ได้ฟังพระธรรมแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์กันทุกรูป ทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในพรรษาที่ ๑ มีถึง ๖๐ รูป

     

    พระพุทธองค์ได้ส่งพระสงฆ์พระสาวกออกไปประกาศพรหมจรรย์ (ศาสนา)

    หลังจากพระศาสดาอยู่จำพรรษ ๓ เดือนแล้ว พระพุทธองค์มีพระสงฆ์พร้อมที่จะออกไปประกาศ พรหมจรรย์ (ศาสนา) พระพุทธองค์ได้เรียกพระอรหันต์ทั้งหมดเข้าประชุม แล้วพระศาสดาตรัสสั่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้พ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ ฉะนั้นท่านจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนทั้งหลาย เพื่อความสงสารต่อชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป ภิกษุทั้งหลาย! พวกท่านจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด จงประกาศ พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง สัตว์โลกที่มีธุลีในดวงตา (กิเลส)ก็มีอยู่ เขาจึงเสื่อมจากคุณประโยชน์อันใหญ่ที่ควรได้ ก็เพราะเขาไม่ได้ฟังธรรม ผู้รู้ทั่วถึง ธรรมะจักไม่มี เราพระองค์เองก็จะไปพระเมธีธรรมาพร (ประยูร ธมุมะ จิตโต) ยังตำบลอุรุเวลาเสนา นิคมเพื่อแสดงธรรม”

    พุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ครั้งแรก พวกเราก็เข้าใจว่าในจุดประสงค์ของพระพุทธองค์ อยากส่ง พระสงฆ์สาวกออกไปประกาศพระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่ ๓ อย่างดังนี้คือ

    บาลี ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก ตรัสไว้ว่า จรถ ภิกขะ เวจาริกัง พหุชนะ สุขะยโล กานุกัมปายะ มีใจความ ว่า พหุทิตะยะ จงยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่คนส่วนใหญ่ ในหน้าที่ ท่านคือผู้เป็นพระสงฆ์ ท่านมีภารกิจจะต้องทำให้สำเร็จ นำเอาพระธรรมไปเผยแผ่ เรียกว่า เผยแผ่ธรรมะและการพัฒนาสังคม ฉะนั้น ก่อนที่ท่านจะศึกษาถึงวิธีการที่ท่านจะแสดงธรรม หรือท่านจะฝึกฝนตัวของท่านเองให้เป็น พระภิกษุที่สามารถเป็นนักเทศน์ได้ก็ตาม ธรรมสะกะสาก็ตาม อุปเภทกัสสินะกถา.ก็ตาม ท่านต้องรู้ถึง จุดประสงค์ความมุ่งหมายของการแผยแผ่พระธรรมของท่านว่าอยู่ที่ใด ท่านนึกถึงหลักธรรมที่ พระพุทธ เจ้า ได้ตรัสรู้ใหม่ๆ คิดในพระทัยว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นั้นลึกซึ้งมาก สัตว์โลกทั้งหลายหนาไปด้วย กิเลสยากที่จะรู้ธรรมะได้ ดังนั้น พระพุทธองค์เห็นว่าการเผยแผ่และการแสดงธรรมของท่านต้องมุ่งถึง ประโยชน์ ให้เกิดขึ้นแก่คนส่วนใหญ่ ท่านจะไปเทศน์หรือไปอธิบายธรรมะ หรือไปปาฐกถาธรรมอยู่ที่ใด ก็ตาม ท่านต้องมุ่งเอาประโยชน์ต่อสังคมส่วนใหญ่ ในภาวะคนยากจนอดอยาก จะช่วยให้คนเหล่านั้นไป พระนิพพานจะสำเร็จไหม ท่านควรพิจารณาดูด้วยพระปรมัตถะประโยชน์เป็นไปตามสภาวะธรรม ตาม ความเป็นจริง ความยอมรับของคนทั่วไปโดยที่จะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ อุปมาคือ วัวตัวหนึ่งมีเขา สองเขา ก็คือคนผู้ที่จะไปถึงพระนิพพานนั้นน้อยมีเท่ากับเขาวัว แต่คนผู้ไปไม่ถึงนิพพานมีจำนวน มากมายเท่ากับขนวัว วัวตัวหนึ่งมีขนมากเท่าใด ส่วนเขามีเพียงสองเขาเท่านั้น นิพพานอันเป็นพระ ปรมัตถ์มีจำนวนเท่ากับเขาวัว นั่นแสดงให้เห็นว่า คนจะเข้าถึงนิพพานมีน้อยที่สุด ท่านควรจะให้เขา เหล่านั้นได้รับประโยชน์หรือไม่ หรือท่านจะปล่อยละประโยชน์นี้ ท่านควรที่จะพิจารณาและสังวรณ์ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์แสดงธรรม พระองค์เริ่มแสดง ปุพพิกถา ก่อนแล้วจึงมา สัคคะกถา จึงมาถึง กามาทิวาท แล้วสรุปลงสู่อริยสัจธรรมทั้ง ๔

    อนุปุพพิกถา คือ เรื่อง ศีล ทาน ภาวนา คนธรรมดาแล้ว ถึงเรื่อง สัคคะกถา คือ สัมปารายิกถประโยชน์ จึงถึง กามาทิวาท ชี้ให้เห็นโทษของกาม แล้วเบื่อหน่ายในกาม รู้แล้วปฏิบัติให้เกิดมรรคผลนิพพาน สรุปลงในอริยสัจ ๔ อันสุดท้าย พระพุทธองค์แสดงธรรมอย่างมีความมุ่งหมาย ให้เกิดประโยชน์แก่คน ส่วนใหญ่ แต่เราไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ ฉะนั้นการแสดงธรรมของท่านจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร สังคมของ คนลาว มี ๓ ล้านกว่าๆ เป็นพุทธศาสนิกชนมี ๙๕ %(เก้าสิบห้าในร้อย) ปรากฏว่าประเทศลาวยัง ทุกข์ยาก ล้าหลังอนารยะอยู่เพราะอะไร คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแสนที่จะประเสริฐ แต่ทำไมคนใน ประเทศจึงล้าหลัง

    ยากจนเพราะอะไร? ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้น มักจะยากจนล้าหลัง พวกเราเห็น ได้ในลาว ไทย เขมร เมียนม่า (พม่า) และศรีลังกา พวกเราเห็นได้ชัดเจนว่าทำไมถึงยากจน? ก็เพราะผล ความผิดพลาดของการเผยแผ่พระธรรม เพราะในสมัยหลัง เมื่อพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นอยู่ใน แต่ละประเทศแล้ว หลักการที่เกิดกับพระสงฆ์ท่านอยู่อย่างสะดวกสบายกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนท่าน ต้องนอนในป่า อยู่ใต้ต้นไม้ เวลานี้ท่านมีเสนาสนะ สะดวกสบาย มีศาลา กุฏิอยู่ และประชาชนก็นับถือ มาก ผลสุดท้ายพระสงฆ์ก็ตกอยู่ในฐานะมหาเศรษฐี เพียงแต่เป็นผู้ปฏิบัติพิธีกรรมให้ชาวบ้าน พระสงฆ์ มีแต่สวดมนต์ ฉันจังหัน ฉันเพล มีแต่ประกอบพิธีทำบุญต่างๆ ให้บุญคนตาย ทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆ เรื่องที่พระสงฆ์ให้ความสะดวกแก่ประชาชนเป็นพิธีกรรมทั้งนั้น ดูไปในแง่ว่าพระสงฆ์ ประกอบพิธีต่างๆ มีหน้าที่ประกอบพิธีอย่างเดียว หลังจากประชาชนทำให้ทุกอย่าง พระสงฆ์ก็เลยไม่ ต้องทำอะไร ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อน วัดพระสงฆ์ก็ต้องสร้างเอง พุทธบริษัทบริจาคทรัพย์และวัสดุให้ พระสงฆ์ต้องสร้างเอง พระสงฆ์สมัยก่อนท่านเก่งทุกอย่างการงาน และท่านยังออกเผยแผ่พระธรรม และท่านสอนให้คนถึงพร้อม ไม่ใช่ท่านพูดหรืออธิบายเพียงอย่างเดียว บอกวิธีปลูกสร้างบ้านเรือนและ กิจการต่าง ๆ ให้ด้วย เป็นการพัฒนาสังคม ไม่ใช่ท่านเทศน์อย่างเดียว ในสมัยนี้ พระสงฆ์ไม่ต้องทำ อะไร ก็เลยทำอะไรไม่เป็น มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมอย่างเดียว จึงทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ไม่มาก ไม่กว้างขวางเหมือนกับสมัยก่อน มีบางแห่งพระสงฆ์ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฝ้าวัดไป วัน ๆ เท่านั้น

    เรียนธรรมะมาก็จริง แต่ท่านไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ เพราะเหตุนั้นธรรมจึงไม่เกิดประโยชน์ ธรรมดาเรา เรียนธรรมะมา ต้องเอามาปฏิบัติ แต่การที่จะเอาธรรมมาปฏิบัตินั้น เราจะใช้อย่างไร จึงจะได้รับผลให้ สังคม ถ้าเราทำเป็นตัวอย่าง ทำให้คนดู ทำให้คนศรัทธา ไม่ใช่สอนคนในทางที่ผิด คืออบายมุข เช่น การพนัน หรือเล่นไพ่ แทงเบี้ย ฉะนั้นการแผยแผ่ต้องดูที่ประโยชน์ท่ามกลาง ในฐานะระดับปัญญา และการเป็นอยู่ในปัจจุบันของสังคมแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ท่านต้องไปตามสภาวะ ปัจจุบันของสังคม ให้เขาได้ประโยชน์

    ปฏิบัติธรรมแล้ว เขาจะได้รับประโยชน์อย่างไร ?
    แล้วท่านก็เอาธรรมาธิษฐานมาเทศน์ ธิษฐธรรม ไม่ได้จำเพาะแต่ใน ทิฐธรรมมัถประโยชน์ ที่ท่านได้ ศึกษามาใน ๔ อย่าง ไม่ใช่มีแต่ อุปถานสัมปทา อารักขสัมปทา หรือ กัลยาณมิตา และ ทัสมาชีวิตตา เท่านั้น ธรรมะอื่น ๆ ธรรมที่เกื้อกูลต่อทิษฐธรรมก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ท่านจะเอาไปปฏิบัติให้เกิด ความสงบสุข ท่านควรรู้ต่อระดับความรู้ในฐานะปัจจุบันเอามาแสดงให้ตรงกับประโยชน์ในปัจจุบัน ผู้ประพฤติธรรมปฏิบัติจึงได้รับผลจากการปฏิบัติธรรม ประโยชน์ปัจจุบันจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ต้องชี้ให้ เห็นถึงความเสื่อม ที่เป็นต้นเหตุ ทำให้ยากจน คือ อบายมุข โทษของอบายมุข ถ้าไม่ละอบายมุขจะหา ความเจริญไม่ได้

     

    พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

    หลังจากพระสาวกแยกย้ายกันไปประกาศพรหมจรรย์(พระศาสนา)แล้ว พระศาสดาก็เสด็จไปตามลำพัง ไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางทรงแสดงพระธรรมโปรดชายหนุ่ม ๓๐ คน ชื่อว่ากลุ่ม ภัททวัคคีย์ จนชายหนุ่มทั้งหมดบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ประทานอุปสมบท แล้วส่งไป ประกาศพระศาสนา จากนั้นก็เสด็จต่อไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ใช้เวลา ๒ เดือนจึงปราบทิฏฐิของ หัวหน้าชฎิลชื่อ อุรุเวลกัสสปะ พร้อมทั้งบริวาร ๕๐๐ คน แล้วได้แสดงพระธรรมสั่งสอนชฎิลน้องชายอีก ๒ คน คือ นทีกัสสปะ ผู้มีบริวาร ๓๐๐ คน และ คยากัสสปะ ผู้มีบริวาร ๒๐๐ คน พระพุทธองค์จึง ประทานอุปสมบทแก่ชฎิลทั้งหมด ทรงพาภิกษุชฎิล ๑,๐๐๓ รูปไปที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แสดง อาทิตยปริยายสูตรโปรดจนทุกรูปสำเร็จเป็นพระอรหันต์

     

    พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระเจ้าพิมพิสาร

    จากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธองค์จึงพาพระอรหันต์ ๑๐๐๓ รูปไปกรุงราชคฤห์ นครหลวงแห่ง แคว้นมคธประทับอยู่ในดงตาล หรือลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวจึงเสด็จพร้อม ด้วยข้าราช บริพารจำนวนมากไปเฝ้าพระศาสดา เนื่องจากประชาชนที่ไปเฝ้าส่วนใหญ่ เดิมนับถือลัทธิชฎิลมาก่อน พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ แสดงความไม่เป็นแก่นสารของลัทธิชฎิล ให้ที่ประชุมทราบ แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพารส่วนใหญ่ได้ดวงตา เห็นธรรม ส่วนข้าราชบริพารที่ไม่บรรลุธรรมวิเศษปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ

     

    พระพุทธเจ้ารับวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

    ในรุ่งอรุณของวันใหม่ พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ได้ไปฉันอาหารในพระราชวังตามคำอารธนา นิมนต์ของพระเจ้าพิมพิสาร ในวันนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงถวาย พระราชอุทยานเวฬุวัน (สวนไผ่) ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ วัดเวฬุวันมหาวิหาร จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เหตุผลที่ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวัดเวฬุวัน เนื่องว่าในสมัยที่พระเจ้าพิมพิสาร ครั้งยังเป็นขัตติยะราชกุมาร นอกจากพระองค์ทรงตั้งพระทัยปรารถนาให้ได้ราชาภิเษกครองราชย์แล้ว ยังตั้งพระทัยปรารถนาให้ได้ พบเพื่อจะฟังพระธรรมจากพระอริยบุคคล ซึ่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนพระมหากษัตริย์ องค์อื่นๆ นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังเคยได้รับปากกับพระเจ้าพิมพิสารสมัยที่พระองค์ออกบรรพชา ใหม่ๆ ว่าหลังจากตรัสรูแล้วจะกลับมาเทศนาพระธรรมแก่พระเจ้าพิมพิสารก่อนพระมหากษัตริย์ผู้อื่นๆ แล้วพระพุทธเจ้าก็กลับมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ และได้โปรดพระเจ้าพิมพิสารก่อนพระมหากษัตริย์แห่งนครอื่นๆ ฉะนั้นพระเจ้าพิมพิสารจึงได้ถวายพระอุทยานเวฬุวัน ให้เป็นวัด แห่งแรก ในพระพุทธศาสนา พร้อมกันนั้นก็เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ชาวโลกได้รู้ว่า จุดเริ่มต้นของพระ พุทธศาสนานั้นเริ่มต้นที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธนั่นเอง ฉะนั้น ภาษามคธ จึงเป็นภาษา สำคัญที่ใช้กันในหมู่ชาวพุทธตลอดมาเท่าทุกวันนี้

     

    ลูกที่ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่คือลูกกตัญญู

    วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ยังประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน พระพุทธองค์ได้เสด็จออกจากพระวิหาร เพื่อไปบิณฑบาตในนครราชคฤห์ พระพุทธองค์ได้พบชายคนหนึ่งตามตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหมือน กับขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่กลางถนน ทำการไหว้ทิศทั้ง ๔ ไหว้ท้องฟ้าและไหว้พื้นดินแทบเท้าของตน ในที่สุดก็ได้โรยเม็ดข้าวไปในทาง ๔ ทิศที่ตนกำลังนบไหว้อยู่ ผู้เป็นลูกต้องเป็นลูกที่กตัญญูกตเวที ยอมฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และทำตาม เพื่อแสดงออกซึ่งกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนเอง

     

    พระพุทธเจ้าแสดงถึงเหตุและความจริง

    พระพุทธองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นชายคนนั้นกระทำพิธีแปลกประหลาดอยู่กลางทางสาธารณะจนเสร็จแล้ว พระองค์ได้ถามเขาว่า ทำไมจึงทำอย่างนั้น ชายหนุ่มคนนั้นทูลตอบว่า เขาทำตามคำสั่งของบิดา ซึ่งขอร้องเอาไว้ก่อนจะสิ้นชีพให้เขาทำเช่นนี้ ทุกๆเวลาเช้า เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายทุกประการไม่ ให้มาสู่ตัวเขา จากทิศทั้ง ๔ จากเทวดาเบื้องบน จากปิศาจเบื้องล่าง เมื่อได้ฟังคำตอบดังนั้น พระพุทธ องค์ได้ตรัสไว้ว่า เป็นการถูกต้องอย่างยิ่งที่ท่านรักษาคำมั่นสัญญาอันได้ให้ไว้กับบิดา ขณะที่จะสิ้นชีพ อย่างซื่อสัตย์ แต่ที่ท่านทำมานั้น ยังไม่ถึงตามที่บิดาของท่านมุ่งหมาย แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสอธิบายชาย คนนั้นต่อไป

     

    พระพุทธเจ้าทรงโปรดชายที่มีความกตัญญู ๑

    ข้อที่บิดาของท่านสั่งให้ท่านทำการนบไหว้และโรยอาหารไปทางทิศตะวันออกนั้น หมายความว่า ท่าน จะต้องแสดงความเคารพสักการะต่อบุคคล ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตแก่ท่าน โดยเฉพาะบิดามารดานั่นเอง การนบไหว้ไปทางทิศใต้นั้น บิดาของท่าน หมายถึง การเคารพสักการะครูบาอาจารย์ ซึ่งสั่งสอนวิชา ความรู้ให้แก่ท่าน การนบไหว้ไปทางทิศตะวันตกนั้น หมายถึง การเคารพทะนุถนอมเลี้ยงดู ภรรยาและ ลูกของตน การนบไหว้ไปทางทิศเหนือ หมายถึง ความเคารพนับถือและสงเคราะห์วงศา คณาญาติและ มิตรสหาย การนบไหว้ไปยังเบื้องบน(ท้องฟ้า) หมายถึง การสักการะบูชาบุคคล ผู้มีคุณงามความดีอัน ประเสริฐ เช่น สมณะ และนักปราชญ์(พราหมณ์) เป็นต้น คนเราควรไหว้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้อุปปัชฌา และผู้มีบุญคุณต่อเรา เราควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

     

    พระพุทธเจ้าทรงโปรดชายที่มีความกตัญญู ๒

    สำหรับการไหว้ลงไปเบื้องต่ำทางพื้นดินนั้น หมายความว่า การยอมรับนับถือสิทธิในการแสวงหา ความสุขและมีชีวิตของสัตว์โลกทุกประเภท แม้แต่สัตว์ที่ถือว่าเล็กและเลวที่สุดที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน บิดาของท่านมุ่งหมายอย่างนั้นจึงได้สั่งให้ท่านไหว้เช่นนี้ และเป็นการป้องกันอันตรายทุกอย่างอันจะมา ถึงตัวของท่านทุกทิศทาง นอกจากนั้น พระพุทธองค์ยังได้อธิบายให้ชายหนุ่มผู้มีชื่อว่า สิงคาล ผู้นั้น ให้เข้าใจโดยละเอียด ในสิ่งที่เขาจะต้องประพฤติต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น เพื่อให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญทั้งในปัจจุบันและอนาคต พระพุทธองค์ได้แนะนำให้สิงคาลเว้นจากการฆ่าสัตว์ ให้เว้นจาก การลักเล็กขโมยน้อย เว้นจากการล่วงเกินลูกเมียของคนอื่น ให้เว้นจากการโกหก และการดื่มสุรายาเมา ทุกชนิด อันจะนำมาแห่งความเสื่อม

     

    พระพุทธเจ้าทรงโปรดชายที่มีความกตัญญู ๓

    ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำให้เขาทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ในการแสวงหาทรัพย์ และให้รู้จักรักษาทรัพย์ซึ่งหามาได้แล้ว แต่ไม่ให้หวังกอบโกย หรือบริโภคใช้สอยทรัพย์นั้นในทางที่ผิด เพื่อประโยชน์แก่ตนและคนอื่นอีกด้วย ไม่ควรใช้ทรัพย์แบบสุรุ่ยสุร่ายไร้ประโยชน์ ทรงแนะนำให้ใช้ ทรัพย์จำนวนหนึ่งในสี่ เพื่อการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หนึ่งในสี่เพื่อการขยายการงานอาชีพของ ตนให้กว้างขวางออกไป หนึ่งในสี่ในการช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ หนึ่งในสี่เอาไปเผื่อ เป็นสำรองเมื่อคราวมีภัยพิบัติเกิดขึ้น จะได้ใช้สอยได้ทันกาล สิงคาลได้ตั้งใจฟังคำแนะนำของพระพุทธ องค์ด้วยความเคารพและได้กราบทูลขอเป็นสาวกของพระพุทธองค์ และยืนยันในการที่จะทำการใหว้ ทิศทั้งหมดตามแบบวิธีแนะนำของพระพุทธองค์ที่ได้โปรดให้ความกระจ่างแจ้ง แนวทางปฏิบัติดำเนิน ชีวิตให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อไปอย่างครบถ้วนจนตลอดชีวิต

     

    อมตะธรรมคือธรรมที่ไม่ตาย

    ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่พระวิหารเวฬุวันนั้น ในนครราชคฤห์ ยังมีกลุ่มลัทธิกลุ่มหนึ่งชื่อ ปริพาชก มีหัวหน้าชื่อ สญชัย ได้มีสาวกประมาณ ๒๐๐ คน ในบรรดาสาวกเหล่านั้นได้มีสาวกสองคนชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ ซึ่งเป็นสหายกัน ทั้งสองเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศในหมู่สาวกทั้งหลาย พวกเขามีความมานะ ต้องการอยากเรียนสิ่งที่ประเสริฐอันเรียกว่า อมตะธรรม แต่อาจารย์ของพวกเขาไม่สามารถถ่ายทอด สิ่งดังกล่าวให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะศึกษาค้นหาอมตะธรรม โดยตัวของพวกเขาเอง พวกเขาทั้งสองได้สัญญากันว่า ถ้าผู้ใดพบธรรมะอันประเสริฐก่อน จะบอกให้คนที่สองรู้ด้วย ธรรมอัน เป็นอมตะนั้นคือ หลักแห่งธรรมชาติ อยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

     

    อุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิ

    ในวันหนึ่งเป็นเวลาเช้า อุปติสสะออกไปเดินเล่นตามท้องถนนได้ไปเห็นพระอัสสชิกำลังบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะมีความสนใจต่อพระรูปนั้น เพราะมีลักษณะกิริยาสุภาพเรียบร้อย สงบเสงี่ยม งดงามทั้งการ เดิน และการยืน ตลอดถึงการบิณฑบาต มีความจับตาต้องใจของตนเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเดินเข้าไป ใกล้ยิ่งทำให้มีความเคารพและน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น เพราะใบหน้าของพระอัสสชิรูปนั้นบ่งบอกถึงความมี ความสุข พร้อมทั้งแสดงถึงการมีความสงบปราศจากการหวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น อุปติสสะคิดในใจว่า บรรพชิตรูปนี้ต้องเป็นบุคคลที่ได้บรรลุธรรมแล้ว จะต้องเป็นธรรมที่ตนเองกำลังออกแสวงหาอยู่เป็นแน่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นสาวกของผู้ที่ได้บรรลุธรรมแล้ว เราอยากรู้ว่า ท่านผู้นี้คือใคร หรือเป็น สาวกของใคร เราจะต้องติดตามหาความเป็นจริงให้ได้ นี่คือศรัทธาที่เกิดจากหลักแห่งความเป็นจริง

     

    อุปติสสะติดตามพระอัสสชิไป

    อย่างใดก็ตาม อุปติสสะยังไม่ได้เข้าไปสอบถามบรรพชิตรูปนั้น เพราะท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ รอท่า ให้ท่านบิณฑบาตเสร็จแล้ว จึงค่อยสอบถามนั้นคงเป็นการดี ดังนั้นจึงเดินติดตามไปอย่างห่างๆ เมื่อบรรพชิตรูปนั้นได้อาหารบิณฑบาตเพียงพอแล้ว และกำลังเดินหน้าออกไปสู่ประตูเมืองเพื่อกลับไป พระวิหารเวฬุวัน อุปติสสะได้เข้าไปทำความเคารพ ทักทายพร้อมทั้งถามว่า ท่านผู้เจริญ อาการกิริยา ของท่านสงบเสงี่ยมยิ่งนัก ใบหน้าของท่านเปล่งปลั่งสดใสดี ข้าพเจ้าต้องการรู้จักกับท่านว่า ท่านอยู่ที่ใด ใครเป็นครูอาจารย์ของท่าน เป็นคำสอนของพระอาจารย์องค์ใด จึงสามารถทำให้ท่านสละบ้านเรือน และญาติมิตรมาอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เช่นนี้ ท่านชื่ออะไรและอาจารย์ของท่านชื่ออะไร โปรดให้ความ กระจ่างแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     

    พระอัสสชิได้ให้ความกระจ่างแจ้งแก่อุปติสสะ

    บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านผู้เจริญ, เราคืออัสสชิ และอาจารย์ของเราคือ พระมหา สมณโคดมแห่งกษัตริย์ศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งได้สละเพศฆราวาสออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์จนสำเร็จได้ ตรัสรู้เห็นธรรมอันประเสริฐ และอาตมาก็ได้สละบ้านเรือน ออกบวชเพื่อประพฤติตามสมณะรูปนั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง และอาตมาได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงเท่านั้น อุปติสสะได้คิดอีกว่า บางทีเขาอาจได้รู้ถึงเรื่องอมตะธรรมจาก พระอัสสชิรูปนี้เป็นแน่ ซึ่งเขาและเพื่อนของเขา โกลิตะกำลังออกหาอยู่อย่างเป็นเวลานานแล้วจึงได้ถามขึ้นอย่างรีบร้อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำสั่งสอนที่ท่านกล่าวถึงนั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ของท่านได้สอนเรื่องใด กรุณาบอก ให้ข้ารู้ด้วย ข้าพเจ้าอยากรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ

     

    อุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ ๔ บท

    บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบไปตามความเป็นจริงอย่างสุภาพว่า อาตมาก็มาบวชใหม่ เพิ่งศึกษาเป็นเวลา ไม่นาน นับแต่อาตมาเริ่มศึกษากับพระผู้มีพระภาคเจ้าและประพฤติพรหมจรรย์ ในพระธรรม พระวินัย ของพระพุทธองค์ ดังนั้นอาตมาจึงไม่รู้ในคำสอนอย่างมากมาย อาตมาไม่สามารถอธิบายให้แก่ท่าน โดยละเอียด ถ้าท่านต้องการรู้แบบสั้น ๆ แล้ว อาตมาก็จะบอกให้รู้จักสักสองสามบท อุปติสสะได้กล่าว ขึ้นด้วยความดีใจโดยไวว่า นั่นละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากรู้ โปรดบอกแต่ใจความสำคัญ ให้ข้าพเจ้าฟังเถิด พระอัสสชินั้นได้กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี แล้วท่านจงฟังเถิด “ สิ่งใดมีเหตุเป็นเครื่องบันดาลให้เกิดขึ้น พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้ถึงเหตุแห่งความเป็นทุกข์ พร้อมทั้งการดับทุกข์ พระพุทธองค์ว่าปรกติกล่าว ไว้อย่างนี้เป็นหลัก "

     

    อุปติสสะได้ดวงตาเห็นธรรม

    ขณะที่อุปติสสะได้ยืนฟังข้อความดังกล่าวอยู่นั้น ความแจ่มแจ้งในพระธรรมก็ได้ปรากฎขึ้นแล้วในใจ ของเขาอย่างผ่องใสว่า ทุกสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นก็ตามจะต้องดับลงไป อย่างไม่มีทาง หลีกเลี่ยง สิ่งที่ไม่มีการเกิดขึ้นเท่านั้นที่จะต้องเป็นอิสระเหนือกฎที่ว่า จะต้องดับหรือต้องตาย อุปติสสะ ได้กล่าวกับพระอัสสชิว่า ถ้าข้อความเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนมาจากอาจารย์ของท่านมาแล้ว ก็เป็นที่ แน่นอนว่าท่านได้บรรลุถึงสิ่งที่ไม่มีทุกข์ อยู่เหนือความตาย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแก่มนุษย์เรามาหลายยุค หลายสมัย เมื่อได้กล่าวดังนั้นแล้ว เขาก็ได้กล่าวความขอบใจแก่พระอัสสชิและได้ไต่ถามถึงที่พักของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าประทับอยู่ที่เวฬุวันวิหาร แล้วลาจากไปเพื่อบอกข่าวดีกับเพื่อนของเขา คือ โกลิตะ ว่าตนเองได้พบอมตะธรรมนั้นแล้วโดยไม่มีความกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น

     

    ความรู้ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้แสวงหาสัจธรรม

    บัดนี้ อุปติสสะมีใบหน้าอิ่มเอิบแจ่มใสเช่นเเดียวกับใบหน้าของพระอัสสชิบรรพชิต ผู้ที่เขาได้พบและ บอกอมตะธรรมแก่เขา เมื่อโกลิตะได้เห็นใบหน้าของอุปติสสะมีลักษณะเช่นนั้นและกำลังเดินใกล้เข้ามา ก็รู้ได้ทันทีว่ามีความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาเป็นแน่ จึงได้ถามอุปติสสะว่า อุปติสสะเป็นอะไรหน้าตาของเจ้าจึงแจ่มใสยิ่งนัก ท่านได้พบกับอมตะธรรมที่เราทั้งสองได้แสวงหา กันเป็นเวลานานนั้นแล้วหรือ อุปติสสะตอบโกลิตะด้วยความเบิกบานว่า ใช่แล้ว เราได้พบอมตะธรรม แล้ว โกลิตะถามอย่างรีบร้อนว่า เป็นอย่างไร อุปติสสะได้บอกกล่าาวเกี่ยวกับเขาได้พบกับบรรพชิต แปลกหน้าที่เขาได้พบ และได้กล่าวพระคาถาที่บรรพชิตรูปนั้นให้โกลิตะฟัง ธรรมย่อมเกิดขึ้นกับผู้มี ศรัทธา ความทุกข์จะหลุดพ้นก็ด้วยปัญญา

     

    ธรรมอนันตา ธรรมไม่มีตัวตน ธรรมคือสิ่งที่ไม่ตาย

    ในขณะนั้นเอง โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและรู้ว่าอมตะธรรมได้เกิดอยู่ในโลกนี้ และมีมาก่อนพระ พุทธเจ้า แต่ไม่มีผู้รู้มาก่อน มีแต่พระพุทธเจ้าค้นหาพบและไม่ใช่ลักษณะที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและความนึกคิดต่าง ๆ เพราะเหตุอันนั้น อมตะธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสัมผัสด้วยรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส และมโนภาพได้เช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดับไม่ตาย ในที่สุดอุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยหมู่กลุ่ม ปริพาชก ก็ได้มุ่งหน้าไปสู่เวฬุวันวิหาร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อุปติสสะและโกลิตะเคยได้ฟังธรรมจาก พระอัสสชิมาก่อนจนได้สำเร็จโสดาบัน พระพุทธองค์ได้ประทานอุปสมบทแก่กลุ่มปริพาชกเหล่านั้นและ แสดงพระธรรม โปรดอุปสมบทให้ทั้งหมด ยกเว้นพระอุปติสสะกับพระโกลิตะ พระโกลิตะสำเร็จเป็น พระอรหันต์เมื่อบวชได้ ๗ วัน ส่วนพระอุปติสสะใช้เวลา ๑๕ วันจึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระ อุปติสสะได้ถูกยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาได้นามใหม่ว่า พระสารีบุตร ส่งนพระโกลิตะได้นาม ใหม่ว่า พระโมคคัลลานะ ได้รับยกย่องเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ส่วนพระคาถาที่พระอัสสชิบอกให้ชื่อว่า พระคาถาอัสสชิ จึงได้สืบต่อมาในทางพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้

     

    จาตุรงคสันนิบาต

    ในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวันนั้น ได้มีมหาสันนิบาตเกิดขึ้น คือ การประชุมสงฆ์ ใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ

    1. พระสาวก (พระสงฆ์) ได้มาประชุมกันในวันมาฆะปุณมี คือ วันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือ เดือนสาม
    2. พระสาวก (พระสงฆ์) ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
    3. พระสาวก (พระสงฆ์) เหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖
    4. พระสาวก (พระสงฆ์) เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือได้รับการอุปสมบทที่พระศาสดาประทานเอง

    พร้อมกันเป็นองค์ ๔ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่เหตุทั้ง ๔ นั้นมีบรรจบกันในวันนั้น ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนต่อมาภายหลังจึงได้ถือเอาวันเพ็ญเดือนสาม (มาฆะ) ของทุก ๆ ปีเป็นวันทำบุญ เพื่อระลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการประกอบพิธีสักการะบูชา พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์นั้นให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาในพระ พุทธศาสนา เรียกว่า บุญมาฆะบูชา

    ในโอกาสที่มีการประชุมใหญ่นี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งได้ประทานต่อที่ประชุม ซึ่งมีหัวข้อสำคัญและมีความหมายโดยย่อว่าดังนี้

    1. การไม่ทำบาปด้วยประการหนึ่ง
    2. การทำกุศลให้เกิดพร้อม และให้ถึงพร้อมประการหนึ่ง
    3. การทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์หนึ่ง

    ทั้งสามประการนี้เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นพุทธกิจสำคัญในพรรษาที่ ๑ ของพระพุทธเจ้า

     

    พระพุทธเจ้าประกาศโอวาทปาติโมกข์ ในวันมาฆบูชาแก่พระอรหันต์

    หลังจากที่พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร บวชได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าได้ทรงพบพระสงฆ์สาวก ในสมัยต่อมา บรรดาผู้นับถือศาสนาพุทธเห็นวันนี้เป็นวันสำคัญจึงได้กำหนดเอาวันนี้เป็นวันมาฆะบูชา ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปที่ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งแต่ละรูปนั้นพระพุทธเจ้า ได้บวชให้หมดทุกองค์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้เรียกต่อๆ กันมาว่า จาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์เหล่านี้ ได้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามหลักคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต่างก็กลับมาเฝ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันที่กรุงราชคฤห์ ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ หลักการสรุปของพระพุทธศาสนาว่ามีหลักคำสั่งสอนและหลักการปฏิบัติทั้งหมด ๓๒ ข้อ แปลว่า สอนให้รู้ละชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สอนให้รู้ทางไปนิพพาน สอนให้รู้จักออกจากทุกข์ อันเป็นยอดแห่ง คำสั่งสอนของหลักพุทธศาสนา และให้พระสงฆ์รู้จักสำรวม และอยู่อย่างปฏิปทาพอประมาณ ไม่อวด อุตริมนุสธรรรม ไม่นินทาพระสงฆ์หรือคนอื่น ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น การปกครองสงฆ์ในสมัย พุทธกาลนั้น คือ ด้วยโอวาทปาติโมกข์ และในระยะต่อมาจึงได้บัญญัติวินัยให้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึง ทุกวันนี้

     

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะส่งคนไปอาราธนาพระพุทธเจ้า

    เมื่อพระเจ้าศรีสุทโธทนะ ได้รู้ข่าวว่าพระราชโอรสของพระองค์ประทับอยู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ และยังได้ตรัสรู้สัจธรรมสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย พระองค์จึงสั่งให้คนไปอาราธนา พระพุทธเจ้ากลับมาเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ แต่ทุก ๆ คนที่พระองค์ส่งไปกลับกลายเป็นบุคคลที่ไปขอ อุปสมบทแทนที่จะไปอาราธนาพระพุทธองค์ เพราะทุกคนที่ไปเมื่อได้ฟังธรรมะเทศนาของพระพุทธ องค์แล้วเลยลืมคำสั่งของพระเจ้าศรีสุทโธทนะกันหมดสิ้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะจึงได้สั่งให้อำมาตย์ หนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า “กาฬุทายิ” ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นแต่วัยเยาว์ของพระพุทธเจ้าไปอาราธนาพระพุทธองค์ ตามเรื่องมีอยู่ว่ากาฬุทายิเป็นผู้ฉลาด เขาได้ใช้ฝ้ายมวนอัดหูของตนเอง ในเวลาที่พระพุทธองค์แสดง ธรรม เพราะกาฬุทายิรู้ว่าทุก ๆ คนที่ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ทุกคนจะลงเอยขออุปสมบท กันทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงอำมาตย์คนอื่น ๆ ที่ถูกส่งมาก่อน ดังนั้นเมื่อหลังจากที่พระพุทธองค์แสดงธรรมเสร็จแล้ว เขาจึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ให้เสด็จกลับเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรด พระบิดา มารดา มเหสี ราชโอรสและวงศาคณาญาติทั้งหลาย พระพุทธองค์ไม่ได้ปฏิเสธคำอาราธนา ของพุทธบิดาแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นในพรรษาที่ ๓-๔ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระมหาวิหารเวฬุวัน พุทธกิจระยะนี้ก็คือ การเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ในพรรษาที่ ๓

     

    เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระสาวก เสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลายามเย็นของวันหนึ่ง และได้ เสด็จประทับที่สวนนิโครธราม อันเป็นอุทยานนอกพระนคร ซึ่งพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้สั่งให้จัดเตรียม ให้เป็นพระอารามที่ประทับของพระพุทธองค์ และพระสาวกทั้งหลายที่ติดตามเสด็จสู่พระนครกบิลพัสดุ์ ในครั้งนั้น วันต่อมาตอนเช้า พระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาตกับพระสาวกซึ่งเป็นกิจการปรกติของ พระองค์และพระสาวกทุก ๆ ตอนเช้า และได้เข้าบิณฑบาตตามถนนหนทางต่าง ๆ ภายในตัวเมืองพระ นครกบิลพัสดุ์ เพี่อโปรดประชาราษฎรทุกทั่วหน้า เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ทหารรักษาพระนครจึงนำความ เข้ากราบทูล พระเจ้าศรีสุทโธทนะให้รู้ว่าพระองค์อุ้มบาตรเข้ามาภิกขาจารกับ ประชาราษฎร ภายใน ตัวเมือง จึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธ ในการที่พระโอรสได้ลดเกียรติของตน ลงมาภิกขา จารประชาราษฎรซึ่งเป็นเพียงราษฎรของพระองค์เอง

     

    พระราชบิดาทรงทอดพระเนตรด้วยความพิโรธ

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะรับสั่งให้รีบขับรถม้าไปยังถนน ซึ่งทหารแจ้งข่าวว่า พระพุทธองค์กำลังเที่ยวบิณฑ บาตอาหารจากประชาราษฎรอยู่ เมื่อไปถึงถนนสายนั้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะก็ทอดพระเนตรเห็น พระพุทธเจ้ากำลังดำเนินนำพระสาวกเที่ยวบิณฑบาตโปรดประชาราษฎรอยู่ และมีบาตรที่เต็มไปด้วย อาหารอยู่ในอ้อมพระหัตถ์กำลังมุ่งหน้ามาตามทางที่ตรงไปยังพระราชวัง มีประชาราษฎรห้อมล้อมถวาย ความเคารพอยู่โดยรอบ แต่ความพิโรธ น้อยพระทัย ในข้อที่พระโอรสของพระองค์เสด็จภิกขาจาร ใน ถิ่นแคว้นอันใดๆ ก็เป็นของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะเอาทุกสิ่งได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมีการขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธเป็นอย่างยิ่ง แต่พระพุทธองค์ถือว่านั้นเป็นแนว ทางที่ถูกต้องของผู้ที่ได้หลุดพ้นจากทุกข์ได้แล้ว

     

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะทรงพิโรธ

    พระองค์ได้เสด็จเข้าใกล้พระพุทธองค์แล้วกล่าวด้วยสำเนียงอันขุ่นเคืองด้วยความน้อยพระทัยว่า ลูกเอย ! นี่ไม่ใช่ข่าวดีที่พ่อได้รับ เพื่อต้องการทำอย่างนี้เท่านั้นหรือ ที่ลูกละทิ้งบ้านเมืองไป เจ้าเป็นพระโอรส ของพระราชาผู้ครองนคร พร้อมทั้งเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ใช่ไหม โอ ! ลูกเอย ในวันนี้ลูกได้ สร้างความเสื่อมเสียแก่พ่อ และราชวงศ์ของพวกเราหาอันใดเปรียบไม่ได้ และไม่เคยมีครั้งใดที่วงศ์ ตระกูลของเราเคยกระทำอย่างนี้มา เคยมีครั้งใดที่พวกเราเคยเที่ยวขออาหาร อย่างภิกขาจารเช่นนี้ แต่ในพระทัยของพระพุทธองค์เข้าใจดีว่า การกระทำของพระองค์นั้นเป็นการถูกต้อง และสมควร อย่างยิ่งแล้ว เพราะเหตุเป็นมาของพระโพธิสัตว์ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมมีแต่ความเมตตาและโปรดเวไนยสัตว์ ให้พ้นทุกข์เท่านั้น

     

    การเที่ยวบิณฑบาตไม่ใช่การภิกขาจาร แต่เป็นการโปรดมนุษย์

    พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระพุทธบิดาซึ่งกำลังพิโรธเพราะเข้าใจผิดว่า ดูก่อนมหาราช นี้เป็นการกระทำ ที่ถูกต้องของอาตมาที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแล้วอย่างแท้จริง พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้รับสั่งขึ้นว่า เท่าที่ ประชาราษฎรเขาจำได้นั้น วงศ์ตระกูลของพวกเราเป็นพระราชากันหมดทุกองค์ และไม่มีกษัตริย์องค์ใด ที่เคยทำสิ่งที่อัปยศเช่นนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงตอบว่า ดูก่อน ท่านมหาราช ข้อนั้นก็เป็นความจริง แต่ในที่นี้ อาตมาไม่ได้หมายถึง การสืบราชบัลลังก์อย่างชาวโลกกระทำกัน แต่อาตมาหมายถึง พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อื่น ๆ ในสมัยก่อน ๆ ได้กระทำกันมาแล้ว

     

    พระเจ้าศรีสุทโธทนะรับบาตรจากพระพุทธเจ้า

    บัดนี้ อาตมานับเป็นผู้หนึ่งที่ถูกจัดเข้าวงศ์ตระกูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ก้าวล่วงมาแล้ว อาตมาหมายถึงพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเอง ฉะนั้น อาตมาว่า อาตมาได้ทำถูกต้องตามวงศ์ตระกูล ของ อาตมาแล้ว ซึ่งได้เคยกระทำอย่างนี้มาทั้งนั้น และการบิณฑบาตเพื่อโปรดประชาชนนี้เท่านั้นที่ถูกต้อง และเหมาะสมแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อาตมาจึงได้กระทำอย่างเดียวกัน เมื่อได้ตรัสอย่างนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงถึงหลักธรรมบางประการ เพื่อให้พุทธบิดาได้เข้าใจถึงสัจธรรม จึงทำให้ พระเจ้าศรีสุทโธทนะเข้าใจและคลายความพิโรธหมดสิ้นไป และได้รับเอาบาตรจากพระหัตถ์ของพระ พุทธเจ้า แล้วกล่าวคำอาราธนานิมนต์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในพระราชวังหลวง พร้อมทั้งพระ สาวกด้วย และพระพุทธองค์ก็ได้รับคำอาราธนาของพระบิดาเข้าไปบิณฑบาตในวังหลวง

     

    พระพุทธองค์ เสด็จมาโปรดพุทธบิดา และพุทธมารดา

    เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงพระราชวังหลวงแล้วและได้เสวยภัตตาหาร (ฉันข้าวเช้า) ที่พุทธบิดาได้รับสั่งให้ จัดถวายใส่บาตรของพระพุทธองค์พร้อมทั้งสาวกที่ติดตามไปอย่างเรียบร้อยแล้ว จากนั้น พระพุทธองค์ ก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบิดา แสดงให้เห็นถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นพระธรรมที่ พระพุทธองค์ได้ใช้เวลาอันยาวนานจึงค้นพบมาได้นั้นแก่พุทธบิดา พุทธมารดาเลี้ยง และญาติวงศ์ทุก ๆ คนในที่นั้นให้ทั่วถึงกันอย่างละเอียดและแจ่มแจ้ง จนเป็นที่เข้าใจแก่คนทั้งหลายและพากันยอมรับใน พระธรรมแล้วนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ได้ประกาศตนเองเป็นอุบาสก อุบาสิกากันทั่วหน้า ส่วนพระเจ้า ศรีสุทโธทนะได้บรรลุถึงอนาคามีผลและพุทธมารดาได้บรรลุโสดาปัตติผลทั้งสองพระองค์

     

    เสด็จโปรดพระมเหสียโสธรา

    ในวันต่อมาพระพุทธองค์ได้เสด็จนำพระสาวกไปโปรดพระมเหสี พระนางยโสธรา ถึงที่ประทับตามคำ ขอร้องของพุทธบิดา เนื่องจากพระนางเศร้าโศกเสียพระทัยอย่างใหญ่หลวง จนไม่สามารถจะออกมา เฝ้าฟังพระธรรมเหมือนกับผู้อื่นๆได้ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่ง พระพุทธองค์จึงได้เสด็จเข้า ห้องบรรทมของพระมเหสี แล้วแสดงพระธรรมโปรดมเหสี ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าถึงคุณงามความดี ของพระมเหสีในอดีต แล้วจึงแสดงพระธรรมให้พระมเหสีเข้าใจจนบรรลุถึงโสดาปัตติผล ส่วนพระราช กุมารราหุลได้โปรดให้พระสารีบุตรบรรพชาให้เป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีพระชนม์ พรรษาเพียง ๗ พรรษาเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นหลักไว้ในทางพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงทุกวันนี้

     

    เจ้าชายนันทะรับบาตรและออกบวชในวันวิวาห์มงคลตนเอง

    พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ออกบวชและตรัสรู้แจ้งธรรม พระเจ้า ศรีสุทโธทนะเป็นพุทธบิดา ได้เสด็จออกไปรับบาตรและนิมนต์ให้เข้าพระราชวัง เพื่อโปรดญาติโยม ในครั้งนั้นได้มีงานวิวาห์มงคลของเจ้าชายนันทะ ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาของพระองค์ พระเจ้าศรี สุทโธทนะมั่นพระทัยว่าจะเอาเจ้าชายนันทะขึ้นครองราชย์หลังจากวันวิวาห์มงคลนั้น หลังจากที่พระ พุทธเจ้าทรงฉันอาหารและโปรดญาติโยมเป็นที่สมควรแล้ว จึงได้รับสั่งให้เจ้าชายนันทะรับบาตรตาม นำส่งเสด็จกลับไป ส่วนเจ้าชายนันทะนึกในพระทัยว่าเมื่อไปพ้นประตูพระราชวังแล้ว พระพุทธเจ้าจะ หันกลับมารับบาตร แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด จึงได้ตามไปถึงที่พักของพระพุทธเจ้า เมื่อถวายบาตรคืนแล้ว พระพุทธเจ้าได้ถามเจ้าชายนันทะว่า จะบวชหรือไม่ ส่วนเจ้าชายนันทะ ถ้าจะปฏิเสธก็เกรงใจพี่ แต่หาก คิดว่าบวช ๒ - ๓ ปีก็ไม่เป็นอะไร ดังนั้นก็เลยตอบตกลงบวช หลังจากบวชแล้ว ไม่เป็นดังที่เจ้าชายคิดไว้ ดังนั้นจึงเป็นทุกข์กระวนกระวาย อยู่ไม่ได้นอนไม่หลับเพราะคิดถึงเจ้าสาวของตน

     

    พระนันทะไปเที่ยวชมนางฟ้าที่สวรรค์

    ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์อื่นจึงได้นำเรื่องขึ้นทูลต่อพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าคิดจะพา พระนันทะไปเที่ยว ชมเมืองสวรรค์ เพื่อให้หายโศก พระนันทะไม่มีเวลาปฏิบัติกิจสงฆ์ มีแต่จะลาสิกขาเพียงอย่างเดียว เพราะคิดถึงเจ้าสาว พระพุทธเจ้าจึงได้พาพระนันทะไปเที่ยวสวรรค์ ในระหว่างทาง พระพุทธเจ้าชี้ให้ พระนันทะ ดูนางลิงตัวหนึ่ง หูขาดและตัวดำมิดหมี นั่งอยู่ที่ตอไม้ที่ไหม้ไฟป่า แล้วจึงไปถึงสวรรค์ พระพุทธเจ้าชี้ให้พระนันทะดูนางสวรรค์ที่มีแต่ผู้หญิงงามหาที่เปรียบในโลกมนุษย์ไม่ได้ พระพุทธเจ้า ได้ถามพระนันทะว่า นางฟ้าเหล่านี้กับเจ้าสาวผู้ที่จะแต่งงงานด้วยนั้น ใครงามกว่ากัน พระนันทะตอบว่า เวลานี้เจ้าสาวนั้นก็เปรียบเหมือนกับนางลิงตัวที่เห็นมาก่อนนั้น ตอนนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่พระนันทะได้เห็นแจ้งว่า ความรักความงามไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากว่าเรา ยึดมั่นในความรัก ความงามครั้งแรกไว้ในใจ เพราะเรายังไม่ทันเห็นความงามที่งามยิ่งกว่าครั้งแรก เมื่อเวลาใดหากเห็นความงามที่เลิศกว่าอันที่เคยเห็นมาก่อนแล้วนั้นก็นึกว่าอันทีหลังนั้นงามที่สุด อันนี้ ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ พระพุทธองค์ได้ถามพระนันทะว่า ชอบนางฟ้านางสวรรค์เหล่านี้หรือไม่ พระนันทะตอบว่า ชอบ และไม่มีใครเปรียบได้แล้ว ดังนั้น พระพุทธองค์ได้สั่งสอนให้พระนันทะให้พยายามปฏิบัติให้ได้มากและ เข้มกว่าเก่าแล้วจะสมหวังทุกประการ หลังจากเที่ยวชมสวรรค์แล้ว พระพุทธองค์ได้กลับมายังโลกมนุษย์ ตั้งแต่นั้นมาพระนันทะก็ได้ปฏิบัติธรรมอย่างตั้งอกตั้งใจ จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

     

    พระราหุลเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา

    นอกจากทรงโปรดให้พระโอรสราหุลได้บรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธ องค์โปรด ให้เจ้าชายนันทะ(พระอานนท์) ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดา ของพระพุทธองค์ได้รับการ อุปสมบทเป็นภิกษุด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่า เจ้าชายนันทะกำลังเข้าพิธีแต่งงานอยู่ พระพุทธองค์รู้ข่าว จึงเสด็จไปโปรดถึงพระราชวัง หลังจากบิณฑบาตเสร็จแล้วได้ตรัสสั่งให้พระนันทะ อุ้มบาตรไปส่งถึง พระวิหาร แต่เมื่อไปถึงพระวิหารแล้ว พระพุทธองค์เลยให้อุปสมบทเป็นภิกษุ แล้วเสด็จนำพระนันทะ พระอนุชาไปเที่ยวชมนางฟ้า เพื่อให้หายความโศกเศร้า พุทธบิดารู้ข่าวบรรพชาของสามเณรราหุลและ พระนันทะ จึงมีความพิโรธเพราะพุทธบิดาหวังจะให้เจ้าชายราหุลเสวยราชย์แทน จึงเสด็จเข้าเฝ้าที่ พระวิหาร แต่เมื่อไปถึงพระวิหาร เจ้าชายทั้งสองได้บรรพชาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พุทธบิดาจึงขอให้ พระพุทธองค์ออกพระวินัยกฎระเบียบว่า “ให้พ่อแม่อนุญาตก่อนจึงจะบวชให้” นับแต่นั้นมา การบวชใน ทาง พระพุทธศาสนาจึงมีการขออนุญาตก่อนให้ คือ ลูกจะบวชต้องขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อนจึงบวชได้ ผัวหรือเมียจะต้องขออนุญาตจากเมียหรือผัวก่อนจึงบวชได้ จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

    นอกจากเจ้าชายนันทะแล้ว ยังมีเจ้าชายศากยะผู้อื่นที่ติดตามพระพุทธองค์ไปบวช ที่ตำบลอนุปิย อัมพวัน เช่น เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต ในนั้นยังมี นายช่างกัลบก(ช่างตัดผม) ชื่ออุบาลี และชายหนุ่มเป็นจำนวนมากในนครกบิลพัสดุ์ได้ติด ตามพระพุทธองค์ออกบวชอีกด้วย

    หลังจากพระพุทธองค์กลับคืนกรุงราชคฤห์ และประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันอยู่นั้น ในระยะนั้นได้มีเศรษฐี ชาวกรุงราชคฤห์มีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ ได้เดินทางมาค้าขายที่กรุงราชคฤห์และได้รับฟังพระธรรมเทศ นาของพระศาสดาจนได้ดวงตาเห็นธรรม กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปประทับที่กรุงสาวัตถี ตนเองจะกลับไปก่อน เพื่อเตรียมสร้างวัดรอรับเสด็จ ได้บริจาคทรัพย์ ๕๔ โกฏิ ซื้อที่ดินของพระเจ้า เชตุกุมารสร้าง พระเชตวันมหาวิหารถวาย และเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และพระสาวก พระพุทธองค์มักประทับจำพรรษาอยู่พระเชตวันมหาวิหารนี้ที่สุด นานกว่าประทับอยู่วัดอื่นๆ ในสมัย พุทธกาลรวมเวลาได้ ๑๙ พรรษา

     

    เสด็จกลับพระราชวังโปรดพุทธบิดา

    หลังจากการเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ในครั้งนั้นแล้ว ต่อมาอีกหลายปี ในพรรษาที่ ๕ ของพระพุทธเจ้า ประทับจำพรรษาที่กุฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี ในขณะ ประทับอยู่ในที่นั้นทรงทราบข่าวการประชวรหนักของพระบิดา คือ พระเจ้าศรีสุทโธทนะ จึงได้รีบเสด็จ พร้อมพระสาวกไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันแรก พระบิดาได้เห็นพระพุทธองค์พระโอรสสุดที่รัก อาการ ประชวรก็ทุเลาลงและได้ทูลพระพุทธองค์ว่า พระพุทธองค์มาทันเวลาพอดีที่จะช่วยชีวิตของข้าพระบาท พระพุทธองค์ได้ยังชีวิตของพระพุทธบิดาไว้ ๗ วัน เพื่อจะได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบิดาอยู่ ๗ วัน ในวันสุดท้ายพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วพระพุทธบิดาก็ได้สวรรคต

     

    พระนางมหาปชาบดีโคตมีและบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

    เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์แล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้เป็นพระมารดาเลี้ยงของ พระพุทธองค์ เหมือนกับว่าเป็นพระโอรสของนางเองนั้น ไม่มีความประสงค์จะอยู่เป็นฆราวาสอีกต่อไป พระนางมี ความโทมนัสเศร้าโศกในการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ประกอบกับความพอพระทัยในการประพฤติ พรหมจรรย์ จึงมีพระประสงค์จะออกบวชเป็นบรรพชิตในพระวิหารของพระพุทธองค์ เพื่อรับคำแนะนำ สั่งสอนโดยใกล้ชิด พระนางได้พานางสนมจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความยินดีจะติดตามพระนางไปทุกแห่ง ด้วยกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขออุปสมบทเป็นภิกษุณี ครองพรหมจรรย์ต่อไป

     

    พระพุทธเจ้าปฏิเสธการขออุปสมบทของพระนางมหาปชาบดี

    พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทูลขอร้องให้ พระศาสดาทรงเมตตากรุณาโปรดให้ได้บวชเป็นบรรพชิตเข้า ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้การแนะนำสั่งสอน ของพระศาสดาอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลาย พระนางได้เข้าพบพระพุทธองค์ถึงสามครั้ง แต่กลับถูกพระพุทธองค์ ปฏิเสธทุกครั้ง ขอร้องอย่าให้นางทูลขออนุญาตกับพระองค์อีก พระนางจึงมีความโทมนัสเป็นอย่างยิ่งใน การที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระนางและสตรีเพศทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้พากันร้องไห้ เพราะเหตุ ดังกล่าวนี้เอง

     

    พระนางปชาบดีขออุปสมบท

    ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับกรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน พระมารดาเลี้ยงได้ตัดพระโมลีของนางออก ทรงครองผ้านักบวชแล้วพาเจ้าหญิงศากิยานีและสนมเป็น จำนวนมากตามเสด็จไปขออุปสมบท พระนางเสด็จไปตามเส้นทางที่ไปเมืองเวสาลีทรงดำเนินไปด้วย พระบาทเปล่าทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานจนไปถึงป่ามหาวัน อันเป็นที่ประทับของพระศาสดา พระนาง จะใช้ความพยายามเพื่อขออนุญาตเป็นภิกษุณีต่อไป

     

    พระอานนท์เห็นเหตุการณ์

    เมื่อพระนางมหาโคตมีและเจ้าหญิงศากิยานีไปถึงที่ประทับของพระศาสดาแล้ว พระนางมีพระละออง ธุลีพระบาทบวมพอง และการเสด็จทางไกลทั้งเดินด้วยพระบาทเองและพระนางไม่ได้เคยเสด็จแบบคน ธรรมดา จึงทำให้ธุลีจับตามพระวรกาย มีความหม่นหมองและอ่อนเพลีย พระนางได้ร้องไห้ ขอความ เป็นธรรมด้วย พระศาสดาอยู่ข้างนอกพระวิหาร พระอานนท์ได้มาพบเข้า ยืนอยู่ด้วยความเศร้าพระทัย เป็นอย่างยิ่ง จึงได้สอบถามว่า พวกนางร้องไห้ด้วยเหตุผลอันใด ทำไมต้องทรมานพระวรกาย พระนาง ปชาบดีโคตมีตอบว่า พวกเราร้องไห้เพราะทนความเจ็บปวดพระบาทไม่ได้ และพวกเราทรมานกายเพื่อ อยากให้เห็นใจสตรีเพศได้บวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา และพวกข้าพเจ้ามีจุดประสงค์อยาก ปฏิบัติพรหมจรรย์ เพราะพระศาสดาปฏิเสธในการอุปสมบทให้สตรีเพศทั้งหลาย

     

    พระศาสดาปฏิเสธพระอานนท์

    เมื่อพระอานนท์ได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับอาสาจะขอร้องต่อ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าและกล่าวว่า พระบุตรีแห่งวงศ์โคตมะจงรอก่อน ถ้าเรื่องเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว อาตมาจะขอ วิงวอนให้ต่อพระศาสดา ทรงโปรดประทานอนุญาตได้บวชประพฤติพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกันกับบุรุษทั้งหลาย เมื่อพระอานนท์ได้รับปากดังกล่าวแล้วจึงรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และเมื่อ ถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ก็ได้ทูลขอตามที่สัญญาไว้กับนางมหาปชาบดีโคตมี ได้กราบทูลพระพุทธ องค์ในเรื่องที่ได้กล่าวมา และขอร้องให้พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ได้บวชเป็นภิกษุณี ในพระพุทธ ศาสนา พระพุทธองค์ได้ตอบปฏิเสธพระอานนท์ว่า อย่าเลยอานนท์ อย่าเลย อย่าขอสิ่งนี้กับเราเลย แต่พระอานนท์ก็ไม่สิ้นความพยายามต่อไป

     

    พระอานนท์ยังไม่ลดละความพยายาม

    พระอานนท์ยังไม่หมดความพยายามและท้อถอย ได้วิงวอนอีกเป็น ครั้งที่สอง สาม ด้วยคำวิงวอน อย่างเดียวกัน และทุกครั้งก็ถูกปฏิเสธอย่างเดียวกัน พระอานนท์ได้ดำริว่าพระพุทธองค์ไม่ประทาน อนุญาต เมื่อถูกทูลโดยตรง แต่บางทีพระพุทธองค์อาจจะทรงอนุญาตถ้าเราใช้วิธีอย่างอื่น ดังนั้น พระอานนท์จึงได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าหากว่าสตรีเพศหากได้สละ บ้านเรือน แล้วออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระศาสดาอย่งเคร่งครัดแล้วจะ สามารถ บรรลุธรรมพิเศษ ทั้งตามลำดับแห่งอริยมรรค เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์และพระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์ว่า อานนท์ ถ้าสตรีเพศสละบ้านเรือนออกบวช ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้เหมือนกัน

     

    พระอานนท์ได้ใช้ความพยายามจนถึงที่สุด

    เมื่อพระพุทธองค์ตอบเช่นนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด พิจารณาเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมีแห่งราชวงศ์โคตมะได้เป็นผู้มีพระคุณต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างสูงสุดอันหาใดเปรียบไม่ได้ พระนางเป็นน้าสาวของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง และทรงเป็นมารดา เลี้ยงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ได้ฝักใฝ่ทะนุถนอม พร้อมทั้งถวายน้ำนมแทนพุทธมารดาแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้ามาตั้งแต่พุทธมารดาสิ้นพระชนม์ไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรด ประทานอนุญาตเพื่อเห็นแก่นาง ให้ได้เป็นบรรพชิตประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระผู้มี พระภาคเจ้าอย่างเดียวกับบุรุษ เพื่อบรรลุถึงพระธรรมอันพิเศษ ที่พระองค์ได้โปรดประทานแก่ชาวโลก ด้วยเถิด

     

    ความพยายามของพระอานนท์ก็สำเร็จ

    พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์อีกว่า สตรีเพศเป็นเพศที่อ่อนแอ สั่นคลอนได้ง่าย ถ้าจะบวชต้อง มีกฏระเบียบที่เคร่งครัดมาก เรียกว่า ครุธรรม ซึ่งมี ๘ ประการด้วยกัน และปฏิบัติเป็นกฏที่เข้มงวดมาก คือ

    1. ภิกษุณีที่บวชแล้ว จะนานเท่าใดก็ต้องให้ความเคารพแก่พระภิกษุผู้บวชแล้ว แม้เพียงวันเดียว
    2. ต้องไม่อยู่อาศัยเพียงลำพังในสถานที่ที่ไม่มีภิกษุอยู่
    3. ต้องรับฟังคำสั่งสอนของผู้ที่สงฆ์ได้มอบหมายหน้าที่ให้สั่งสอนทุกๆ ครึ่งเดือน
    4. ต้องปาวารณาเปิดโอกาสให้สงฆ์ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณีว่ากล่าวตักเตือนชี้โทษได้ในวันปาวารณาถ้ามี อาบัติโทษอันชั่ว จักต้องได้รับการพิจารณาโทษและออกจากอาบัติวินัยสงฆ์
    5. ถ้ามีอาบัติโทษอันชั่วหยาบ จักต้องได้รับการพิจารณาโทษ และออกจากอาบัติในสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือ พระภิกษุและพระภิกษุณี
    6. ก่อนจะบวชเป็นภิกษุณี ต้องอยู่ประพฤติปฏิบัติเป็นสิกขมานา เพื่อการทดลองเป็นเวลานานไม่น้อย กว่า 2 ปีแล้วจึงได้บวชในสำนักสงฆ์
    7. ต้องไม่พูดคำหยาบคายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ภิกษุสงฆ์
    8. ต้องไม่ทำตนเป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนภิกษุสงฆ์ แต่จะต้องเป็นผู้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจากภิกษุสงฆ์ และปฏิบัติศีลของภิกษุณี ตั้งแต่ศีลปาณาขึ้นไปจนถึงศีล ๘ และต่อไปจนถึงศีล ๓๑๑ ในสิกขาบทของศีล ภิกษุณี

    ศีล ๘ ประการ

    1. ปาณาติปาตา เวระมนีสิกขาปะทังสมาทิยามิ
    2. อทินนาทานา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
    3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
    4. มุสาวาทา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
    5. สุราเมระยะ มัชชะปมาทัตถานา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
    6. วิกาละโภชนา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
    7. นัจจะคีตวา ทิตวิสูกทสสน มาคาคนธวิเลป นธารณ มณฑวิภูสนฏฐานา เวระมนี สิกขาปะทัง สมาทิ ยามิ
    8. อุจจาสยนมหาสยนา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ

    ถ้านางมหาปชาบดีโคตมีหากมีความเต็มพระทัยจะถือกฏอันเข้มงวด ๘ และศีล ๓๑๑ ประการอย่าง เคร่งครัดตลอดชีวิตแล้ว ก็ให้ถือว่านั้นละเป็นการบรรพชาอุปสมบทของพระนาง และก็ถือว่าเป็น ภิกษุณีโดยสมบูรณ์ถูกต้อง จะต้องมีศีล ๓๑๑ นี้ดังในพุทธกาลที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันภิกษุณีไม่ได้ มีอีกแล้ว ยังเหลือแต่พระสงฆ์เท่านั้น

     

    พระอานนท์ได้นำข่าวดีมาบอกแก่พระนางปชาบดีโคตมี

    พระอานนท์ได้รับเอาพระพุทธานุญาตนั้น แล้วกลับออกมาแจ้งต่อพระนางปชาบดีโคตมี ตามที่พระ ศาสดาได้ตรัสทุกประการ พระนางปชาบดีโคตมีและเจ้าหญิงศากิยาต่างก็มีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวคำขอบใจพระอานนท์พร้อมทั้งกล่าวว่า พระอานนท์เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาว รักการ แต่งกาย อาบน้ำชำระสระผมให้สะอาด แล้วยกพวงมาลัยอันประกอบด้วยดอกไม้มีสีสวยสด มีกลิ่นหอม ขึ้นด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง แล้ววางลงบนหัวของตนด้วยความระมัดระวังฉันใด ก็เหมือนข้าน้อยเองก็จะ เทิดทูน กฎระเบียบ ๘ ประการนั้นไว้เหนือหัว ไม่ประพฤติล่วงละเมิดจนตลอดชีวิตของข้าน้อยด้วย ความระมัดระวังฉันนั้น ดังนั้น จึงเกิดมีภิกษุณีในครั้งพุทธกาลต่อมา ศีลของภิกษุณีมี ๓๒๐ ข้อ

     

    พระอานนท์เข้ากราบทูลเกี่ยวกับการอุปสมบทภิกษุณี

    หลังจากได้รับการรับปากอย่างมั่นเหมาะจากพระนางมหาปชาบดีโคตมี และเหล่าเจ้าหญิงศากิยานีแล้ว พระอานนท์ได้กลับเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายความเคารพแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีแห่งราชวงศ์โคตมะ และเหล่าเจ้าหญิงศากิยานีทรงยินดียอมรับเอา ครุธรรม ๘ ประการนั้น ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติให้แก่พระนางทั้งหลายอย่างเคร่งครัด พระมารดาเลี้ยงหรือน้าสาวของพระศาสดาได้เป็นภิกษุณีตามความประสงค์แล้ว พระผู้มีพระภาค เจ้าได้ตรัสว่า “ อานนท์! พระธรรมวินัยซึ่งสตรีเพศรับเอาไปประพฤติปฏิบัติร่วมอยู่ด้วย จักไม่ตั้งมั่น อยู่ยืนนาน เปรียบเหมือนตระกูลที่มีแต่ผู้หญิงเป็นจำนวนมาก มีผู้ชายน้อย จะไม่สามารถต้านทาน ผจญต่อโจรผู้ร้ายเบียดเบียนนี้ฉันใด พระธรรมวินัยที่สตรีรับเอาไปประพฤติปฏิบัติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ นานฉันนั้น ”

    พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้อุปสมบทด้วยการยอมรับครุธรรม นับว่าพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็น พระภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เมื่อพระนางมหาปชาบดี โคตมีผนวชแล้ว ประชาราษฎรและเสมาอำมาตย์ได้พร้อมใจกับไปอัญเชิญ พระเจ้ามหานามะ โอรสของพระเจ้าอมิโตทะนะ ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ สืบต่อมาจากพระเจ้าศรีสุทโทธนะ ส่วนพระนางยโสธรา(พิมพา) ได้เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุณีในระยะต่อมา ( ในพรรษาที่ ๕ หลังจาก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ )

     

    พุทธกิจในพรรษาที่ ๖–๓๔

    พรรษาที่ ๖
    พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาที่กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงทรมานหมู่อสูร เทพยดาและมนุษย์ให้หมดพยศอันร้าย แล้วให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

    พรรษาที่ ๗
    พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ที่กรุงสาวัตถีในวันเพ็ญเดือน ๘ จากนั้นเสด็จขึ้นไปประทับจำพรรษา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตรัสแสดงอภิธรรม ๗ คัมภีร์โปรดพระมารดา และพระเทพบุตร เทวดา พระพรหม พระอินทร์ทั้งหลายได้เสด็จมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อสดับฟังพระธรรม เมื่อออกพรรษา แล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสะ วันที่เสด็จลง มานั้น เรียกกันว่า “วันเทโวโรหนะ” พระพุทธองค์แสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกให้มนุษย์ได้เห็นพระพรหม พระอินทร์ เทพบุตร เทวดา สวรรค์ นรก และเมืองใต้บาดาล พญาครุฑ พญานาค รวมไปถึงยมบาล

    พรรษาที่ ๘
    พระพุทธเจ้าเสด็จประทับจำพรรษาที่ เภสะกลามิกทายวัน ป่าไม้สีเสียด เขตนครสุงสุมารคีรี ในแคว้น ภัคคะ ซึ่งสมัยนั้น พระเจ้าโพธิราชกุมาร ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอุเทนเป็นเจ้าครองนคร พระพุทธ เจ้าได้ตรัสประวัติของพระองค์ตั้งแต่ออกผนวชจนแสดงปฐมเทศนา

    พรรษาที่ ๙
    พระพุทธเจ้าทรงรับอาราธนาของโฆษิตเศรษฐี ไปประทับจำพรรษาที่วัดซึ่งเศรษฐีเป็นผู้สร้าง ชื่อว่า โฆษิตาราม ที่กรุงโกสัมพี นครหลวงของแคว้นวังสะ มีพระเจ้าอุเทนเป็นกษัตริย์ปกครอง ขณะ ประทับอยู่ที่นั่น พระพุทธเจ้าได้แสดงพระธรรมโปรดนางมาคันธิยา ผู้จ้างคนตามด่าพระพุทธองค์ นอกนั้น พระนางมาคันธิยายังจ้างคนจุดไฟเผาตำหนักของพระนางสามาวดี จนพระนางสามาวดี ถูกไฟเผาสิ้นพระชนม์ เพราะฉะนั้น นางมาคันธิยาถูกลงโทษประหารชีวิต

    พรรษาที่ ๑๐
    พระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ขัดแย้งกันจนแตกแยกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ ฝ่ายพระวินัยธร และพระ ธรรมธร พระพุทธเจ้าตรัสเตือนให้สามัคคีปรองดองกันก็ไม่เชื่อฟัง ทรงเบื่อหน่ายระอาพระทัยจึงเสด็จ ไปอาศัยบ้านปาริไลยะกะ เสด็จจำพรรษาที่ป่าในโคนไม้สาละ แถบป่ารักขิตวัน มีช้างปาริไลยะกะ ให้การอุปัฏฐาก

    พรรษาที่ ๑๑
    พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่หมู่บ้านของพรานที่ชื่อว่า เอกานาฬา ในทักขิณาคีรีชนบท ทรงแสดง กสิพาระทวะสะสูตร โปรดชาวนาที่ชื่อว่า กสิพาระทวาสะ

    พรรษาที่ ๑๒
    ทรงจำพรรษาที่ ปุจิมันทพฤกษ์ ที่ร่มไม้สะเดา ที่มี นะเลรุยักพระวินัย ตั้งสิกขาบทเป็นข้อปฏิบัติสำหรับ พระภิกษุเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ใกล้เมืองเวรัญชา ในพรรษานั้นทรงบัญญัติตั้งสิกขาบทขึ้นเป็นข้อปฏิบัติ สำหรับพระภิกษุเป็นครั้งแรก

    พรรษาที่ ๑๓
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ จาลิยะบรรพต พระเมขิยะเป็นผู้อุปัฏฐาก พระพุทธเจ้าทรงแสดงเมขิยะ สูตร โปรดพระเมขิยะจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

    พรรษาที่ ๑๔
    เสด็จจำพรรษาที่พระเชตวันมหาวิหาร สามเณรราหุลได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพรรษานั้น

    พรรษาที่ ๑๕
    เสด็จไปประทับจำพรรษาที่ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ในพรรษานั้น พระเจ้าสุปปพุทธะได้ปิดถนน ไม่ให้พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน

    พรรษาที่ ๑๖
    เสด็จไปประทับจำพรรษาที่ เมืองอาฬวี ที่อัคคารวะเจดีย์ เพื่อโปรดพวกอาฬวกยักษ์ ขณะประทับอยู่ ที่นั้นได้แสดงเทศนาหลายเรื่อง เช่น อาระวักสูตร นิกขันสูตร หัตถกะสูตร วังคสสูตร

    พรรษาที่ ๑๗
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์

    พรรษาที่ ๑๘
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่จาลิยบะรรพต พระองค์ทรงแสดงพระธรรมโปรดธิดาช่างหูก ของเมือง อาฬวีจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

    พรรษาที่ ๑๙
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่จาลิยะบรรพตเหมือนเดิม

    พรรษาที่ ๒๐
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงแต่งตั้งพระอานนท์เป็นพระอุปัฏฐาก ประจำพระองค์ และทรงโปรดโจรองคุลีมารให้รู้ถึงสิ่งที่ควรและสิ่งที่ไม่ควร จนได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วขออุปสมบท ในพระพุทธศาสนา

    พรรษาที่ ๒๑ - ๓๔
    พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่เชตวันมหาวิหาร และบุปผารามที่กรุงสาวัตถี

     

    พรรษาที่ ๓๕–๓๖ พระเทวทัต ผู้สร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์

    นอกจากพระอานนท์ซึ่งเป็นพระสาวก ที่มีความเคารพต่อพระพุทธองค์แล้ว และจนในที่สุดก็ถูก คัดเลือกให้เป็นผู้อุปัฏฐากประจำพระองค์ เมื่อพระองค์มีอายุ ๕๕ พรรษา ดังได้กล่าวมาแล้ว พระพุทธองค์ยังมีญาติลูกพี่ลูกน้องอีกผู้หนึ่ง ซึ่งได้ออกบวชไล่เลี่ยกับพระอานนท์ แต่กลับประพฤติ ปฏิบัติตรงกันข้ามกับพระอานนท์ แทนที่จะติดตามปฏิบัติและเชื่อฟัง แต่กลับเป็นผู้มีความคิดริษยาและ แข่งดีแข่งเด่นกับพระพุทธองค์ พยายามแบ่งแยกหมู่สงฆ์ให้เป็น ๒ ฝ่าย หวังให้ตนเองได้เป็นผู้นำใน หมู่สงฆ์ทั้งหลาย พระสงฆ์องค์นั้น มีชื่อว่า พระเทวทัต

     

    พระเทวทัตพยายามยุยงพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร

    พระเทวทัตเป็นผู้ยิ่งใหญ่และว่าตนมีเชื้อสายเป็นกษัตริย์ศากยวงศ์ในสายเลือด ฉะนั้น เมื่อพระสารีบุตร และพระโมคัลลานะได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นพระอัครสาวกที่พระพุทธองค์ทรงโปรดปรานโดยพระอัครสาวกทั้งสองนี้ ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์แต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้พระเทวทัตไม่พอใจ เกิดความอิจฉา ริษยาและได้หลบหนีไปจากหมู่สงฆ์พระสาวก แล้วไปนครราชคฤห์ เพื่อผูกมิตรกับเจ้าชายอชาตศัตรู ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อไปถึงพระนครราชคฤห์แล้วได้แสดงความรู้บางอย่างที่เป็น ที่สนใจของเจ้าชายอชาตศัตรูจนมีความรักใคร่นับถือ ถึงกับได้สร้างวัดอันงดงามขึ้นแห่งหนึ่งใกล้นคร ราชคฤห์ถวายให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระเทวทัตโดยเฉพาะและได้อุปถัมภ์มาตลอด สมดังพุทธภาษิตได้ กล่าวไว้ว่า มีความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด คนเราจงอย่าได้ประมาทว่าตนเป็นผู้มีความฉลาดเหนือ กว่าคนอื่น ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอ จึงเรียกว่าเป็นคนดี

     

    พระเทวทัตเข้าเฝ้าขอแยกพระสาวก

    เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จกลับคืนสู่กรุงราชคฤห์ ประทับจำพรรษาที่พระเวฬุวันมหาวิหาร พระเทวทัต ได้จัดตั้งคณะสงฆ์เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทูลขอพระอนุญาตที่จะตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ ซึ่งมีพระเทวทัตเป็น ประมุข พระพุทธองค์ได้ปฏิเสธคำขอของพระเทวทัตและได้ทรงอธิบายว่าการแบ่งสงฆ์เป็นฝักฝ่ายนั้น ไม่เป็นผลดี แต่พระเทวทัตเชื่อมั่นในความคิดของตนเองอย่างรุนแรงจึงปักใจที่จะตั้งคณะสงฆ์ ขึ้นใหม่ ให้จงได้ โดยที่พระพุทธเจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ความคิดข้อนี้ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชาย อชาตศัตรูอย่างเข้มแข็ง แต่พระเจ้าพิมพิสาร พระบิดาของเจ้าชายอชาตศัตรูนั้นกลับตอบปฏิเสธและ ไม่ให้การนับถือร่วมมือในการจัดตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่โดยเด็ดขาด และยังคงยืนกรานจะนับถือพระพุทธ องค์เป็นพระศาสดาอย่างเดิม ดังนั้น พระเทวทัตจึงหาวิธีกำจัดโดยใช้พระราชโอรสของพระองค์เองเป็น ผู้กำจัดแทน คุณความดีที่เราทำไว้แล้วจะให้ผลตามมา การทำความชั่วผลที่ได้รับก็ตามมาเช่นกันแต่จะ ช้าหรือเร็วเท่านั้น

     

    พระเทวทัตยุยงให้เจ้าชายอชาตศัตรูชิงบัลลังก์

    พระเทวทัตได้หาวิธีทำให้เจ้าชายอชาตศัตรูหลงเชื่อ และเลื่อมใสในตนเองในประการต่าง ๆ จนถึง กับยอมทำตามความประสงค์ของตนเองทุกอย่าง เมื่อเห็นว่าเจ้าชายหลงเชื่อตามคำหลอกลวงของ ตนแน่นอนแล้ว พระเทวทัตก็แนะนำให้เจ้าชายกำจัดพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระบิดาของตนเองเพื่อ ยกตนเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมคธ โดยอ้างเหตุผลว่า ถ้าไม่กำจัดจะไม่สามารถตั้งคณะสงฆ์ได้ ฉะนั้นเจ้าชายอชาตศัตรูจึงได้ชิงบัลลังก์ แล้วจับพระบิดาไปขังไว้ พร้อมทั้งทรมานไม่ให้เสวยอาหาร ตอกตะปูใส่หัวเข่า ทรมานจนพระบิดาสิ้นพระชนม์ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างพรรษาที่ ๓๗ นับแต่พระพุทธองค์ตรัสรู้มา สมดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า บูชาความดี เชื่อความดี ทำความดี จะมีแต่ ความสุข บูชาความชั่ว เชื่อความชั่ว ทำความชั่ว จะมีแต่ความทุกข์ถึงวันตาย

     

    พระเทวทัตและพระเจ้าอชาตศัตรูส่งคนไปลอบปลงพระชนม์

    บัดนี้ พระเทวทัตมีกำลังครบถ้วน มีคณะสงฆ์ขึ้นกับตนเองและมีกษัตริย์องค์ใหม่ให้การสนับสนุนอุ้มชู เมื่อพระเทวทัตเอ่ยจะทำสิ่งใด กษัตริย์องค์ใหม่ก็ทำตามทุกอย่าง จึงได้แนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรู จัดหาคนยิงธนูที่เก่งจำนวนหนึ่ง จ่ายรางวัลให้อย่างสูง เพื่อให้ลอบยิงปลงพระชนม์ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า แต่เมื่อมือสังหารทั้งหลายไปถึงสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ และได้เห็นพระ พุทธลักษณะอันสงบเสงี่ยมอ่อนโยน สง่าผ่าเผย น่านับถือและเกรงขาม ก็รู้สึกจับใจในพุทธลักษณะอัน สูงส่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งได้ยินเสียงพระพุทธองค์แสดงพระธรรมเลย เกิดความนับถือ เลื่อมใส กลับใจไม่คิดทำร้ายพระองค์ ได้พากันออกจากที่ซ่อนแล้วเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูล สารภาพผิด ในสิ่งที่ตนเองได้ถูกจ้างมาเพื่อประทุษร้ายพระพุทธองค์ พระพุทธองค์เห็นความหลงผิด แล้วกลับใจได้ของพวกเขา เลยมีพระมหากรุณาธิคุณยกโทษให้ ในการที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ มือสังหาร ทั้งหลายเลยปฏิญาณตนขอเป็นสาวกและปฏิญาณว่าจะเลิกการเป็นฆาตกรทั้งสิ้น พุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" ธรรมคือบ่อเกิดของความสงบสุขทั้งปวง

     

    พระเทวทัตลอบปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตนเอง

    เมื่อแผนการล้มเหลวที่อาศัยผู้อื่น โดยที่มือสังหารที่ส่งไปกลับใจเข้าสวามิภักดิ์ ต่อพระพุทธองค์ พระเทวทัตจึงคิดหาวิธีใหม่ คราวนี้พระเทวทัตจะไม่ใช้ใครอีก จะลงมือด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไปที่สถานที่ ที่พระพุทธองค์เสด็จพระดำเนินพักผ่อนในตอนเย็น ตามเส้นทางลัดเลาะตามเชิงเขาใกล้กับพระวิหาร ในวันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์กำลังดำเนินอยู่ตามเส้นทางดังกล่าว พระเทวทัตที่กำลังดักซุ่มอยู่ พระเทวทัตก็ผลักเอาก้อนหินใหญ่ เพื่อหวังจะให้ทับพระพุทธองค์ โดยที่พระพุทธองค์ไม่ทันได้ระวังตัว ก้อนหินใหญ่นั้น แทนที่จะกลิ้งลงมาเป็นก้อนใหญ่ กลับแตกกระจัดกระจาย เป็นก้อนเล็กก้อนน้อย แต่มีก้อนหินที่มีคมก้อนหนึ่ง ได้กระเด็นมาถูกพระละอองของพระพุทธองค์ ทำให้เป็นรอยช้ำเลือด ไม่ถึงกับเป็นอันตราย แต่มีความเจ็บปวดไม่น้อย และพุทธองค์สามารถเสด็จกลับวิหารโดย พระองค์เองได้ เมื่อกลับถึงพระวิหาร ก็ได้รับการรักษาบาดแผลจากหมอที่เชี่ยวชาญมีชื่อว่า ชีวกโกมารภัจจ์ ถ้าเราจะ คิดเอาชีวิตของคนอื่นรองรับ ทำให้ตนเองมีความสุข สิ่งนั้นไม่ควรทำ นั่นเป็นการทำอย่าง ที่ไม่มีสติ สัมปชัญญะ เพราะไม่ละอายต่อบาป สิ่งที่ทำไปนั้นก็ไม่แตกต่างกับสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่ง ดังนั้นมนุษย์ เราผู้ประเสริฐแล้วไม่ควรทำดีกว่า ท่านเอย

     

    ช้างนาฬาคีรียอมสยบให้แก่พระพุทธเจ้า

    หลังจากแผนการทั้งสองครั้งอันชั่วร้ายของพระเทวทัตล้มเหลวลง พระเทวทัตก็หาแแผนการใหม่อีก เพื่อจะปลงพระชนม์ของพระพุทธองค์อีกครั้งใหม่ ในครั้งนั้นได้มีแผนการเตรียมไว้อย่างดี ในเวลา พระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาตตอนเช้าในนครราชคฤห์ก็จะปล่อยช้างหลวงที่ชื่อ นาฬาคีรี ซึ่งเป็น ช้างที่ร้ายยิ่งนัก ออกไปตามถนนที่พระพุทธองค์กำลังบิณฑบาตอยู่ เพื่อให้ช้างตัวนั้นทำร้าย พระพุทธ เจ้าให้สิ้นพระชนม์ แต่พอมันเห็นพระพุทธเจ้า ช้างร้ายตัวนั้นก็ไม่ได้ทำร้ายพระพุทธองค์แต่อย่างใดเลย ตรงข้ามกับที่พระเทวทัตมุ่งหมายไว้ ช้างนาฬาคีรีกลับเป็นช้างที่หมดพยศไปในพริบตา แล้วกลายเป็น ช้างที่สงบเสงี่ยม มันได้หมอบลงคารวะพระพุทธองค์ เพราะด้วยอำนาจมหากรุณาธิคุณของ พระพุทธ องค์ พระเทวทัตหมดกำลังใจ และเลิกล้มแผนการที่จะปลงพระชนม์พระพุทธองค์ แต่ยังเหลือความคิด ที่จะแบ่งแยกสงฆ์ของพระพุทธองค์อยู่นั่นเอง แผนการใหม่คือ การยุยงให้สงฆ์แตกกัน

     

    พระเทวทัตเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลขอให้ตั้งกฎระเบียบ

    เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเห็นว่า ตนเป็นผู้ยินดีในการปฏิบัติเคร่งครัด ยิ่งกว่าพระพุทธองค์เสียอีก พระเทวทัตจึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่ง ทำเหมือนกับว่าไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นแต่ อย่างใด แล้วกราบทูลขอให้พระพุทธองค์ ทรงบัญญัติพระวินัยให้เคร่งครัดเหมือนกับนักบวชในลัทธิ อื่นๆบางลัทธิ เป็นต้นว่า ไม่ให้นักบวชทั้งหลายอาศัยอยู่ภายใต้หลังคาที่มีเครื่องมุง เครื่องบังใดๆเลย แต่ต้องอาศัยอยู่ตามเงาไม้ หรือตามป่า หรือกลางแจ้ง ซึ่งปราศจากเครื่องมุง หรือกำบังด้วยประการ ทั้งปวง และข้อสุดท้ายได้ทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติข้อห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ภิกษุสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ ไม่ว่าเนื้อสัตว์ชนิดใดๆ แต่ให้เป็นอยู่ด้วยอาหารที่เกิดจากพืชพันธุ์ต่างๆ หากใครไม่ปฏิบัติตามกฎ บัญญัติแล้วให้ออกไปจากหมู่คณะไปอยู่ที่อื่น แต่พระพุทธองค์ไม่ได้หลงกลของพระเทวทัต แต่อย่าง ใดเลย พระพุทธองค์ได้ปฏิเสธกับพระเทวทัต

     

    พระดำรัสของพระพุทธองค์ได้ตรัสต่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย

    เมื่อพระพุทธองค์ได้ปฏิเสธคำขอร้องของพระเทวทัตอย่างเปิดเผยแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “ ดูก่อน พระภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตนใดปรารถนาจะอยู่ที่รากไม้หรือที่แจ้งตลอด ก็ให้กระทำได้ แต่ถ้าพระภิกษุ ตนใดไม่ปรารถนาก็อาศัยอยู่ในที่อันสมควรที่มีผู้จัดถวายได้ ในเรื่องอื่นๆ พระพุทธองค์ได้ตรัสให้มี หลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือ ถ้าพระภิกษุสงฆ์ตนใดปรารถนาจะฉันแต่อาหาร ซึ่งได้มาจากการ บิณฑบาตอย่างเดียว หรือให้จีวรที่ทำมาจากเศษผ้าอันรวบรวมได้จากกองมูตร หรือได้จากป่าช้า อย่างเดียว หรือจักไม่ฉันอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่จะฉันอาหารที่เป็นพืชอย่างเดียวตามความประสงค์ ของตนก็ได้ แต่ถ้าผู้ใดไม่ปรารถนาจะปฏิบัติเช่นนั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติก็ได้ “ ในที่สุดก็ได้ตักเตือน พระเทวทัตว่า “ อย่าพยายามกระทำให้ผิดแบบแผน อันจะเป็นทางให้คณะสงฆ์แตกแยกกันต่อไปเลย ไม่เช่นนั้นผลร้ายจะเกิดขึ้นกับตัวพระเทวทัตเอง “ ดังได้มีบัญญัติในพระวินัยกล่าวไว้ในปาราชิก ๔

     

    พระเทวทัตได้นำเอาสงฆ์จำนวนหนึ่งไปตั้งคณะใหม่

    พระเทวทัตไม่สนใจคำตักเตือนของพระพุทธองค์ แต่ตรงกันข้าม พระเทวทัตได้ออกไปจากที่ประชุม อย่างขุ่นเคือง แล้วเดินทางไปยังชนบท ได้ไปหลอกพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งให้หลงกลของตนเองและ ก็ได้เป็น ผลสำเร็จในการชักชวนพระภิกษุจำนวนหนึ่งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้ติดตามตนเอง แล้วพากันไป ตั้งคณะสงฆ์ใหม่ขึ้น โดยมีพระเทวทัตเป็นผู้นำ พระพุทธองค์ทรงรู้เรื่อง จึงได้แต่งตั้งให้พระสารีบุตรไป สร้างความเข้าใจกับพระภิกษุเหล่านั้นใหม่อีก เพื่อความปลอดภัยของพระภิกษุเหล่านั้น พระสารีบุตรได้ ไปถึงสถานที่ในขณะที่พระเทวทัตกำลังพักผ่อนอยู่ จึงได้บอกกล่าวตักเตือนแก่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ตามความเป็นจริงว่า พระพุทธองค์ทรงมีความคิดเห็นประการใดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ชี้แจง ความเป็นจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพระเทวทัตแก่พระภิกษุเหล่านั้นให้รู้ และในที่สุดพระภิกษุเหล่านั้นก็ พากันเข้าใจ และได้กลับใจติดตามพระสารีบุตรไปเฝ้าพระพุทธองค์ด้วยกันทั้งหมด ผลสุดท้ายพระ เทวทัตก็ไม่สามารถตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมาได้ ตามความมุ่งหวังของตน

     

     

    พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ

    เมื่อพระเทวทัตตื่นขึ้นมาในตอนบ่าย ได้เห็นบริเวณวัดเงียบผิดปกติก็ออกมาดูเพื่อรู้ว่า เพราะเหตุใด จึงเป็นเช่นนั้น เมื่อสำรวจดูทั่วแล้ว พระเทวทัตก็รู้ว่าไม่มีภิกษุเหลืออยู่แม้แต่รูปเดียว ก็ได้เข้าใจจาก เหตุการณ์ว่า พระสารีบุตรได้มาพูดจากับภิกษุทั้งหลาย ทำให้ภิกษุเหล่านั้นพากันไปกับพระสารีบุตร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์กันทั้งหมด พระเทวทัตจึงมีความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากท่านมีความ อ่อนเพลีย จนไม่สามารถจะเดินทางไกลได้ จึงสั่งให้คนรับใช้จัดเสลี่ยงมาหามเอาพระเทวทัตไปยัง สำนักของพระพุทธองค์ โดยที่พระเทวทัตอยากจะรู้ว่าพระพุทธองค์ มีความมุ่งหมายแนวใดในการที่ นำเอาพระภิกษุส่วนมากของพระเทวทัตไปจนหมดสิ้นเช่นนั้น ผลกรรมที่พระเทวทัตได้สร้างไว้ในการ แบ่งแยกสงฆ์ ทำให้สงฆ์แตกแยก สุดท้ายแผ่นดินธรณีก็สูบเอา เพราะผลกรรมชั่ว

     

    พระภิกษุสงฆ์และพุทธมามกะทั้งหลายมีความหวั่นวิตก

    เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้รู้ว่า พระเทวทัตกำลังเดินทางมายังสำนักของพระพุทธองค์ด้วยความโกรธ แค้นเช่นนั้น ก็พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์และทูลขอให้พระองค์หลบหลีกไปเสียก่อน โดยถวายความคิด เห็นว่า พระเทวทัตมาด้วยความเคียดแค้นเช่นนั้น อาจลงมือทำร้ายพระพุทธองค์อย่างซึ่งหน้าก็ได้ แต่ พระพุทธองค์ก็ไม่ได้หวั่นวิตก พระพุทธองค์ได้ตรัสกับสารีบุตรว่า พระเทวทัตจะไม่สามารถกระทำ อันตรายแก่พระองค์ได้แม้แต่ประการใดเลย ปรากฏว่าคำตรัสของพระองค์เป็นความจริง เพราะข่าวที่ ภิกษุทั้งหลายได้พากันทราบภายหลังต่อมาว่า คนหามเสลี่ยงของพระเทวทัตได้หยุดพักระหว่างทางและ พระเทวทัตได้สิ้นพระชนม์ที่พักกลางทาง โดยอาการที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน เพราะพระเทวทัตตาย เพราะถูกธรณีสูบ ต่อจากนั้นก็ไม่มีการระส่ำระสายในหมู่คณะสงฆ์อีกเลย ตลอดพระชนมายุของ พระพุทธองค์ ด้วยอำนาจบุญบารมีที่พระพุทธองค์ได้สร้างไว้ในหลายชาติได้ชนะมารผู้ใจโหด

     

    พุทธกิจหลังจากพรรษาที่ ๓๗ ถึง ๔๕

    พระพุทธเจ้าได้เสด็จเทศนาสั่งสอนโปรดสัตว์โลกไปได้ถึง ๔๕ พรรษาโดยไม่ได้หยุดพัก จนถึงวินาที สุดท้ายเข้าสู่พระปรินิพพาน(ดับขันธ์) พระพุทธองค์ได้เสด็จจาริกไปด้วยพระบาทของพระพุทธองค์เอง ออกเที่ยวบิณฑบาตโปรดสัตว์โลกโดยไม่ได้หยุดพัก และไม่ได้อาศัยยานพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น แม้นว่าจะ ไกลแค่ไหนหรือจะใกล้ปานใด พระพุทธองค์ก็จาริกไปด้วยพระบาทของพระพุทธองค์เอง ตามแคว้น น้อยใหญ่ต่างๆ ทั่วในชมพูทวีป(อินเดีย)ในสมัยนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้านั้นมีภาระหน้าที่อัน หนักหน่วง เพื่อที่จะโปรดสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เป็นเงามืดติดตามสัตว์โลกไปทุก ๆ เวลา พระพุทธองค์มีความปลาบปลื้มพระทัยอันหาใดเปรียบไม่ได้ เมื่อพระองค์รู้ว่าจะสามารถช่วยมนุษย์ให้ หลุดพ้นจากเงามืดนั้นได้ถึง ๓ ส่วนในร้อย

    จากเรื่องราวที่เล่าและบรรยายมา พอจะเป็นประเด็นสำคัญว่า เนื่องด้วยวิธีประกาศพรหมจรรย์ (พระศาสนา)ของพระพุทธเจ้าในขั้นต้นนั้น พระพุทธองค์มุ่งเอาชนะลัทธิต่างๆ อย่างชฎิลสามพี่น้อง ให้ได้ก่อน ซึ่งพระพุทธองค์ใช้เวลาเพียรเพื่อเอาชนะทิฏฐิของกัสสปะสามพี่น้องถึง ๒ เดือน จากนั้น จึงแสดงพระธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นกษัตริย์ครองแคว้นมคธ ซึ่งมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ไม่น้อยไป กว่าแคว้นโกศล ศรัทธาที่พระพุทธองค์ได้รับจากประมุขของอาณาจักรต่างๆ เป็นหลักประกันว่า พระพุทธศาสนา จะแพร่หลายไปสู่ประชาชนชาวมคธได้โดยง่าย คือ อาศัยชฎิลสามพี่น้อง ซึ่งชาวมคธ ส่วนใหญ่นับถือลัทธิชฎิล นี่คือเหตุผลว่า เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว จนเอาชนะศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้นได้ เมื่อผู้นำยอมนับถือพระพุทธศาสนา ประชาชนย่อมเดินตาม รอยผู้นำของตนเอง

     

    พระพุทธเจ้าจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา

    พระพุทธเจ้าแสดงอภินิหาร โดยการไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพระนางสิริมหา มายาที่สิ้นพระชนม์หลังจากได้ให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ และได้ไปเกิดที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์และ พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ใต้ต้นไม้สวรรค์ เป็นแท่นหินปูด้วยพรมสีแดง เมื่อพระยาอินทร์จอมเทพ ได้รู้ข่าวที่พระพุทธองค์ได้มาจำพรรษาที่สวรรค์ ก็ได้ประกาศให้มวลหมู่เทพทั้งหลายได้มาสดับฟัง พระธรรมเทศนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระนางสิริมหามายา เมื่อได้สดับฟังแล้ว มวลหมู่เทพทั้งหลายก็เกิดความโสมนัสยิ่งนัก และก็ได้บรรลุมรรคผลตามสมควร ส่วนพุทธมารดาของ พระองค์ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล

     

    พระพุทธองค์เสด็จกลับโลกมนุษย์ หลังจากจำพรรษาที่สรวงสวรรค์

    วันที่พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับโลกมนุษย์นั้น และได้เหยียบแผ่นดินด้วยพระบาทครั้งแรก ตามตำนาน เล่าว่า รอยพระบาทหรือบางแห่งมีตำนาน เรียกว่า จอมเจดีย์ซึ่งกลายเป็นประวัติทางพุทธศาสนาสืบต่อ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ บันไดที่พระองค์เสด็จลงมานั้น มีสามชั้นด้วยกัน ชั้นหนึ่งทำด้วยทองคำ ชั้นที่สอง ทำด้วยเงิน ชั้นที่สามทำด้วยแก้ว บันไดทองคำเป็นของเทพชั้นสวรรค์ตามเสด็จ บันไดเงินเป็นของท้าว มหาพรหมตามเสด็จ และบันไดแก้วเป็นของพระพุทธองค์เสด็จ ดังนั้น วันที่พระพุทธองค์เสด็จกลับยัง โลกมนุษย์หลังจากออกพรรษา จึงถือเป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาตลอดมา

     

    พระพุทธเจ้าเปิดโลกทั้งสามให้เห็นสวรรค์ นรก และมนุษย์

    ในขณะที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากจำพรรษาที่สวรรค์ พระพุทธองค์ได้แสดงพระอภินิหารอีกครั้ง โดยการเปิดโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกนรก ให้เห็นด้วยกันหมดทั้งสาม เนื่องจากพระพุทธองค์ อยากให้มนุษย์รู้แน่ว่ามีสวรรค์ และนรกจริง จึงจะได้พากันละการทำชั่ว และสร้างบาปกัน และหันหน้า พากันตั้งจิตใจหมั่นทำความดี รักษาศีล สร้างบุญกุศล เพื่อจะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แต่ว่าการสร้าง บุญกุศล สร้างคุณงามความดีเป็นของยากลำบาก แต่ตรงกันข้ามกับการสร้างบาป สร้างความชั่วนั้น สร้างได้ง่าย ขอให้ท่านทั้งหลายได้พากันคิดเอาเถิด

     

    พระพุทธองค์จำพรรษาที่ป่าเลไลย์ มีช้างกับลิงเป็นผู้อุปถัมภ์

    ได้มีการแตกแยกโต้เถียงซึ่งกันและกันในคณะสงฆ์ ทำให้มีการแบ่งแยกกันออกเป็นสองฝ่าย พระสงฆ์ ไม่สามารถปรองดองกันได้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่ป่าเลไลย์ หลังจากที่พระพุทธองค์ ได้เสด็จไปแล้ว ชาวเมืองโกสัมพีก็ไม่มาอุปถัมภ์วัดเหมือนดังเก่าก่อน เพราะเห็นว่าพระสงฆ์ขาดความ ถูกต้องปรองดองกัน ทำให้พระองค์เสด็จหนี ด้วยพระบุญญาบารมีของพระพุทธองค์ ในขณะที่จำ พรรษาอยู่ป่านั้น ได้มีช้างป่าตัวหนึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ หาผลหมากรากไม้มาถวายพระพุทธองค์ ส่วนลิง ตัวหนึ่งเมื่อเห็นช้างทำการอุปถัมภ์พระพุทธองค์จึงได้ไปนำรวงผึ้งมาถวาย พระพุทธองค์ก็รับเอาแต่ หากไม่ฉันเนื่องจากว่า มีผึ้งตัวอ่อนจำนวนมากอาศัยอยู่ในรวงผึ้งนั้น ลิงตัวนั้น เมื่อคอยดูก็ไม่เห็นพระ องค์ฉันน้ำผึ้ง จึงไปขอคืนและเอามาเก็บตัวผึ้งออกให้หมด หลังจากนั้นก็เอาไปถวายพระพุทธองค์คืน แล้วพระพุทธองค์จึงได้เสวย ลิงตัวนั้นก็แอบดูผ่านต้นไม้ เมื่อเห็นพระพุทธองค์เสวยน้ำผึ้ง ของตนก็มี ความดีอกดีใจหาที่เปรียบไม่ได้ จึงได้เต้นไปเต้นมาด้วยความดีใจ เลยตกต้นไม้ถูกตอเสียบตาย

    เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์ทั้งสองคณะสำนึกในความผิดของตน จึงได้พากันไปกราบทูลพระพุทธ องค์ให้เสด็จกลับสู่เมือง ช้างป่าได้ขอตามพระพุทธองค์เข้าเมือง แต่ถูกห้ามไว้ เนื่องจากเป็นสัตว์ต้อง อยู่ป่า จะไปอยู่กับหมู่คนไม่ได้ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับ ช้างได้ยืนมองจนกว่าจะไม่เห็นพระพุทธองค์ หลังจากนั้นช้างก็ใจแตกตายอยู่ในป่า เนื่องจากผลบุญที่ได้อุปถัมภ์พระพุทธองค์ ช้างและลิง หลังจาก ตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

     

    พระพุทธเจ้าจาริกบิณฑบาตโปรดสัตว์โลก

    ในฤดูฝน พระพุทธองค์ประทับอยู่จำพรรษา ตามพระวิหารที่พุทธบริษัทมีจิตใจศรัทธาสร้างถวายแด่ พระพุทธองค์ แต่เมื่อพระพุทธองค์รับแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้มอบให้เป็นสมบัติของสงฆ์ การมอบให้ เป็นของสงฆ์นั้นคือ ได้อานิสงค์มากกว่าถวายให้พระพุทธเจ้าเพียงผู้เดียว พระวิหารที่พระองค์มักจำ พรรษามากกว่าที่อื่น คือ พระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งรวบรวมปีแล้ว นับได้ ๑๗ ปี ซึ่งเป็นพระวิหารที่เศรษฐี อนาถบิณทิกะ สร้างถวาย ใกล้กับกรุงสาวัตถี แคว้นราชโกศล รองลงมา คือ พระเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่ง เป็นวิหารที่พระเจ้าพิมพิสาร เจ้าครองนครราชคฤห์ แคว้นมคธสร้างถวาย ตลอดเวลาพระพุทธองค์ได้ บำเพ็ญพุทธกิจประจำวันโดยไม่ได้พักผ่อน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง พระพุทธองค์มีเวลาบรรทมเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น

    กิจวัตรประจำวันของพระพุทธเจ้า ได้แบ่งออกเป็น ๕ ภาค คือ

    1. ตอนเช้า ( ๔.๐๐ เช้าถึง ๑๒.๐๐ ตอนเที่ยงวัน ) พระพุทธเจ้าตื่นจากบรรทม เสด็จเข้าประทับสมาธิ นาน ๑ ชั่วโมง
    2. จาก ๕.๐๐ ถึง ๖.๐๐ พระพุทธองค์ได้ใช้ตาทิพย์ตรวจดูสัตว์โลกว่ามีผู้ใด ต้องการความ ช่วยเหลือ
    3. ๖.๐๐ พระพุทธองค์ทรงผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าคลุม) เตรียมและออกบิณฑบาตโปรดสัตว์โลก พระพุทธองค์เที่ยวบิณฑบาตไปตามบ้านเรือน หลังจากมีพุทธบริษัทใส่บาตรแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ให้ พรแก่พวกเขาเหล่านั้นมีบางครั้งพระพุทธองค์ได้เอาพระอานนท์ติดตามพระบาทไปด้วย มีหลายต่อ หลายครั้ง ชาวบ้านจะนิมนต์พระพุทธองค์เข้าเรือนเพื่อฉันเพล(อาหารเที่ยง) และพระพุทธองค์ก็ได้แสดงพระธรรม เทศนาสั่งสอนเขาเหล่านั้น
    4. ตอนเที่ยงวัน ( ๑๒.๐๐ ถึง ๖ โมงเย็น ) เวลาบ่าย บรรดาพระสาวกจะมาเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อฟัง ธรรมเทศนาและคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์ หลังจากนั้นเสด็จเข้าห้องเพื่อพักผ่อน และนั่งสมาธิตรวจ พิจารณาด้วยตาทิพย์ เพื่อออกหาบุคคลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระพุทธองค์ แล้วพระพุทธองค์ ก็เสด็จไปหาคนเหล่านั้น ที่รอความช่วยเหลือจากพระพุทธองค์อยู่ พระพุทธองค์ได้แสดงพระธรรม เทศนาโปรดบุคคลเหล่านั้น พระพุทธองค์ให้ความสุขแก่พวกเขาทุกคน บุคคลผู้มีความฉลาดให้มีความ ประพฤติปฏิบัติไปตามทางที่ถูกต้อง พร้อมทั้งนำพาและชี้ทางให้พวกเขาได้เห็นเส้นทางที่สว่างแจ้ง
    5. ตอนที่ ๑ ( ๖ โมงเย็นถึง ๔ ทุ่ม ) ระยะนี้พุทธบริษัทจะมาเฝ้าพระพุทธองค์ใหม่ เพื่อฟังธรรมเทศนา และเพื่อสอบถามข้อข้องใจจากพระพุทธองค์
    6. ตอนที่ ๒ ( ๔ ทุ่มถึง ๒.๐๐ เช้าวันใหม่) เทพยดาจะเข้าเฝ้าขอร่ำเรียนเอาสิ่งใหม่ ๆ พร้อมทั้งร่ำเรียน เอาความถูกต้องของชีวิตอันแท้จริงจากพระพุทธองค์ ข้อข้องใจจะสำเร็จหลังจากเที่ยงคืนไป
    7. ตอนที่ ๓ สุดท้าย ( ๒.๐๐ ถึง ๔.๐๐) สำหรับชั่วโมงแรก คือ พระราชดำเนินจงกรม เสด็จขึ้น เสด็จลง และพักผ่อนพระพุทธองค์เองจากความตึงเครียดตลอดวัน แล้วพระพุทธองค์เข้าบรรทมประมาณ ๑ ชั่วโมง

    นี่แสดงให้เห็นว่าพุทธกิจโปรดสัตว์โลกของพระพุทธองค์นั้นมีความหนักหน่วงเกินกว่าคนธรรมดาจะทำ ได้ พระพุทธองค์ทรงบรรทมเพียง ๑ ชั่วโมงต่อวันในระยะ ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ ในระยะที่พระ พุทธองค์จาริก เวไนยสัตว์ ในชั่วโมงแรกของวันหนึ่งๆ พระพุทธองค์จะดูโลกจักรวาลด้วยทิพยจักษุและได้ เห็นว่า สัตว์โลกดำรงชีวิตด้วยความทุกข์ พระพุทธองค์มีความสงสารสัตว์ทุกเหล่า แล้วพระองค์ก็ทรง แผ่เมตตา แผ่ความสุขไปยังเวไนยสัตว์ให้ได้รับความสุข โดยพระองค์ไม่ได้จำกัดชนชั้นวรรณะ

     

    พระพุทธองค์เสด็จออกโปรดเวไนยสัตว์ตามกิจนิมนต์

    ส่วนพุทธบริษัทจะมีการนิมนต์อาราธนาพระสงฆ์ให้ออกไปรับบิณฑบาตตามบ้านเรือน หรือ ฉันเพลใน กรณีเป็นการสมควร พระพุทธองค์ก็ได้รับอาราธนาประทับนั่งบนอาสนะ ที่เจ้าศรัทธาจัดถวายแด่พระ พุทธองค์ แล้วนิมนต์ฉันอาหารจากบาตรที่เจ้าศรัทธาบรรจุอาหารในบาตรแล้ว ถวายแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระพุทธองค์ก็เสวยอาหาร เมื่อสำเร็จจากการเสวยแล้ว พระพุทธองค์ก็ชำระพระหัตถ์ ต่อจาก นั้นพระพุทธองค์ก็ตรัสเทศนา กับบุคคลที่มาเฝ้าเพื่อสดับรับฟังพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ก็ได้ แสดงให้รู้ถึงบาป บุญ คุณ โทษ และให้รู้จักสร้างประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า พุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อได้สดับรับฟังเทศนาจากพระพุทธองค์แล้วก็เกิดมีจิตเลื่อมใสศรัทธา ขอถวายตนเป็นพุทธมามกะ ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ(เป็นที่พึ่ง) คือ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ตลอดชีวิตของตน

     

    พระพุทธองค์สั่งสอนพระสาวกและให้คติ

    ในที่นั้น พระองค์จะประทับอยู่เงียบ ๆ ในที่พัก หรือตามใต้ร่มไม้ในบริเวณใกล้เคียง จนกว่าพระ สาวกทั้งหลายจะได้ฉันอาหารบิณฑบาตกันทุกรูปแล้ว จึงเสด็จไปยังที่ประทับชั่วขณะหนึ่ง เพื่อพระ สาวกจะได้เข้ารวมกันในห้องประชุมเพื่อมีการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ แล้วพระพุทธองค์ จะเสด็จไปตรัสข้อข้องใจของทุกๆ รูปซึ่งเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่เหมาะสมกับที่ประชุมนั้น หรือ พระสาวกเหล่านั้นพากันมีปัญหาค้างอยู่ พระพุทธองค์ก็จะตรัสกระตุ้นเตือน แก้ปัญหาให้และสั่งสอนว่า ให้พากันพากเพียรในการศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความอุตสาหะ เพื่อให้ความมุ่งหมายของตนบรรลุ ให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือ พระนิพพานในชาติปัจจุบัน และจะมาในภายภาคหน้า

     

    พระภิกษุสงฆ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า

    เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสข้อความเหล่านั้นจบลงแล้ว มักมีภิกษุบางรูปทูลขอให้พระองค์ตรัสหัวข้อธรรม สำหรับการบำเพ็ญภาวนาที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของตนโดยเฉพาะ พระพุทธองค์ทรงพินิจพิจารณาและ ประทานแสดงธรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภิกษุรูปนั้นจะเป็นบทที่ยากหรือง่าย สุดแล้วแต่พระองค์จะ เห็นสมควรว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้มีความสามารถเพียงใด และได้บำเพ็ญมาแล้วอย่างใด ภิกษุทั้งหลายก็ จะเลิกจากที่ประชุม เมื่อเวลาสมควร แล้วก็จะกลับไปยังที่สงัด อันมีรากไม้หรือป่าไม้ต่างๆ เหล่านั้นเป็น ต้น เพื่อบำเพ็ญภาวนาตามบทธรรมที่ได้รับมาจากพระพุทธองค์ ส่วนพระพุทธองค์ก็เสด็จกลับไปยังที่ ประทับส่วนตัวพระองค์เอง

     

    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงธรรมโปรดมวลมนุษย์ทั้งหลาย

    หากเป็นฤดูร้อน พระพุทธองค์จะทรงพักผ่อนอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง จนกว่าจะเพียงพอแก่พระอัธยาศัย ในขณะนั้น เป็นโอกาสที่ประชาชนตามหมู่บ้านหรือแคว้นต่างๆ ที่ใกล้เคียงจะมาเฝ้าพระองค์ ในตอนบ่ายหรือตอนเย็น บางพวกก็นำสิ่งของมาถวาย บางพวกก็มาเพื่อมาฟังธรรม พระพุทธเจ้าจะ แสดงธรรมด้วยอาการกิริยาวาจาอันน่าเลื่อมใส ด้วยวิธีที่จะให้ทุกคนในที่นั้นได้รับความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือคนมั่งมี คนมีปัญญาหรือไม่มีปัญญา ทุกคนในที่นั้นจะรู้สึกเหมือนกับว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสข้อความเหล่านั้นเพื่อเขาเองโดยเฉพาะ เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ทุกคนก็มี ความพอใจและปิติยินดี ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ นับถือพระธรรมและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอด ชีวิตต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า

     

    พระพุทธองค์ได้ชำระพระวรกาย

    เมื่อคนทั้งหลายเหล่านั้นกลับไปแล้ว พระพุทธองค์จะเสด็จไปยังที่สรงน้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง ในพระอาราม ที่มีสระ หรือบึงหรือลำธาร ที่เหมาะสมกับการสรงน้ำในบริเวณใกล้เคียง พระองค์จะเสด็จไปสรงน้ำใน ที่นั้นเป็นการชำระพระวรกายในเวลาค่ำ หลังจากนั้นจะพักผ่อนสงบพระทัยด้วยสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเวลาสมควร ต่อจากนั้นก็เป็นโอกาสของพระภิกษุซึ่งเดินทางมาจากที่อื่น ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และพระองค์จะต้อนรับปราศรัยกับพระภิกษุเหล่านั้นพร้อมทั้งประทานคำสั่งสอนชี้แจงตลอดจนอธิบาย ธรรมะที่ยาก ๆ จนเป็นที่เข้าใจ แล้วทูลลาพระองค์กลับไปด้วยความพอใจและชื่นบาน

     

    พระพุทธเจ้าได้เทศนาโปรดบรรดากษัตริย์

    เมื่อพระองค์เห็นว่า เหน็ดเหนื่อยด้วยการนั่งตลอดวัน พระองค์จักดำเนินไปมา อย่างที่เรียกกันว่า เดินจงกรม ในที่ใดที่หนึ่งในพระอารามนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาพระวรกาย ความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้น แก่ร่างกายของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้เดินจงกรมดังกล่าวนั้น จนพอแก่พระอัธยาศัยแล้วพระองค์ก็ พร้อมที่จะสนทนากับพระภิกษุสงฆ์อื่นๆ อีกวาระหนึ่ง ในตอนค่ำจนถึงกลางดึกจึงเป็นโอกาสที่บุคคล ชั้นสูง มีราชามหากษัตริย์ทั้งหลายเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะได้สดับรับฟังคำเทศนาจากพระ พุทธเจ้า เพื่อทูลถามปัญหาบางประการที่อยากรู้ พระองค์จะตรัสตอบแก้ไขปัญหาของอิสรชนเหล่านั้น จนเป็นที่พอใจและพากันกลับไปในเวลาอันสมควร

     

    พระพุทธเจ้าทรงพระกิริยาบททั้งสี่ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน

    หลังจากนั้น พระองค์จะทรงพักผ่อนบรรทม ด้วยพระอาการที่เรียกกันว่า พระบรรทมแบบราชสีห์ คือการนอนตะแคงทางเบื้องขวา มีพระบาทซ้อนเหลื่อมกัน พระหัตถ์ซ้ายวางพาดไปตามยาวแห่งลำตัว พระหัตถ์ขวาตั้งวางพับวางแบบค้ำพระเศียร เพื่อกำหนดสติที่จะตื่นจากบรรทมตามเวลา พระองค์ตื่น จากบรรทมก่อนจะแจ้ง แล้วจึงบำเพ็ญพุทธกิจด้วยการเข้าสมาธิภาวนา ตรวจส่องดูอุปนิสัยของผู้ สมควรที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาในรุ่งอรุณของวันใหม่ต่อไป ในการทำพระกิริยาบท ๔ ในหลักทาง พระพุทธศาสนาเรียกว่า การเดินจงกรม มี ๔ จังหวะ

     

    พระผู้มีพระภาคเจ้ามีความเมตตาต่อเวไนยสัตว์

    ตลอดเวลา ๔๕ พรรษาแห่งการเทศนาสั่งสอนมหาชนนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บำเพ็ญพุทธกิจอย่าง ครบถ้วนดังกล่าวแล้วทุกๆ วัน เว้นเสียแต่คราวที่จาริก พระองค์ได้ทรงใช้เวลาของพระองค์ให้หมดไป ในการสั่งสอน ไม่ใช่แต่ทางธรรมในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ก็ได้ตอบปัญหาและชี้แแจงข้อความอัน เกี่ยวกับ การครองชีพอย่างชาวโลกแก่ผู้ที่ประสงค์จะรู้พร้อมกันไปด้วย ในหมู่ประชาชนซึ่งพระองค์ได้ เสด็จผ่านไปอย่างเหมาะสมแก่เหตุการณ์และบุคคลในที่นั้น ๆ ด้วยพระปัญญาอันรอบรู้ของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสตอบและสร้างความยินดีแก่คนทั่วไปทุกคนที่มาเฝ้าไม่ว่าเขาจะเป็น ชาวนา ชาวสวนหรือ ช่างอาชีพใด ๆ ก็ตาม

     

    พระพุทธเจ้าประทานแสงสว่างให้สัตว์โลกผู้ที่แสวงหาสัจธรรม

    ในการตอบปัญหาและอธิบายข้อยุ่งยากต่างๆ ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่พระองค์จะมีความขัดข้องพระทัย หรือมีความขัดเคืองแก่ผู้ใดผู้หนึ่งที่มาทูลถาม และไม่มีปัญหาใดที่พระองค์ทรงตอบไม่ได้ พระองค์ พร้อมเสมอที่จะตรัสกับบุคคลนั้น ที่มาเฝ้าด้วยถ้อยคำอันเหมาะสม ไม่ว่าเขาจะมาทูลถามเพราะเขา อยากรู้ อยากเข้าใจ หรือว่าจะมาลองทูลถามให้พระองค์ทรงติดปัญญาถ้อยคำ สำหรับผู้ถามด้วยความ อยากรู้ในข้อธรรมที่ลึกซึ้งต่างๆ นั้นพระองค์ได้ประทานคำตอบที่กระจ่างแจ้งและสร้างความยินดีให้แก่ คนเหล่านั้น สำหรับบางจำพวกที่มาเพื่อท้าทายหรือทดลองกับพระองค์ก็มีเรื่อยๆ ที่ต้องพ่ายแพ้แก่พระ ปรีชาสามารถของพระองค์จนถึงกับประกาศตนเป็นสาวก ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อพระองค์และ พระพุทธ ศาสนาจนตลอดชีวิต ธรรมนำความสุขมาให้

     

    พระพุทธองค์ทรงดำริหาสถานที่ปรินิพพาน

    เมื่อพระพุทธองค์ได้คิดว่าจะสมควรแก่การประกาศพระธรรมของพระองค์แล้ว และในพรรษาที่ ๔๔ พระอัครสาวกทั้งสองคือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้นิพพานไปแล้ว และในพรรษาที่ ๔๕ นั้นพระพุทธองค์ก็ได้มีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษาพอดี พระพุทธองค์ก็ทรงเห็นว่าวันเวลาสำหรับการ จาริกสั่งสอนพระธรรมของพระองค์จวนจะสิ้นสุดลงแล้ว พระพุทธองค์ได้รู้สึกว่าชีวิตของพระองค์จะ ไม่ตั้งอยู่นานอีกต่อไปแล้ว และทรงตั้งพระทัยว่าจะเสด็จไปทางทิศเหนือ แถบตีนเขาหิมาลัยอันเป็น สถานที่ ที่พระพุทธองค์ทรงคุ้นเคยเป็นอย่างดีในวัยหนุ่ม พระพุทธองค์มีจุดประสงค์จะเสด็จพระปริ นิพพานในที่นั้น จึงได้เสด็จจาริกไปจากพระเวฬุวันมหาวิหารที่กรุงราชคฤห์ พร้อมทั้งพระอานนท์และ พระสาวก จำนวนมากมายตามเสด็จและเสด็จมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พระพุทธองค์กำหนดไว้ว่าจะปริ นิพพาน ซึ่งเป็นสถานที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

     

    พระพุทธองค์เสด็จมุ่งหน้าไปยังสถานที่พระองค์หวังไว้ในพระทัย

    ในระหว่างทาง พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านเมือง ปาฏลีบุตร ( ปัจจุบันเรียกว่า เมืองปัตนา) จากนั้นพระ พุทธองค์ก็เสด็จผ่านไปยังทิศเหนือ ผ่านเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในเมืองนี้ได้มีหญิงคณิกา (นางโสเภณี) คนหนึ่งชื่อ อัมพปาลี ได้ถวายสวนอัมพปาลีให้เป็นพระอาราม โดยมีการแข่งขันกันสร้างอารามถวาย ระหว่างทางมีพวกหญิงคณิกาและบรรดาเจ้าชายจำนวนหนึ่งภายในนครนั้น จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ เสด็จต่อไปยัง หมู่บ้านเวฬุคาม ใกล้กับเมืองเวสาลี และพระพุทธองค์รับสั่งให้พระสาวกทั้งหลาย พำนักจำพรรษาจนตามความพอใจอยู่ที่นั้น ส่วนพระพุทธองค์เองได้ตัดสินใจ ประทับจำพรรษาใน หมู่บ้านนั้นเอง พร้อมทั้งพระอานนท์ อันเป็นวาระสำคัญ และพระองค์รู้อยู่ในพระทัยของพระองค์เอง

     

    พระพุทธองค์ทรงประชวรหนัก

    ในระหว่างพรรษานี้ พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างหนัก มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนถึงกับจะ ปรินิพพาน แต่พระพุทธองค์ทรงระงับความเจ็บปวดทรมาน ด้วยการเข้า เจโตสมาธิอันไร้นิมิต เมื่อพระพุทธองค์ทรงทุเลาจากการประชวรนั้นแล้ว ได้เสด็จประทับนั่งอยู่ในเงาพระวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเที่ยงวัน บนอาสนะซึ่งพระอานนท์ได้จัดถวาย พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มีความปลาบปลื้มยินดีหาอันเปรียบไม่ได้ เพราะได้เห็นพระผู้มี พระภาคเจ้ากลับทรงมีพระวรกายดีขึ้นดังเดิม เมื่อเวลาข้าพระองค์เห็นอาการของพระพุทธองค์ ในเวลา นั้น จิตใจของข้าพระองค์มืดมนแปดด้านแทบจะสิ้นสติไป แต่ข้าพระองค์ก็ยังคิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า จะยังไม่เสด็จปรินิพพานเป็นแน่ จนกว่าจะได้ตรัสคำแนะนำสั่งสอนอันถึงที่สุดแก่พระสาวกทั้งหลายได้ ถือเป็นหลักประพฤติปฏิบัติในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จล่วงลับไปแล้ว

     

    พรรษาที่ ๔๕ ของพระพุทธองค์

    นับตั้งแต่วันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จประกาศพระพุทธศาสนา ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลา ๔๕ พรรษาและอายุของพระพุทธองค์ได้ ๘๐ พรรษาพอดี ในเวลาที่พระองค์จำพรรษาที่ ๔๕ ที่เวฬุคาม และจวนที่พระองค์จะปลงพระชนมายุนั้น พระองค์ยังเป็นห่วงแต่พระอานนท์ที่ยังไม่เห็นธรรมบรรลุเป็น พระอรหันต์เท่านั้น ในวันหนึ่ง พระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ได้เสด็จไปยังป่าแห่งหนึ่ง แล้วพระองค์ทรง แสดง นิมิตโอภาส อิทธิบาท ๔ ( ชื่อของพระธรรมบทนี้ มีสี่ข้อ ถ้าภาวนาเป็นประจำจะสามารถต่ออายุ ยืนยาวก่อนเวลาจะหมด) ส่วนนิมิตโอภาส แปลว่า พระพุทธเจ้ามีพระชนม์สิ้นสุดลงในปีนี้ จึงบอกให้ พระอานนท์ทูลขออาราธนานิมนต์ต่ออายุยืน แต่พระอานนท์นึกไม่ออก ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง สามครั้ง ผลสุดท้ายพระพุทธองค์จึงสั่งให้พระอานนท์หลบไปข้างนอกร่มไม้ แล้วพยายาม จึงได้เข้ามา อาราธนา นิมนต์ไม่ให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน และพระพุทธองค์ก็รับนิมนต์ ต่อมาจึงได้ตรัสต่อพระ อานนท์ว่า ยัง อีกสามเดือนข้างหน้า วันเพ็ญในกลางเดือนหก ปีจอ พระพุทธองค์จะปรินิพพานที่เมือง กุสินารา

     

    พระพุทธองค์ตรัสต่อพระอานนท์ว่า อนิจจังสังขารไม่เที่ยง

    พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า“ดูก่อน อานนท์ ภิกษุสงฆ์จะต้องการหวังสิ่งใดอีกจากเราพระองค์ เราพระองค์ได้ บัญญัติไว้ในพระธรรมพระวินัยหมดสิ้นแล้ว ข้อประพฤติปฏิบัติ สิ่งใดที่พระสงฆ์ควรจะรู้เพื่อการปฏิบัติ ให้บรรลุและรู้ถึงพระนิพพานนั้น เราพระองค์ก็ไม่ได้ปกปิดหรือซุกช่อนไว้ เอาไว้ในข้อใดข้อหนึ่งเลย เราพระองค์มีความหวังดีกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอย่างแท้จริง เราได้เทศน์มาสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ภิกษุสงฆ์ควรจะรู้ให้ถึงที่สุดแล้ว" "ดูก่อน อานนท์ บัดนี้เราพระองค์เป็นคนชรา และถอยหลังแล้ว กาลเวลาของเราพระองค์จวนจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว เราพระองค์มีอายุสังขาร ๘๐ พรรษาแล้ว เพราะฉะนั้น พวกท่านจงได้เป็นที่พึ่งของตนเอง มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จงเอาธรรมเป็นที่พึ่งและเป็น หลักไว้ในใจ อย่าได้มีสิ่งอื่นเจือปนเลย” ในที่สุดพระพุทธองค์ได้ตรัสเพิ่มอีกว่า “ดูก่อน อานนท์ ภิกษุใดเป็นผู้ตั้งใจศึกษา ภิกษุนั้นจักเป็นผู้เจริญไปกว่าหมู่คณะและมีสติปัญญา “

     

    พระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร

    รุ่งอรุณของวันใหม่ ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ปีจอ พระพุทธองค์ทรงรู้สึกสบายพระวรกายจนสามารถ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีได้ หลังจากเสด็จกลับจากบิณฑบาตและได้เสวยอาหารเที่ยง (ฉันเพล)แล้ว พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระอานนท์นำผ้าสำหรับรองนั่งตามเสด็จไปยัง ปาวาลเจดีย์ เพื่อทรงสมาธิพักผ่อน ในเวลาเที่ยงวัน ขณะประทับอยู่ใต้ร่มพฤกษาตามลำพังโดยพระองค์เดียว พระพุทธองค์ได้ตัดสินพระทัยว่าจะเข้าปรินิพพานในวันเพ็ญเดือนหก (วิสาขะ) ในสามเดือนข้างหน้า นับแต่วันตัดสินพระทัยเช่นนี้ เรียกว่า ปลงพระชนมายุสังขาร (ในวันเพ็ญเดือนสาม ภายหลังพรรษานั้น พระอานนท์บอกว่า พระพุทธองค์ได้ตัดสินพระทัยจะปรินิพพานในเวลา ๓ เดือนข้างหน้านี้เอง )

     

    พระอานนท์ทูลขอต่อพระพุทธองค์

    พระอานนท์ได้กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าปรินิพพานก่อนเลย ขอพระพุทธองค์ ทรงอยู่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์อีกต่อไป พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อพระอานนท์ว่า “ ดูก่อน อานนท์ สิ่งใดที่ ตถาคตพ้นแล้ว คายออกแล้ว ตรัสแล้ว สิ่งนั้นคือ อายุสังขาร ตถาคตปลงแล้ว กล่าวตรัสแล้ว ตถาคตจะ ปรินิพพานเมื่อครบสามเดือนต่อจากนี้ ตรัสไปแล้วจะไม่คืนคำ เป็นสิ่งที่เป็นไปแล้ว อานนท์ สิ่งที่ล่วงไป แล้ว อย่าคิดถึงอีกเลย เราพระองค์จะไปยังป่าสาละวัน และท่านจงไปป่าวประกาศบอกพระภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายที่อยู่ในเมืองเวสาลีให้ไปประชุมกันในที่นั้น“พระอานนท์ก็ได้ทำตามคำสั่งของพระพุทธองค์เพื่อ ไปป่าวประกาศแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ทราบแล้วก็มาประชุมพร้อมกันที่ป่า สาละวัน ตามความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อานนท์จึงได้เข้ากราบทูลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบ พระสงฆ์ได้มาพร้อมแล้ว

     

    พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อคณะสงฆ์เป็นครั้งสุดท้าย

    พระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังที่ประชุม เพื่อประทานพระโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ได้ตรัสให้ พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นการเตือนครั้งสุดท้ายว่า สิ่งสำคัญยิ่งและเป็นการแสดงถึงความหวังครั้ง สุดท้ายของบุคคลที่จะจากไปอย่างแท้จริง เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้พากันประพฤติปฏิบัติตาม แนวทางที่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อเห็นแก่ชาวโลกให้เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ ความดี และเกื้อกูลสัตว์โลก ผู้หวังอันที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ตัวอย่างในการประพฤติพรหมจรรย์อันสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ ในที่สุด พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเตือนอีกว่า ทุกอย่างที่อยู่ในวิสัยโลก ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ตั้งอยู่ทนนาน ( อนิจจัง วัตสังขารา ) ความบากบั่น พากเพียร เพื่อก้าวไปข้างหน้าและการทำจิตของตนให้อยู่ในทางที่ถูกต้องนั้น จะเป็นทางหลุดพ้น ผลสำเร็จจากการเวียนว่ายตายเกิด และการเป็นทุกข์ทั้งปวงของโลกมนุษย์นี้ จะไม่สิ้นสุดถ้าไม่รู้ทุกข์ เราก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้

     

    พระพุทธองค์เสด็จออกจากเมืองเวสาลี

    ในวันต่อมาพระพุทธองค์พร้อมกับพระอานนท์ก็ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย และพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ ดูก่อน อานนท์ นี้เป็นการทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็น ครั้งสุดท้ายของเราตถาคต เราจะเสด็จไปยังบ้านภัณฑุคาม “ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระพุทธองค์ก็ได้ เสด็จออกาจากเมืองเวสาลีไปแสดงพระธรรมตามที่ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านภัณฑุคาม ทรงพักผ่อนบำเพ็ญ ประโยชน์แก่ประชาชนพอสมควรแล้วเดินทางต่อไปยังบ้าน หัตถิคาม อัมพคาม ชัมพุคาม เป็นลำดับจน ถึงนครโภคะ ประทับพักที่อานันทเจดีย์ แล้วทรงแสดงมหาปเทสสี่ ให้เป็นหลักสำหรับพิจารณาตัดสิน พระธรรมวินัยแก่ภิกษุสงฆ์ ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนหก เหลืออีกเพียง ๑ วันจะครบรอบ ๓ เดือน พระพุทธ องค์เสด็จถึงเมืองปาวา ประทับอยู่สวนมะม่วงของนายจุนทะ บุตรชายของนายช่างตีทอง ทรงแสดงพระ ธรรมโปรดนายจุนทะ จนได้บรรลุโสดาปัตติผล และนายจุนทะได้อาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วย พระสาวกไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น และพระพุทธองค์ก็ได้รับคำอาราธนานั้น

     

    พระพุทธองค์เสวยภัตตาหารเป็นครั้งสุดท้าย ของนายจุนทะ

    รุ่งอรุณของวันใหม่ ตรงกับวันเพ็ญเดือนหกปีจอเสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านของนายจุนทะ ซึ่งเป็นการรับบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ทรงฉัน สุกรมัทวะ ( เห็ดหมู ) ที่นายจุนทะทำถวาย พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งห้ามไม่ให้สาวกทุกๆรูปฉันสุกรมัทวะนั้น หลังจากอนุโมทนาแล้ว เสด็จออกจากบ้านนายจุนทะ ในระหว่างทางทรงประชวรหนักขึ้น ถึงกับอุจจาระเป็นโลหิต แต่ทรงบรรเทาทุกขเวทนานั้นด้วยกำลัง อทิวาสนักขันติ และญาณสมาบัติ

     

    ระหว่างทางพระพุทธองค์ได้โปรดปุกกุสะ

    เสด็จเดินทางต่อไป ทรงพักเหนื่อยเป็นระยะ ๆ จนใกล้เมืองกุสินารา พระพุทธองค์ได้แวะพักเอาแรง ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ในที่นั้น พระพุทธองค์ได้พบกับราชโอรสของมัลละกษัตริย์ผู้หนึ่ง ซื่อ ปุกกุสะ ซึ่งเคย เป็นลูกศิษย์ของอาฬารดาบส อาจารย์เก่าในสมัยที่พระพุทธองค์ไม่ทันได้ตรัสรู้ ซึ่งได้ออกเดินทางจาก เมืองกุสินาราจะไปเมืองปาวาผ่านมาพบเข้า จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงธรรมสันติวิหาร ธรรม โปรดปุกกุสะจนบรรลุเป็นโสดาปัตติผล แสดงตนเป็นพุทธมามกะ นับถือพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปตลอดชีวิต และได้น้อมถวายผ้าเนื้อดี มีสีทองทั้งสองผืน พระพุทธองค์ รับไว้ผืนหนึ่งและอีกผืนหนึ่งให้ถวายแก่พระอานนท์ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จข้ามแม่น้ำกกุธานทีทรงพักผ่อนชั่วคราวหนึ่งแล้วเสด็จต่อไปถึงแม่น้ำหิรัญญวดี เขตเมืองกุสินารา

     

    บรรทมสีหไสยา ไสยยาสน์อนุฏฐาน

    ในตอนบ่ายของวันเพ็ญเดือนหก ปีจอ พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ ก็ได้เข้าถึงเขตเมืองกุสินาราแล้ว เสด็จเข้าไปในดงไม้สาละ ที่ชานเมืองกุสินารา พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทม ในระหว่างต้นไม้ ๒ ต้นคือ ต้นไม้รัง เพื่อพระพุทธองค์จะบรรทมไสยยาสน์ เรียกว่า อนุฏฐานไสยาสน์ แปลว่าไม่คิดจะลุกขึ้นอีก เวลานั้น ต้นสาละทั้งคู่ได้ออกดอกสะพรั่งเต็มต้น โปรยดอกตกถูก พระพุทธ ศิระ ดังประหนึ่งจะถวายบูชาพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นการผิดปรกติ เพราะเวลานั้นไม่ใช่เวลาที่ต้นสาละจะ ออกดอก พระพุธเจ้าได้ทรงตรัสต่อพระอานนท์ว่า “ ดูก่อน อานนท์ เราพระองค์สรรเสริญการบูชาเช่นนี้ แต่ไม่ถือว่าเป็นการบูชาอันประเสริฐ เป็นการดีถ้าหากพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยให้สมควรแก่ธรรมที่เราพระองค์ได้ตรัสไว้แล้วนั้น เราพระองค์สรรเสริญว่า เป็นการบูชาที่ประเสริฐสุด" ขณะประทับอยู่ในอิริยาบทเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตลอดเวลา และทรงแนะนำพระอานนท์ให้ปฏิบัติต่อพุทธสรีระเช่นเดียวกับการปฏิบัติพระบรมศพของเจ้าจักรพรรดิ์ทั้งหลาย

     

    พระอานนท์เสียใจ

    บัดนี้ พระอานนท์รู้สึกว่าพระพุทธองค์กำลังจะลาจากท่านไปโดยแท้จริงแล้ว ก็มีความโศกเศร้าเป็น อย่างยิ่งจนไม่สามารถจะอดกลั้นได้ จึงได้หลบตัวไปแอบอยู่ เพื่อร้องไห้ในที่แห่งหนึ่ง รำพันว่า เรายัง ไม่เป็นเช่นภิกษุทั้งหลาย เรายังต้องศึกษาต่อไปอีก เรายังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ บัดนี้ พระ ศาสดาของเรากำลังจะล่วงลับไปโดยทิ้งเราไว้อยู่เบื้องหลัง เราจักอยู่แต่ผู้เดียวโดยปราศจากพระศาสดา ผู้ซึ่งมีเมตตาต่อเราตลอดมา น้ำตาอุ่น ๆ ได้ไหลนองเต็มหน้าของพระอานนท์ในขณะนั้น

     

    พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรไม่เห็นพระอานนท์

    เมื่อพระพุทธองค์ทรงลืมตาขึ้นไม่เห็นพระอานนท์อยู่ในที่นั้น ก็ได้ตรัสถามพระภิกษุอื่นๆ พระพุทธองค์ ถามว่า อานนท์ไปไหน ภิกษุทูลตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อานนท์ได้หลบไปร้องไห้อยู่ในที่แห่ง หนึ่งตามลำพัง ว่าท่านยังเป็นผู้ต้องศึกษา ยังไม่บรรลุธรรม ธรรมอันสูงสุด และพระศาสดาทรงมีพระ เมตตาอยู่ตลอดเวลานั้นกำลังจะล่วงลับไป พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อน ภิกษุท่านจงไปตามพระ อานนท์มาเถิด และบอกว่าพระศาสดารับสั่งให้มาเฝ้า" ภิกษุนั้นได้ไปบอกให้เข้ามาเฝ้าแล้ว พระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ตรัสปลอบแก่พระอานนท์ด้วยพระทัยที่กรุณาเป็นอย่างยิ่ง

     

    พระผู้มีพระภาคเจ้าสรรเสริญพระอานนท์

    พระองค์ได้ทรงสรรเสริญพระอานนท์โดยตรัสว่า พระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลก่อน ล้วนแต่มีผู้อุปัฏฐากที่ประเสริฐ แต่ก็ไม่ยิ่งไปกว่าพระอานนท์ที่ได้กระทำแก่เรา ในกาลบัดนี้ พระพุทธ เจ้าทั้งหลายอันจะมีในอนาคตล้วนแต่จะมีอุปัฏฐากอันประเสริฐ แต่จะไม่ยิ่งไปกว่าพระอานนท์ที่ได้ทำ แก่เราแล้ว ในขณะนี้พระอานนท์เป็นผู้อุปัฏฐากที่ดีที่สุด และเฉลียวฉลาดของเรา พระอานนท์ย่อมรู้จัก กาลเวลาอันเหมาะสมที่จะให้แขกผู้มาเยี่ยมเยียนเข้ามาเฝ้า พระอานนท์ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นด้วย ถ้อยคำที่น่าปลาบปลื้มปิติยิ่งหนักหนา แขกทุกคนได้รับความพอใจอย่างสูงสุดจากการต้อนรับของพระ อานนท์เสมอ เมื่อพระอานนท์กล่าวถึงเรื่องราวใดๆ คนเหล่านั้นพากันสนใจฟัง ที่พระอานนท์ตั้งใจ กล่าว พระอานนท์ได้เป็นผู้อุปัฏฐากที่ดีเลิศของเราพระองค์เช่นนี้ตลอดมา

     

    พระอานนท์ทูลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

    ต่อจากนั้นพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระผู้มีพระภาค เจ้า พระองค์อย่าได้ด่วนเสด็จปรินิพพานในเขตเมืองป่าเมืองดอยที่ไม่สมควรเช่นนี้เลย นครใหญ่ ๆ เช่น กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองเวสาลีและเมืองอื่นๆ ก็มีอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงพอพระทัย ที่จะเสด็จปรินิพพานในเมืองใดเมืองหนึ่งในบรรดาเมืองเหล่านั้น ผู้มีอำนาจวาสนาซึ่งเป็นสาวกของ พระองค์มีอยู่มากมาย เขาเหล่านั้นจะเอาภาระในการจัดพระศพของ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้สมบูรณ์ ทุกประการ

     

    พระอานนท์แจ้งข่าวพระปรินิพพาน

    ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือนหก ปีจอ ตอนหัวค่ำพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้แก่พระสงฆ์ ถึงเวลาใกล้พระองค์จะเสด็จพระปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวปรินิพพานให้ บรรดากษัตริย์ทราบ พุทธบริษัท เหล่าประชาชนชาวเมืองให้ได้ทราบโดยทั่วถึงกัน ให้จัดเตรียม ดอกไม้ ธูป เทียน ไปยังป่าสาละวัน พระอานนท์ก็ได้จัดให้มัลละกษัตริย์เหล่านั้น พร้อมด้วยบริวารเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า

     

     

    บรรดามัลละกษัตริย์ต่างเศร้าโศกสลดใจ

    เมื่อบรรดามัลละกษัตริย์ และประชาชนเมืองกุสินาราได้ฟังข่าวพระปรินิพพานจากพระอานนท์ ดังนั้นก็ พากันเศร้าโศก และคร่ำครวญว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จปรินิพพานไวเกินไปเสียแล้ว ดวงประทีป ของโลกดับไวเกินไปเสียแล้ว ชาวเมืองกุสินาราทั้งหญิงและชาย พร้อมเด็กน้อยต่างก็พากันโศกเศร้า คร่ำครวญออกมาสู่ดงไม้สาละ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ในขณะนั้น เพื่อจะได้เข้าเฝ้า และแสดงความอาลัยอาวรณ์ ได้กล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้ายกับพระพุทธองค์ ชาวเมืองกุสินาราคณะ หนึ่งๆ โดยมีผู้นำคนหนึ่งๆ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามลำดับ และได้กล่าวถวายอาลัยใน พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกันทุกๆ คน

     

    สุภัททะปริพาชกขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจ

    สุภัททะปริพาชกได้คิดในใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ในคืนวันนี้ และเกิด ความสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า คำที่ว่า สัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เราไม่เคยได้ยินมาก่อนในโลกนี้ พระสมณโคดม องค์นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นผู้ได้ตรัสรู้แจ้งธรรม โดยไม่มีครูบาอาจารย์ได้สอนจริงหรือ และพระสมณโคดมองค์นี้จะได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานในคืนวันนี้ด้วย เราสมควรที่จะไปทูลถามข้อข้องใจ ทั้งหลายที่ค้างคาอยู่ในใจของเรากับพระองค์ ถ้าหากว่าเราปล่อยให้ชักช้าให้เวลาผ่านไปเราก็จะเสียใจ ไปตลอดชีวิตเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นแล้ว จึงรีบมุ่งหน้าออกไปยังป่าสาละวันที่ชานเมืองกุสินารา พอไปถึงก็ เห็นพุทธบริษัททั้ง ๔ เหล่าเต็มไปในบริเวณแห่งนั้น สุภัททะปริพาชกพยายามหาทางเข้าไปเฝ้าให้ใกล้ แต่ถูกพระอานนท์ห้ามเอาไว้ เพราะเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพระปรินิพพานแล้ว

     

    สุภัททะปริพาชกทูลถามความข้องใจ

    ถึงแม้นว่าสุภัททะปริพาชกจะถูกห้ามจากพระอานนท์ปานใดก็ตาม แต่เขาก็พยายาม ร้องขอ อ้อนวอน ต่อพระอานนท์เพื่อจะขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าให้ได้ แต่พระอานนท์ก็ไม่อนุญาต พระพุทธองค์รู้ว่า สุภัททะปริพาชกผู้ได้อุตสาหะเดินทางมาไกลและเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากนั้น เวลานี้ได้เข้ามาอยู่ใน สถานที่นี้แล้วและกำลังถูกพระอานนท์ห้ามไว้อยู่ พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปนำเอาตัว ของสุภัททะปริพาชกมาเข้าเฝ้าทันที เพื่อให้เขาได้ทูลถามข้อสงสัย พอสุภัททะทะปริพาชกเข้ามาถึงและ แสดงความคารวะตามสมควรแล้วสุภัททะปริพาชกได้ทูลถามขึ้นว่า

    สุภัททะปริพาชกทูลถามว่า

    ครูทั้ง ๖ คือ ๑. ปูรณะกัสสปะ ๒. มักขลิโคศาล ๓. อชิตเกสกัมพล ๔. ปกุทธะกัจจายนะ ๕. สัญชัย เวลัฏฐบุตร ๖. นิครนธ์นาฏบุตร พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้น ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง คำถาม เหล่านี้ถูกพระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้

    พระพุทธองค์ตอบ

    พระพุทธองค์ได้แสดงพระธรรมว่า มรรคมีองค์ ๘ ไม่มีอยู่ในธรรม สมณะ ๔ เหล่านี้ คือ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา และพระอรหันต์ย่อมมีอยู่ด้วย

     

    สุภัททะปริพาชกได้ขออุปสมบทเป็นภิกษุรูปสุดท้าย

    สุภัททะปริพาชกได้ฟังเพียงเท่านั้นก็หายความสงสัยในใจและได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบันแล้ว ขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ท่านเป็นคนนอกพระพุทธศาสนาต้องได้ไปอยู่ปริวาสธรรม ๔ ปีก่อน จึงสามารถเข้ามาบวชได้ สุภัททะปริพาชกทูลตอบพระพุทธองค์ว่า ให้อยู่ ๔ ปีก็ได้ บัดนั้น พระ พุทธองค์ได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์รีบนำเอาสุภัททะปริพาชกไปบรรพชาเป็นสามเณรก่อน แล้วจึงนำเอา สามเณรสุภัททะ เข้าเฝ้าเพื่อพระองค์จะได้อุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ และพระพุทธองค์ได้อุปสมบท สามเณรสุภัททะให้เป็นโดยพิธีเอหิภิกขุ ท่านจงเป็นภิกษุเถิด

     

    พระภิกษุสุภัททะได้เป็นสาวกรูปสุดท้ายของพระศาสดา

    พระพุทธเจ้าได้บอกคำถามให้พระภิกษุสุภัททะ ดังนี้

    เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ

    ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา

    เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ

    เอาไปปฏิบัติ พิจารณา เมื่อพระภิกษุสุภัททะพิจารณาแล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที พระสุภัททะ ได้เป็น พระสาวกและพระอรหันต์รูปสุดท้ายของพระศาสดา อันนี้ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าพระพุทธองค์ ทรงบำเพ็ญพุทธกิจจนถึงนาทีสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์

     

    พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ปัจฉิมโอวาท

    พระพุทธเจ้าประทานโอวาทเป็นครั้งสุดท้ายแก่พระสาวกของพระพุทธองค์ว่า “พระอรหันต์ก็ดี พระวินัย ก็ดี ที่เราตถาคตได้บัญญัติไว้แล้ว พระธรรมวินัยนั้นจะเป็นครูอาจารย์ของท่าน ในเวลาที่เรา ตถาคต ปรินิพพานไปแล้ว” พระพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งวาจาอันเป็นพระปัจฉิมโอวาทว่า “ เราขอเตือนท่านทั้ง หลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นของธรรมดา พวกท่านจงประกอบกิจทั้งปวงให้เป็น ประโยชน์แก่ตนและคนอื่นด้วย ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด “ สิ้นพระสุรเสียงนี้ พระพุทธองค์ ก็สงบไปและไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์สู่พระปรินิพพานในเวลาสุดท้ายแห่งคืน พระจันทร์เต็มดวงของคืนวันเพ็ญเดือนหก (วิสาขะ) นี่เป็นการแสดงว่าพระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติพุทธกิจ อันหนักหน่วงเป็นเวลา ๔๕ พรรษา โดยไม่ได้พักผ่อนจนถึงวินาทีสุดท้าย เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้วางสมบัติอันล้ำค่า คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไว้ในมนุษย์โลก ขอให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นเพียรปฏิบัติต่อไปเถิด สาธุ อนุโมทนามิ

     

    พระองค์เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน

    การเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปตามลำดับ คือเข้าฌานที่ ๑ ออกจากฌานที่ ๑ แล้วเข้าสู่ฌานที่ ๒ โดยลำดับ ตอนนี้พระอานนท์ได้ถามพระอนุรุธว่า พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานหรือยัง วาทะ ยิตะ นิโรธะ นี้แล้วก็กลับมาเข้าฌานที่ ๑ เข้าฌานที่ ๒ เป็นลำดับจนเข้าฌานที่ ๓ ที่ ๔ แล้วจึง เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน การที่พระอานนท์ถามเช่นนั้นก็เพราะพระอานนท์ยังไม่ทันได้บรรลุเป็นพระ อรหันต์ พระพุทธเจ้า พระองค์มี ๓ อย่าง

    1. วันที่พระองค์ประสูติ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เพ็ญ อยู่ใต้ต้นไม้รัง ๒ ต้น
    2. วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เพ็ญ ปีจอ อยู่ใต้ต้นไม้พระศรีมหาโพธิ์
    3. วันที่พระองค์พระปรินิพพาน เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เพ็ญ เป็นวาระแห่งการปลงสังขารขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้เสด็จพระปรินิพพานอยู่ใต้ต้นไม้รัง ๒ต้น

    ฉะนั้น ทางพระพุทธศาสนาจึงได้ถือเอาวันวิสาขะเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ของทางพระพุทธ ศาสนาต่อมา

     

     

    วันถวายพระเพลิงแด่พระบรมศาสดาจารย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระพุทธเจ้าพระองค์ได้เสด็จพระปรินิพพานไปแล้วพระสาวกอันเป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เกิดธรรมสังเวช ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล ต่างก็มีความเศร้าโศกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ คำนึงถึงพระบรมศาสดาจารย์เจ้า

    ส่วนบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อได้ทราบข่าวพระปรินิพพานขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ต่างก็ได้นำเอาผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์อย่างพิเศษ ๔๐๐ ชุด นำมาบำเพ็ญ สักการะบูชา พระบรมศพแห่งพระองค์ พร้อมไปด้วยดอกไม้และเครื่องหอม นำมาถวายบูชา

    ส่วนพระบรมศพมีการครบงาน ๗ วัน ๗ คืน เมื่อถึงวันอัตถะ เป็นวันที่ ๘ เดือน ๖ จึงได้เชิญพระบรมศพ ไปประดิษฐานไว้ที่ มกุฎพันธนเจดีย์ แล้วจึงถวายพระเพลิงพระบรมศพแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

    การตกแต่งพระบรมศพ พระอานนท์ได้แจ้งข่าวให้ชาวมัลละกษัตริย์ทรงทราบ คือ ห่อพระบรมศพด้วย ผ้าขาวซับด้วยสำลี ๒ ชั้น แล้วเอาฝ้ายมัด เอาผ้าหุ้มห่อพระบรมศพโดยอย่างเดียวกันถึง ๕๐๐ ชั้น แล้วเชิญพระบรมศพใส่โลงในพระหีบทองคำ เชิญพระบรมศพขึ้นสู่พระสุเมรุที่ทำด้วยแก่นจันทน์สูงประมาณ ๑๖๐ ศอก ได้เวลาถวายพระเพลิง กษัตริย์มัลละ ๔ พระองค์ก็ได้นำเพลิงเข้าบรรจุ แต่เพลิงก็ไม่ได้ลุกไหม้ จึงได้ตรัสถามพระอนุรุทธแล้วได้ความว่า เทพยดาที่รักษาพระบรมศพมีความปรารถนาจะให้รอพระมหากัสปปะ ซึ่งเป็นพระสาวกผู้ใหญ่ก่อน ในวันนั้นเอง พระมหากัสสปปะพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปได้เดินทางมาเฝ้าพระพุทธองค์ พอมาถึงระหว่างกลางทางก็ได้ทราบข่าวจากอาชีวกว่า สมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานไปได้ ๗ วันแล้ว บรรดาพระภิกษุที่เป็นปุถุชนเมื่อได้ฟังคำบอกกล่าวของอาชีวกตนนั้น ต่างล้มกลิ้งเกลือกร้องไห้ร่ำไรรำพันว่า โอ้ พระศาสดามาด่วนปรินิพพานเสียแล้ว ดวงประทีปส่องโลกดับสูญสิ้นแล้ว ฝ่ายพระสาวกที่เป็นขีณาสพก็บังเกิดธรรมสังเวช ในขณะนั้น ภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ สุภัททะ กล่าวห้ามพระภิกษุสงฆ์ว่า ท่านทั้งหลายจะเศร้าโศกร้องไห้ร่ำไรไปทำไม บัดนี้ เราพ้นจากอำนาจพระมหาสมณะแล้ว พระมหาสมณะเมื่อยังมีพระชนม์อยู่ย่อมกล่าวว่าตักเตือนจู้จี้ บัดนี้พระมหาสมณะปรินิพพานไปแล้ว พวกเราปรารถนาจะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจ ไม่มีผู้ใดที่จะมาบังคับบัญชาห้ามพวกเราแล้ว ส่วนพระมหากัสปปะได้กล่าว พระธรรมคาถา อนิจจัง วัตตะ สังขารา (สังขารเป็นสิ่งที่ไม่ที่ยง) เพื่อระงับความโศกเศร้าของพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง แล้วรีบพากันไปยังมกุฎพันธนเจดีย์ ใกล้เมืองกุสินารา เข้าไปยังพระสุเมรุ น้อมนมัสการประกอบพิธีประทักษิณ (เวียนเทียน) พระสุเมรุอยู่ ๓ รอบเสร็จแล้วเขาไปยืนทางขวาเบื้องพระบาทของพระบรมศพแล้วน้อมอภิวาท กราบทูลว่า ข้าแต่พระบรมครู ข้าพระองค์ชื่อ พระมหากัสสปะเป็นสาวกของพระองค์ พระองค์ทรงได้ตั้งข้าพระพุทธเจ้าไว้ในที่เลิศ ฝ่ายธุดงค์การปฏิบัติ ข้าพระองค์มีความเคารพต่อพระองค์อย่างสูงสุด ด้วยคำสัตย์ของข้าพระองค์นี้ ขอให้พระบาทยุคลจงเหยียดยื่นออกมาจากพระหีบทองคำ เพื่อรับพระหัตถ์ทั้งสองของข้าพระองค์ ผู้ชื่อ กัสสปะนบน้อมอภิวาทอยู่ในบัดนี้ (ขอนิมนต์ลอดพระบาทออกมานอกพระหีบทองคำ) ทันใดนั้น พระบาททั้งคู่ได้สอดออกจากผ้า ๒ ชั้นซึ่งห่อหุ้มพระวรกายอยู่ถึง ๕๐๐ ชั้น ออกมาปรากฎภายนอกให้เห็น พระมหากัสสปะก็ยื่นพระหัตถ์ทั้งสองข้างออกรับพระพุทธบาท แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระบรมครู ตั้งแต่ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในอริยภูมิ ข้าพระพุทธบาทไม่ได้ล่วงพุทธโอวาท ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ตลอดมา วันนี้พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าพระบาทอย่างล้นเหลือ แต่ข้าพระบาทก็ไม่ได้อยู่ปรนนิบัติพระองค์ ขอพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดอภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าในบัดนี้เถิด เมื่อพระมหากัสสปะกล่าวเสร็จแล้ว ก็น้อมนมัสการแก่พระบาท ทันใดนั้นพระบาททั้งสอง ก็กลับคืนเข้าสู่พระหีบทองคำดังเก่า พระเพลิงก็อภินิหารติดไหม้ขึ้น บนพระสุเมรุทันที เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพได้ ๗ วันแล้ว มัลละกษัตริย์ทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุ อัญเชิญพระบรมธาตุขึ้นหลังช้างแห่เข้าสู่พระนคร ประดิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์ภายใต้เศวตฉัตร แล้วได้จัดให้มีพิธีมหรสพสมโภชพระบรมสารีริกธาตุอยู่นานเป็นเวลา ๗ วัน เป็นอันจบพิธี

    วันอัตถะมี คือ วันแรม ๘ ค่ำเดือน ๖ ปีจอ หรือเรียกกันว่า วันถวายพระเพลิง ได้เป็นวันหนึ่งที่สำคัญ สืบต่อมาในทางพระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้

     

    เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าแล้ว ๗ วัน

    จากนั้นได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือมีมัลละกษัตริย์ ๗ พระนครยกพลเสนามาแย่งชิงเอาพระบรมสารีริก ธาตุของพระศาสดาเจ้าเอาไปเป็นกรรมสิทธิ์ของตน จึงได้มีเหตุการณ์ต่อมาคือ ๑.กษัตริย์แห่งนคร กบิลพัสดุ์ ๒.พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งนครราชคฤห์ ๓.กษัตริย์ลิจฉวี แห่งนครเวสาลี ๔. พูลิราชกษัตริย์ แห่งนครอัลลกัปปะ ๕.กษัตริย์โกลิยวงศ์แห่งรามคาม ๖.มหาพราหมณ์ แห่งเวฏฐทีปกะ ๗.มัลละกษัตริย์ แห่งนครปาวา ทั้ง ๗ นครนั้น อันเป็นที่มาของพุทธมามกะ มัลละกษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยพระศรีรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งของตน แต่หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว ต่างก็ถือมานะทิฐิ ไม่ได้อยู่ใน หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาอันควรอย่างยิ่ง กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นอันเป็นพุทธมามกะ ควรจะ ต้องปรองดองกันอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป แต่ตรงกันข้ามในความมักใหญ่ใฝ่สูง และเห็นแก่ตัว จึงได้เกิดสงครามญาติชิงพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมา

    ด้วยเหตุนั้นได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า โทณะ ได้กล่าวคำอธิบายต่อมัลละกษัตริย์ทั้ง ๗ นครว่า “ ดูก่อน ท่านทั้งหลาย เราล้วนแต่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา มีพระบรมศาสดาเจ้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นมหาบุรุษของชาวโลก พระองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้แล้วคือ ธรรมค้ำจุนโลก เราควรอยู่อย่างมีธรรม เคารพธรรม บูชาธรรม ปฏิบัติธรรม ธรรมนั้นจะนำความเจริญมาให้แก่ชาวโลก แต่เราเป็นผู้ทำลาย ธรรม ควรแล้วหรือ ? ขอท่านจงดำริพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน อย่าได้ประหัตประหารกันเลย เพราะเรา เป็นชาวพุทธเหมือนกัน “ เมื่อพราหมณ์ได้อธิบายต่อมัลละกษัตริย์ทั้งหลาย ทั้ง ๗ นครจึงได้ตกลงเห็น พ้องกันสามัคคีปรองดองกัน เทิดทูน แบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอาไปประดิษ ฐานไว้เป็นที่เคารพสักการะบูชา สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

    Addresses of Principal Supporters in the USA

     

    70 Linwood Street

    Malden, Massachusetts 02148

    Telephone: (781) 321-3724

     

    72 Linwood Street

    Malden, Massachusetts 02148

    Telephone: (781) 397-9802

     

    สังคายนาครั้งที่หนึ่ง

    หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานไปได้เจ็ดวัน ได้มีภิกษุบางองค์ได้กล่าวหาหลายอย่าง และได้ มีเหตุเกิดขึ้น ดังนั้น พระมหาเถระกัสสปะ จึงได้พิจารณาให้มีการสังคายนาขึ้น เพื่อจะได้จัดระเบียบ พระธรรมเข้าไว้ให้เป็นหมวดหมู่ ถ้าไม่เช่นนั้นพระธรรมทั้งหลายจะสูญหาย และกระจัดกระจายไป ดังนั้น จึงได้อาราธนานิมนต์เอาพระสงฆ์ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมพร้อมกันในครั้งนี้

    สรุปผลการสังคายนาครั้งที่หนึ่ง

    1. สถานที่สังคายนาคือ ถ้ำสัตตบรรณ อยู่ด้านข้างของเวภารบรรพต ที่กรุงราชคฤห์ ในแคว้นมคธ
    2. พระมหากัสสปะเป็นประธานและเป็นองค์ปรึกษา พระอุบาลีเถระเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์ เถระเป็นผู้วิสัชชนาพระธรรม
    3. พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปภัมภ์
    4. ได้มีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเข้าร่วมประชุม
    5. ปรับอาบัติ พระอานนท์ หมายความว่าพระอานนท์ถูกตักเตือนเพราะพระอานนท์ละเมิดต่อหน้าที่ ของตน และขาดความระมัดระวัง คือ การประมาทต่อหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหาย อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียมาสู่พระพุทธศาสนา อันเป็นพระวินัย จึงไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
    6. ลงพระพรหมทัณฑ์แก่ พระฉันนะ หมายความว่า พระฉันนะถูกลงโทษในการทำความผิดต่อวินัยเพื่อ ให้เป็นตัวอย่างและเพื่อรักษากฏระเบียบของวินัยเอาไว้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น ผู้ที่เป็นสงฆ์สาวกของพระ พุทธเจ้า ไม่ว่าใครก็ตามถ้าหากว่าได้ทำความผิดแล้ว จะไม่มีการยกเว้นถึงแม้นว่าจะเป็นพระเถระ หรืออนุเถระ ก็ต้องได้รับโทษเช่นกัน ไม่มีการยกเว้น อันเป็นวินัยของพระพุทธศาสนา อันมีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน
    7. พระปุราณะคัดค้านในการประชุม
    8. วัตถุประสงค์ของการสังคายนาในครั้งนี้ ก็เพื่อจะได้จัดเอาพระธรรมพระวินัยเข้าไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อ ความดำรงอยู่มั่นของพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
    9. ทำการสังคายนาหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้สามเดือน
    10. ทำอยู่เป็นเวลาเจ็ดเดือน จึงสำเร็จและเวลานั้นเป็นฤดูฝน
    11. ได้มีการฉลองเป็นเวลาหกอาทิตย์

     

    ผลเกิดขึ้นในการสังคายนาครั้งที่หนึ่ง

    1. ได้จัดเอาพระธรรมวินัยเข้าเป็นหมวดหมู่และให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
    2. การปรับอาบัติของพระอานนท์และการลงพรหมทัณฑ์ของพระฉันนะเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นถึงการเป็นประชาธิปไตย และธรรมธิปไตยอย่างแจ้งชัด
    3. ทำให้คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ดำรงมั่นและได้ตกทอดมาถึงพวกเราทุกวันนี้
    4. ได้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของพระภิกษุสงฆ์ได้พร้อมกันทำสังคายนา เป็นแบบอย่างที่ดีจนได้เอา เป็นตัวอย่างในการทำสังคายนาครั้งต่อไป

     

    วัดลาวพุทธนิมิต แคนเบอรา ออสเตรเลีย
    วันที่ ๙/๑๒/๑๗๗๒
    เขียนและเรียบเรียงโดย หลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์

    หมายเหตุ : คำว่า พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่หนึ่ง ก็เพราะได้เคย สมรู้ร่วมคิด กับพระเทวทัตที่จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า และอยู่ต่อมา พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้สำนึกผิด เลยกลับ ใจอุ้มชูพระพุทธศาสนา ดังได้กล่าวมาในการสังคายนาครั้งที่หนึ่งและครั้งต่อๆไป

    เขียนและเรียบเรียงโดย หลวงตานามพระครู จันพี มณีวงศ์

     


    Phra Guru Sri Tad took Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong to live with since the age of ten years and then ordained as a novice. Luongta lived in cave called “Kok Mong, Phu Khao Khuay, Ban Tak Dad”up to forty-six years of age went down from the mountain to Ban Chanh Sa-ard to build a temple named “Wat Kamphy Phon Kok”, Ta Sang Bo-O, Muang Sai Phong, Vientiane , Laos .

    อาตมาจึงขอฝากท่านสาธุชนเอาไว้ เรื่องพระพุทธประวัติที่อาตมาเขียน และเรียบเรียงขึ้นมาโดยย่อเพื่อประโยชน์ให้แก่ พุทธบริษัทผู้เจริญ แสวงหาสัจธรรม เพื่อจะนำเอาไปปฏิบัติและเรียนรู้ ให้เข้าถึง แก่นแท้แห่งหลักพระพุทธศาสนา แต่อาตมาได้บำเพ็ญมาเรียนรู้ส่วนน้อย เอามากล่าวให้ท่านได้ฟัง เท่านั้น พระบรมศาสดาเอกของชาวโลก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชาวโลกเรานับถือและปฏิบัติบูชา กันมาถึง ๒๕๔๑ ปี ขอจงเกิดมีแต่ความผาสุก สวัสดี มีขึ้นแก่ท่านสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลายจงเกิด มีความสุข ความเจริญ ความผ่องใสในจตุพรทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขขะ พละ ทุกทิวา ราตรีกาล โดยสิ้นกาลนานเทอญ

    สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทะนามิ เอวัง

     

    พระพุทธเจ้าโปรดนางโคตะมิ

    ขอกราบนมัสการพระบรมศาสดาจารย์ แห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนแห่งพระองค์ และขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระซึ่งเป็นสาวกขององค์บรมครู อันเป็นจอมแห่งเทพทั้ง ๕ ภพ ข้าพระพุทธเจ้ากราบขออนุญาตอาราธนาเอาดวงธรรมแห่งพระองค์ มากล่าวสู่ท่านพุทธมามกะผู้ที่มีความเชื่อและปรารถนาตามพระยุคลบาทแห่งพระองค์ ในเรื่องมีมาในพุทธประวัติแห่งพระองค์ ในครั้งพุทธกาล ได้มีนางโคตะมิ นางได้แต่งงานแล้ว นางได้มีบุตรชายคนหนึ่ง นางรักลูกของนางยิ่งกว่าชีวิตของนาง ลูกรักของนางได้ตายจากนางไป นางอาลัยอาวรณ์คร่ำครวญ อยากได้ชีวิตลูกชายของนางกลับคืนชีพมาเหมือนเดิม นางคิดได้ว่า ในวัฎสงสารแห่งนี้ โลกมนุษย์เรา ไม่มีใครมีความสามารถที่จะเอาชีวิตคนตายให้กลับคืนมาได้ นางจึ่งคิดได้ว่า พระบรมศาสดาจารย์องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า คงจะเอาชีวิตของลูกนางกลับคืนมาได้

    เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงได้เอาลูกชายของนางไปตำหนักของพระพุทธเจ้าที่พระองค์พำนักอยู่ เมื่อไปถึงแล้ว นางจึงเอาลูกชายของนางปลงวางไว้ต่อหน้าพระพักตร์ แล้วนางกราบธุลีพระบาททูลขอให้พระองค์กรุณา โปรดให้ชีวิตลูกชายนางคืนชีพมาเหมือนเดิม แต่พระตถาคตกล่าวตอบนางว่า ตถาคตทำมิได้ เพราะเป็นกฎของธรรมชาติ แต่นางไม่ยอมเชื่อ นางร้องขอต่อไปว่า พระองค์ทำได้ เพราะพระองค์เป็นบรมครูของจอมแห่งเทพทั้ง ๕ ภพ พระองค์มีความสามารถทำได้ แต่พระตถาคตตรัสว่า พระองค์ทำไม่ได้ นางโคตะมิไม่ยอมเชื่อ ขอต่อไป เมื่อเป็นฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า หากว่ามีความประสงค์เช่นนั้นก็ให้ทำตามที่พระตถาคตสั่ง ให้ไปขอเอาเมล็ดน้อยหน่ามาทำยาให้ลูกนางดื่มแล้วจะคืนชีพ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ก่อนจะเอาเมล็ดน้อยหน่าจากเจ้าของบ้านให้ถามว่า บ้านของท่านตั้งแต่บรรพบุรุษมาถึงวันนี้ ในครอบครัวมีใครตายบ้างไหม?

    ถ้ามีคนตาย เอามาทำยามิได้ เมื่อพระตถาคตตรัสสั่งแล้ว นางโคตะมิจึงขอฝากลูกชายไว้กับพระองค์แล้วทูลลา นางโคตะมิก็ไปตามหมู่บ้านขอเมล็ดน้อยหน่ามาทำยา นางไปตามหมู่บ้านต่างๆ เคาะประตูบ้านแต่ละบ้าน เจ้าของบ้านถามว่านางต้องการอะไร? นางบอกว่า ขอเมล็ดน้อยหน่ามาทำยาให้ลูกของนางคืนชีพกลับมา นางถามว่า บ้านของท่านตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนถึงวันนี้ มีใครตายบ้างไหม? คำตอบมาว่า บางบ้านแม่ฉันตาย บางบ้านปู่ฉันตาย บางบ้านพี่ฉันตาย บางบ้านลูกฉันตาย ต่างก็ตายหมด ไม่มีบ้านไหนที่ไม่มีคนตาย

    เมื่อเป็นฉะนั้นแล้ว นางโคตะมิจึ่งได้คิดว่า ในโลกมนุษย์นี้ มนุษย์ที่เกิดมาต่างก็ตายหมด ไม่มีใครที่ไม่ตาย ไม่ใช่ตายแค่ลูกเราคนเดียว เมื่อเป็นฉะนั้นนางโคตะมิ ดวงตาก็เห็นธรรม นางจึงออกจากความทุกข์นั้นได้ แล้วจึงกลับมาทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า ใน ๓ เดือนที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปตามขอเมล็ดนั้น ขอไม่ได้ เพราะต่างก็มีคนตายทั้งหมด ไม่มีใครที่ไม่ตาย พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า นั่นล่ะ เป็นของอนิจจัง นั่นคือไม่เที่ยง มีแต่พระธรรมและความดีเป็นอนันตา ตายไม่เป็น แล้วพระพุทธเจ้าจึ่งโปรดนางโคตะมิ เมื่อนางโคตะมิดวงตาเห็นธรรมแล้ว ก็เกิดสว่าง บรรลุโสดา

    เอกชัย ศรีบัณฑิต เขียนตามถวายหลวงตา ดั่งนั้นจึ่งขอมอบแด่ท่านผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรม

    ครั้งวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓

     

    ทุกขัง อนิจจัง อนันตา

    สรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้

    ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง

    มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะ เสื่อมและดับ

    เบื้องต้นมีเกิด ต่อมามีแก่ ตามไปก็มีเจ็บ ท้ายสุดก็มีตาย

    หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ จึงได้เรียกว่า

    วัฎจักร หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ไม่อยู่ที่เดิม

    เพราะเหตุนี้จึงเป็นทุกข์

    เมื่อมีความทุกข์แล้ว จำเป็นต้องหาทางออก

    ถ้าหากขาดสติปัญญาแล้ว ก็หาทางออกไม่ได้

    ก็ต้องใช้กรรมต่อ เหมือนดังกงเกวียน

    เมื่อยังวิ่งอยู่ ก็หมุนอยู่

    เมื่อไม่วิ่ง ก็หยุดหมุน

    เหมือนดังความอยาก

    ยิ่งอยากมาก ยิ่งเป็นทุกข์มาก

    ถ้ารู้พอ ความสงบเกิดขึ้น ความสุขก็ตามมา

    นั่นล่ะ คือ บรมสุขของมนุษย์ ที่เวียนว่ายแสวงอยู่ในวัฎสงสารนี้

    เหมือนดั่งพระพุทธเจ้า เวียนว่ายในวัฎสงสาร ๕๐๐ ชาติ

    ที่แสวงหาสัจจธรรม ดั่งที่ได้กล่าวไว้

    ในพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะโคตะมะ

    ขอฝากท่านไว้ด้วยความเคารพธรรม

    ในนาม เอกชัย ศรีบัณฑิต เขียนตามถวายหลวงตา

    ครั้ง วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓

     

    อะนิจจัง

    สงสารนี้ไม่เที่ยงแท้เหมือนดั่งพระนิพพาน

    อนิจจังสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

    เกิดแล้ว มีแก่เฒ่า ศาลา

    ไม่เที่ยงแท้แน่อยู่

    คู่ชีวิตของเราแอบอิงพิงอยู่

    เมื่อตายไปแล้ว เขาก็ไปแต่งงานกับคนอื่น

    หมื่นแสน สมบัติที่มีอยู่

    เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีอะไรได้ตามไป

    มีแต่ ความดีที่ทำไว้ ตามเราไปชั่วนิจนิรันดร์

    เพราะอะไร เพราะมันเป็น อนันตา

    ความดีตายไม่ได้ เจ็บไม่เป็น

    จะอยู่ค้ำโลกชั่วนิรันดร์

    เพราะมันเป็น อนันตา

    ไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่ตาย

    ไม่เวียนว่าย เหมือนดั่ง วัฎสงสารนี้

    สงสารนี้ เวียนตาย เวียนเกิด

    สิ่งที่ประเสริฐนั้น ควรเทิดทูน

    คือ คุณพ่อ คุณแม่ คุณศีล คุณธรรม ค้ำจุนโลก

    ใครมีประจำใจ สุขเหลือล้น พ้นประมาณ

    ดั่งนิทาน ที่พระพุทธเจ้า ทรงกล่าวไว้

    ให้ปวงสัตว์โลก จงทำความดี

    หลวงตาท่าน เขียนครั้ง วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๓

     

     

    In Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong's wish by offering this book

    The History of Siddhatha Gotama Budhha written by Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong has already been completed.

    Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong had written and collected this story since 21st March 1942. In 21st March 1998 the function in writing and collecting of History of Siddhatha Gotama Buddha had been fully finished.

    All the good Luongta Nam Phra Guru Chanhphy Manivong has done in writing this story, he would like to leave all with you. May be make you happiness and free from suffering. Sathu.

    3rd March 1998

     

    A PLAN FOR LIVING

    Buddhism is a plan for living in such a way as to derive highest benefit from life.

    It is a religion of wisdom where knowledge and intelligence predominate.

    The Buddha did not preach to win converts but to enlighten listeners.

    “O Bikkhu, If others also know the value of giving as much as I know, no one will eat anything without giving at least a morsel to others. They will never be miserably. If there is anyone to receive it, they will give part of the last portion of their meal they were eating ”

    That is the value of giving kindness to the life. “Sookkhang Sook Patiphoon Sati”

     

    ปาริสุทธิทานังเม น้อมจิต ขอมอบแด่ท่านอันเป็นของขวัญ และเชิญท่านอนุโมทนาด้วย

    ปาริสุทธิธัง น้อมจิต ขอนมัสการแด่พระศาสดาจารย์เจ้า พระองค์เป็นพระบรมครูจอมแห่งเทพทั้งห้าภพนั้น คือ พรหมโลก, เทวาโลก, นาคาโลก, มนุษยโลก และ ยมโลก , โลกทั้ง 5 พร้อมไปด้วยเทพเทพาทุกๆเหล่า และ เจ้าแม่ธรณี, ภุมมาเจ้าที่ ในสถานที่ข้าพเจ้าได้อยู่อาศัย ให้ความเมตตา เกื้อกูล ปกปักรักษา ให้ข้าพเจ้าได้รับความร่มเย็นเป็นสุขนั้น

    ข้าพเจ้าขอน้อมจิต อาราธนา เชิญท่านเจ้ากูทั้งหลายโปรดเมตตา ในกุศลผลบุญ ที่ข้าพเจ้ามี ความยินดีในการสร้างหนังสืออันเป็นพุทธประวัติ แห่งคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อน้อมมอบแด่ท่าน ผู้ที่มีความยินดีในหลักพระธรรมของพระตถาคตโคดมเจ้า อันเป็นธรรมทาน ไม่ได้ขาย

    ขอน้อมจิตถวายแด่พระตถาคตเจ้า ขอพระองค์จงเกษมสุขสำราญทุกทิพาราตรีนั้นเทอญ สาธุ

    ขอผลทานนี้จงเกิดมีขึ้นแก่ข้าพเจ้า และท่านทั้งหลาย ผู้ที่มีศรัทธาขอร่วมบุญ ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ พร้อมด้วยครอบครัวคุณโยมเอกชัย ศรีบัณฑิต ได้สร้างมาแล้วด้วย กาย วาจา ใจ และ สติปัญญา ได้เขียนอักขระ พยัญชนะธรรมตัวหนึ่ง ถวายเป็นธรรมทานอันเป็นกุศล

    ดั่งนั้นในผลทานนี้ ขอจงสำเร็จไปด้วยปาริสุทธิทานังเม นั้นเทอญ

    สาธุ อนุโมทามิ สาธุ สาธุ

     

    Respect the Lord Buddha

    This book entitled the History of Siddhartha Gotama Buddha has been made as a gift to whom would like to follow the Lord Buddha teaching and it is not for sale.

     


    รายชื่อผู้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยในการสร้างหนังสือพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ
    ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔
    ภาษาไทย ๗๕๐ เล่ม และ ภาษาลาว ๗๕๐ เล่ม

    ข้าพระพุทธเจ้า นายสมชาย วิชาญฤทธิกุล ในนามบริษัท เอส.เอ.ออโต้บอดี้ เซอร์วิส จำกัด บริษัท แครี่บอยนครินทร์ จำกัด , บริษัท แครี่บอยฟลีท(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอสเอเอ็ม อาร์- 2000 เซอร์วิส จำกัด , บริษัท เพอเฟค สมาร์ท จำกัด , บริษัท เอส.เอ.โลจิสติกส์ เน็ทเวิร์ค จำกัด, บริษัท อัลลายแอนซ์ เร้นท์คาร์ จำกัด , บริษัท คอมพ์ ซิสเต็ม ซัพพลาย จำกัด พร้อมด้วยครอบครัว, ภรรยา, บุตรี, บุตรา อันมีบิดา มารดา และญาติมิตร มีความยินดี ขอน้อมจิตสร้างหนังสือพุทธประวัติถวายแด่องค์บรมศาสดาจารย์เจ้า ขอพระองค์จงเกษมสุขทุกทิพาราตรี ชั่วนิจนิรันดร์ พร้อมไปด้วยดวงธรรมแห่งพระองค์ ขอจงเจริญรุ่งเรืองในภพทั้ง ๕ จนกว่าจะอวสานศาสนา ๕๐๐๐ พระวรรษา และขอพระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ จงเกษมสุขทุกๆพระองค์ และพระอรหันต์ ๔ เหล่า พร้อมด้วยพระโพธิสัตย์ทั้งหมด และเทพาทุกเหล่าโปรดเมตตาอนุโมทนาในส่วนบุญนี้ เจริญวิวัฒนา ยังผลประโยชน์ เกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนา และชีวิตอื่นๆที่ยังดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ ส่วนผู้ที่จากไป ขอจงได้ไปจุติในภพ ที่ท่านปรารถนาโดยสมบูรณ์

    ข้าพเจ้านายสมชาย ขอน้อมจิตรับ และตั้งอยู่ในส่วนอานิสงส์นี้ จงเกิดมีผลสำเร็จ เจริญในจินตนาการวิวัฒนาแห่งชีวิตไปด้วยกิจการงานหน้าที่เจริญรุ่งเรือง สันติสุข และปราศจากทุกข์โทษภัย เมื่อยังมีชีวิตอยู่และเบื้องหน้า จงสำเร็จมรรคผลนิพพานสิ้นอวสานชั่วนิรันดร์

    เอหิ ปะริตติตัง อะหัง วันทามิ สาธุ
    วันที่ ๓๑ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔

     

    กุศล จิต สติ ปัญญา ศรัทธาเกิด ข้าพระพุทธเจ้า นายเรืองศักดิ์ สุวรรณเสถียร พร้อมด้วยครอบครัว ภรรยา บุตรี บุตรา อันมีบิดามารดา และญาติมิตร มีความยินดี ขอน้อมจิตสร้างหนังสือพุทธประวัติถวายแด่องค์บรมศาสดาจารย์เจ้า ขอพระองค์ จงเกษมสุขทุกทิพาราตรี พร้อมไปด้วยดวงธรรมแห่งพระองค์ ขอจงเจริญรุ่งเรืองในภพทั้ง ๕ และขอพระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ จงเกษมสุขทุกๆพระองค์ และพระอรหันต์ ๔ เหล่า พร้อมด้วยพระโพธิสัตย์ทั้งหมด และเทพเทพาทุกเหล่า โปรดเมตตา อนุโมทนาในส่วนบุญนี้ จงเจริญ วิวัฒนา ยังผลประโยชน์ เกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนา และชีวิตอื่นๆที่ยังดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ ส่วนผู้ที่จากไปขอจงได้ไปจุติในภพที่ท่านปรารถนาโดยสมบูรณ์

    ข้าพเจ้านายเรืองศักดิ์ ขอน้อมจิตรับ และตั้งอยู่ในส่วนอานิสงส์นี้ จงเกิดมีผลสำเร็จ เจริญในจินตนาการวิวัฒนาแห่งชีวิตไปด้วยกิจการ งาน หน้าที่ เจริญรุ่งเรือง สันติสุข และปราศจากทุกข์โทษภัย เมื่อยังมีชีวิตอยู่และเบื้องหน้า จงสำเร็จมรรคผลนิพพาน สิ้นอวสานชั่วนิรันดร์

    นะมัชเชหิ อะหัง วันทามิ สาธุ
    วันที่ ๒๙ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔

     

    ลำดับที่ รายชื่อผู้ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อจัดทำหนังสือ
    1 บริษัท แครี่บอยฟลีท(ประเทศไทย) จำกัด
    2 บริษัท เอส.เอ.ออโต้บอดี้ เซอร์วิส จำกัด
    3 บริษัท เอส.เอ.โลจิสติกส์ เน็ทเวิร์ค จำกัด
    4 บริษัท เอสเอเอ็ม อาร์-2000 เซอร์วิส จำกัด
    5 บริษัท เพอเฟค สมาร์ท จำกัด
    6 บริษัท คอมพ์ ซิสเต็ม ซัพพลาย จำกัด
    7 บริษัท แครี่บอยนครินทร์ จำกัด
    8 คุณสมชาย วิชาญฤทธิกุล
    9 คุณอังคณา แซ่ลิ้ม
    10 คุณปุณยนุช วิชาญฤทธิกุล
    11 คุณปุณณัตถ์ วิชาญฤทธิกุล
    12 คุณอภิวัฒน์-พัชรินทร์-ธนวินท์ จิรทิพย์ชัยสกุล
    13 คุณสุวัฒน์-บุศรินทร์-ด.ญ.ปรัสรา ศิรินันทาภิวัฒน์
    14 คุณจักรพล วิชาญฤทธิกุล และครอบครัว
    15 คุณธนโชค วิชาญฤทธิกุล
    16 คุณสมพงษ์ วิชาญฤทธิกุล และครอบครัว
    17 คุณวราภร - คุณสุจิตรา พงษ์สถิตย์ และครอบครัว
    18 คุณนิพนธ์ - คุณกันยาณี ตาวงศ์ และครอบครัว
    19 คุณญจรรยวรรณ โชติประดิษฐ์
    20 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

     

     

     

    HOME