การปฏิบัติธรรมสำคัญอยู่ที่จิต

            จิตตั้งมั่นอยู่ในสติ ปํญญาควบคุม รู้จักพิจารณาในเหตุผล สิ่งที่ควรหรือไม่ควร แล้วเราปฏิบัติไปตามเหตุและปัจจัยของความเป็นจริง เพราะว่า วิปัสสนาเป็นรากฐานอันแท้จริงของการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา
            อาตมาได้เขียนในภาค 1 ชื่อว่าวิปัสสนาเหมือนกัน ต่อมาอาตมาได้เขียนเพิ่มอีกเป็นภาคที่ 2 ชื่อว่า วิปัสสนากรรมฐาน ทางสายกลางตามหลัก วิสุทธิมรรค อาตมาหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ท่านผู้หวังความก้าวหน้าทางธรรมะ และมีความประสงค์อยากเรียนรู้ และเอาไปปฏิบัติให้ตนได้รับ ความสุขทั้งในชีวิตนี้ และในอนาคตอีกด้วย อาตมาหวังว่าท่านอ่านแล้วคงจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ท่านผู้อ่านทั้งหลาย อาตมาขอบรรยายกระทู้ ธรรมในเรื่อง สมาธิวิปัสสนากรรมฐานภาคที่ 2 ต่อเพื่อท่านผู้มีความประสงค์อยากรู้ได้นำเอาไปปฏิบัติ ธรรมนี้เป็นธรรมละเอียดอ่อนเกิดมาจากความ ว่างอันเป็นปรมัตถธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเสาะแสวงหามาตลอด 500 ชาติ ที่ทรงเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารนี้ ในชาติสุดท้าย พระองค์ได้มาปฏิสนธิ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ วรรณะกษัตริย์ที่ต้องปกครองไพร่ฟ้าราษฎร พระองค์มีพระมเหสีและนางสนม 60,000 นาง มีหอปราสาท 4 หลัง ประจำ 4 ฤดู พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์แวดล้อมรักษา
            พระสิทธัตถะพระองค์ไม่เคยมีความว่างเสียเลย พระองค์ไม่เคยมีเวลาเป็นของส่วนตัวเลย พระองค์มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ยุ่งยาก ความว่างที่ พระองค์ได้ตั้งชื่อว่า “ไปแสวงหาโมกขธรรม” หมายความว่าพระองค์ไปแสวงหาความว่างนี้เอง ดังนั้น พุทธบาลีที่ว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” จึงได้เกิดมีขึ้น ทางพระพุทธศาสนาสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
            ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ต่างพากันเสาะแสวงหากันอยู่ทุกวันนี้ เลยกลายเป็นเรื่องสับสนวุ่นวายเพราะต่างก็พากันอยากรู้สมาธิ อยากเป็น สมาธิ อยากได้สมาธิ อยากนั่งสมาธิ จึงทำให้เกิดวุ่นวายสับสน พากันเสาะหาที่นั่งสมาธิ บางคนว่าต้องไปวัดจึงนั่งสมาธิได้ ไปอยู่ในป่าช้าจึงนั่งสมาธิได้ อยู่ที่บ้านนั่งสมาธิไม่ได้ ไม่มีอาจารย์สอนนั่งสมาธิไม่ได้ ปฏิบัติสมาธิไม่ได้ เลยสับสนวุ่นวาย เกิดเป็นเรื่องยุ่งยาก อันที่แท้จริงแล้ว มนุษย์เรามีความรู้มาก เลยกลายเป็นดังพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า “เหวี่ยงค้อนไปหาต้นมะม่วง แล้วค้อนเลยผ่านไป มะม่วงก็ไม่ได้กิน ค้อนก็หาย พอแหงนดูมะม่วงก็ได้แต่กลืน น้ำลาย กลืนแล้วกลืนอีก มะม่วงก็ไม่ได้กินเลย” นั่นละ เพราะเหตุนี้จึงทำให้เราเสียเวลา ธรรมะนั้นมีอยู่ในตัวเรา แต่หากพากันไปเสาะหาอยู่ข้างนอก พากันเสาะหาหลายภพหลายชาติ เวียนว่ายตายเกิด เสาะหาธรรมะไม่เห็น หาไม่พบ เกิดมาชาตินี้อีกก็พากันค้นหาอีก วุ่นวายอีก
            อาตมาขอเอาความจริงมาอภิปรายให้ท่านได้ฟังกัน สมาธิอันแท้จริงแล้ว มีมาพร้อมกับตัวเราตั้งแต่เกิดมา แต่เราไม่ยอมรับรู้พากันไปค้นหาอยู่ ภายนอกจึงกลายเป็นเรื่องสับสนวุ่นวาย ถ้าหากว่าเราเข้าใจถึงแก่นแท้ของสมาธิแล้ว ก็จะทราบว่าจิตสงบ กายสงบ วาจาสงบ ไม่เบียดเบียนกัน นั่น แหละเป็นหนทางและเป็นหลักการแห่งการทำสมาธิของคนผู้นั้นอยู่แล้ว
            เราไม่จำเป็นต้องหาอยู่ภายนอก แต่เราไปแสวงหานั้นก็เพราะว่า อยากรู้หลักการพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้เอามาปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลัก ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ได้บัญญัติไว้แล้ว ไม่ใช่การปฏิบัติสมาธิโดยไม่มีหลักการ ทำไปตามใจชอบ การปฏิบัติธรรมประกอบด้วยเหตุผล ตาม พุทธบัญญัติของพระพุทธเจ้า จึงจะได้รับผลตามความมุ่งหวังของตน ฉะนั้นเราควรเข้าใจในการทำสมาธิ ไม่ใช่นั่งหลับตาก็แปลว่า ได้ทำสมาธิแล้วนั้น เป็นเพียงแต่หลักการ แต่การปฏิบัติจริงๆ ต้องรู้ รู้อะไร คือ รู้อารมณ์ อารมณ์นี่เป็นสิ่งละเอียดมากที่จะเอามาพูดทั้งหมดที่นี้คงไม่มีเวลาพอ ถ้าท่านอยาก รู้ให้เพียรปฏิบัติต่อไป บางคนไม่เข้าใจคิดว่า ไปหาอาจารย์สอนนั่งสมาธิ อาจารย์และพระไตรปิฎกเป็นหลักพระธรรมคำสั่งสอนของทางพระพุทธศาสนา อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และตรัสบัญญัติไว้เป็นหลักธรรมเท่านั้น เป็นแต่แนวทางชี้บอกและนำเอามาจัดเข้าเป็นคำสั่งสอน เป็นหลักแห่งความจริง ธรรมะคือความจริง ธรรมะคือความว่าง หลักแห่งความเป็นจริงได้สอนให้มนุษย์ รู้เหตุและผล ให้เอามาปฏิบัติให้ถูกต้องตามความเป็นจริงนั้นละ คือ ธรรมะ ธรรมะอยู่ในขอบเขตของความเป็นจริง เพราะธรรมะเป็นข้อเขียนบัญญัติไว้เท่านั้น ธรรมะไม่ได้เป็นตัวเป็นตน
            ธรรมะไม่ใช่วัตถุข้าวของ ธรรมะเป็นความสว่าง จับไม่ได้ ให้กันไม่ได้ ขอกันก็ไม่มีใครให้ ซื้อขายและแลกเปลี่ยนกันก็ไม่ได้ ถ้าหากว่าให้ได้พระ พุทธเจ้าให้พระอานนท์เป็นพระอรหันต์ก่อนองค์อื่นๆไปแล้ว แต่พระองค์ก็ให้ไม่ได้ เพราะมันเป็นความว่าง ธรรมะคือความว่าง ใครเพียรปฏิบัติแล้วจะรู้ได้ ด้วยตนเอง ดังนั้น จึงได้ว่า ธรรมะคือความเป็นจริง เพราะใครทำคนนั้นย่อมรู้เอง เหตุนี้คนเราจึงพากันเสาะแสวงหาธรรมะ ธรรมะคือความว่าง เพราะ ความว่างนี้เองพระพุทธเจ้าจึงได้หามาหลายร้อยชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้เพื่อเสาะหาความว่างซึ่งเป็นสัจธรรม ถ้าเราท่านทั้งหลายยัง พากันไปเสาะแสวงหาอยู่ข้างนอกตัวแล้วจะไม่มีวันพบเห็นธรรมได้เลย ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีพุทธานุญาตให้ปฏิบัตินั่งสมาธิเพื่อให้เรามาปฏิบัติขัด เกลากิเลส
            สมาธิ ก็คือ เรามานั่งลงแล้ว ปิดประตูบ้านเรือนเสีย บ้านเรือนที่เราอาศัยอยู่นั้น มีประตูหลายบาน ก็หมายความว่า บ้านที่เราอยู่อาศัยแต่จำเพาะ ในร่างกายนี้มีประตูอยู่ 5 บาน คือ
            ตา หู จมูก ปาก และใจ
            ตา เราก็หลับแล้ว หมายความว่า เราได้ปิดประตู 1 บานไปแล้ว
            หู เราก็ระงับไม่ได้ติดต่อเสียงภายนอก ปิดประตูที่ 2 ไปแล้ว
            จมูก ก็พิจารณาลมหายใจ ปิดประตูบานที่ 3
            ปาก ก็ระงับไว้ ไม่พูดจา เราก็ปิดประตูบานที่ 4
            ใจ เราก็พิจารณาดูรูปนามของตนอยู่ข้างใน ก็ปิดประตูบานที่ 5
            เราเกิดมาจนอายุเท่านี้แล้ว ยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักกับลมหายใจของตนเองว่า ละเอียดขนาดไหน เราหายใจแรง หายใจค่อย หายใจหนัก หาย ใจเบา หายใจตื้น หายใจลึก หายใจสูง หายใจต่ำ หายใจพอดี เราหายใจเฉื่อยๆ หายใจยาวๆ เรายังไม่รู้เลยว่าระบบหายใจของเรานั้นมีกิริยาอาการเป็น อย่างไร หิวข้าวลมหายใจเป็นอย่างไร ง่วงนอนลมหายใจเป็นอย่างไร มีความโกรธเกิดขึ้นหายใจเป็นอย่างไร มีความสุขลมหายใจเป็นอย่างไร มีความ เศร้าโศกลมหายใจเป็นอย่างไร มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เรามีความรู้สึกเกิดขึ้นแบบไหนในลมหายใจของเรา? เมื่อเรายังไม่รู้สึก แล้วจะทำอย่างไรจึงจะรู้ธรรมะ ได้ ธรรมะยิ่งละเอียดอ่อน แม้แต่ลมหายใจของตนเองก็ไม่เข้าใจได้อย่างละเอียด แล้วทำอย่างไรเราจึงจะรู้ธรรมะได้ เพราะเหตุนี้เองจึงพากันมานั่งสมาธิ ทำวิปัสสนาเพื่อให้เราได้มีโอกาสมาพิจารณาดูชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง และรู้จักกับลมหายใจของตนเอง ว่าหายใจเข้าว่า “พุท” หายใจออกว่า “โธ” 2 คำนี้ คือ พุทธานุสติ คือความรู้ระลึกได้ พุทโธ คือเบิกบานแล้ว ตื่นแล้ว เข้าใจแล้ว เข้าใจอะไรบ้าง? เข้าใจว่ารูปนามสังขาร มันมีการเปลี่ยนแปลงไม่ หยุดยั้ง มีแก่ มีเฒ่า มีเจ็บ มีตาย มีสลายไปไม่หยุดยั้ง ไม่เที่ยงมั่น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง แต่ว่าจิตจะอยู่เป็นอมตะ จิตไม่ตาย ส่วนที่ตายมีแต่ รูปนามสังขารเท่านั้น
            อาตมาขอสมมุติให้ท่านได้รู้ถึง จิตตั้งมั่นอยู่ คือ เวลานี้เราคิดอะไร ตอนกลางคืนเรานอนหลับฝันไป เห็นอย่างนั้น นั่นละ คือจิตเป็นอมตะอยู่ที่เดิม แต่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง เมื่อเราพิจารณาเห็นร่างกายแล้วจะรู้ รู้อะไร? รู้เกิด รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้สุข รู้ทุกข์ รู้ดี รู้เลว รู้ เจริญ รู้เสื่อม รู้ตน และรู้ คนอื่น เมื่อรู้แล้วจิตก็เข้าสู่ความสงบ ละเอียด ความละเอียดเกิดขึ้น แล้วก็มีปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ก็รู้สภาวะธรรม รู้สภาวะธรรมได้ก็เพราะความ สงบเกิดขึ้น ความสงบเกิดขึ้นได้ก็เพราะความว่าง ความว่างเกิดขึ้นแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากกิเลส แล้วจิตก็ได้รับความสุข จิตอยู่ในความว่างอันเป็นบรม สุขที่มนุษย์เราทุกๆคนต่างเสาะแสวงหาอยู่ในวิปัสสนากรรมฐาน สมาธิวิปัสสนากรรมฐานเป็นรากฐาน และเป็นหลักอันแท้จริงของทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างให้มนุษย์เราได้เจริญตามพระยุคลบาท
             ถ้าผู้ใดทำตามได้ คนนั้นจะหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแน่นอน แต่ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะรู้ได้นั้น ควรพยายามต่อไป ทำแล้วทำอีก ทำต่อไปจน กว่าจะเกิดมีความสงบเกิดขึ้น นั้นล่ะคือ ธรรม ธรรมะไม่ใช่ตัวตน ซื้อไม่ได้ เพราะอะไรอาตมาจึงว่าทำไมซื้อไม่ได้? ขอสมมุติ คือ เราไม่เคยเรียนหนังสือ มาก่อน แต่เดี๋ยวนี้เราอยากรู้หนังสือ เราอยากอ่านออกเขียนเป็น เรามีเงินหลายล้าน เราเอาเงินมาล้านหนึ่ง มาขอซื้อกับครูที่อ่านออก เขียนเป็น เพื่อที่ว่า เราจะได้อ่านออกเขียนเป็นเหมือนเขา แน่นอนผู้ที่รู้หนังสือก็ไม่มีความสามารถขายให้เราได้ เพราะมันเป็นความว่าง หนังสือทุกตัวที่เขียนขึ้นมานั้น เช่น ก ข ค ง โลกสมมุติขึ้นให้เป็น ก ข ค ง เท่านั้น จับไม่ได้เพราะมันเป็นความว่าง ถ้าเราอยากอ่านออกเขียนเป็น อยากรู้หนังสือต้องไปโรงเรียน เราต้องเรียน เอาเอง เราต้องเขียนเอง เราต้องเข้าใจเองและเป็นเอง นั่นละ คือ ความเป็นจริง ความจริงก็คือความว่าง คือสัจจะธรรม สัจจะธรรม คือ ความเป็นจริง เพราะเหตุนี้อาตมาจึงได้กล่าวว่า ธรรมะขายไม่ได้ ขายตัว ก ก็ขายไม่ได้ ขายตัว ข ก็ขายไม่ได้ ขายตัว ค ก็ขายไม่ได้ เพราะมันเป็นความสมมุติ มนุษย์ สมมุติขึ้นว่าเป็นตัว ก ข ค ง แต่ตัว ก ข ค ง มิใช่วัตถุมันเป็นความว่าง เป็นแต่ชื่อเท่านั้น อันนี้ก็เช่นเดียวกับพระธรรมที่เป็นข้อบัญญัติไว้เป็นคำสั่งสอน ของผู้มีพระภาคเจ้า ได้ชื่อว่า พระธรรม พระธรรมก็คือ กฏระเบียบที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติ และ ได้มีพุทธานุญาตให้ใช้ได้ และให้ใช้อยู่ในขอบเขต ใคร ปฏิบัติแล้วทำตามพุทธบัญญัติก็รู้หลักแห่งความจริง ความจริงนั้นแหละคือ พระธรรม
           เมื่อเข้าถึงความเป็นจริงแล้วก็รู้ว่า พระธรรมนั้นละเอียดอ่อนถึงขนาดไหน เมื่อรู้จักความละเอียดอ่อนของพระธรรมแล้ว จะทำให้เห็นหนทางพ้น ทุกข์ รู้สภาวะธรรม และสัจจะธรรมแห่งความเป็นจริง เพราะเหตุนี้อาตมาจึงได้ว่า ธรรมะไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ไม่มีใครให้ไครได้ ไม่ใช่ของซื้อขายตามท้อง ตลาด   ถ้าเราอยากรู้อยากเข้าใจ ให้ใช้สติปัญญาเพียรพยายามปฏิบัติเอา ขอแต่เรามีศรัทธาตั้งมั่นอยู่ในกุศล จิตได้พ้นจากกิเลส จึงจัดเข้าเป็นจิตปาริ สุทธิ ศีลปาริสุทธิเพราะเราอยากได้ความสุข เราอยากพ้นจากความทุกข์ ก็มีหนทางเดียวที่เราจะออกจากมันได้
           ดังนั้นพุทธบาลีจึงกล่าวถึง วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนานั้นเป็นหลักของทางพระพุทธศาสนาให้เราเอามาดับทุกข์ ให้เราทำเอง และหาหนทาง ออกจากทุกข์ วิปํสสนานั้นคือเราตั้งหลักไว้ให้มั่น แล้วใช้สติปัญญาพิจารณาออกจากทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานั้น ก็คือ คนเราอยู่ในกองเพลิง ไฟไหม้บ้าน หาหนทางออกจากกองไฟนั้นให้ได้ ถ้าหากเราหาหนทางออกไม่ได้ เราจะต้องตายอยู่ในกองไฟนั้น เพราะหาทางออกไม่ได้
           ไฟนั้น คือไฟราคะ ไฟกิเลส ไฟตัณหา ไฟ 3 กองนี้จัดเข้าเป็นราคัคคิ โทสัคคิ โมหัคคิ ไฟไหม้อยู่ที่จิตก็คือ ไฟกิเลส ตัณหา เป็นไฟอันตรายที่ร้ายแรง และใหญ่ที่สุด มีอำนาจเหนือกว่าสิ่งใดๆ เราลองคิดดู บางคนอยากได้มาก ไปปล้น ไปลัก ไปฉ้อโกง ไปเอาของคนอื่น เพราะความอยากนี่เอง อยากมาก จนเห็นผิดเป็นถูก เห็นเลวเป็นดี ดังภาษิตพูดว่า “เห็นกงจักร เป็นดอกบัว” เพราะความอยาก อยากโกหก อยากหลอกลวง อยากเอาของคนอื่นมาเป็น ของตน เพราะเหตุนี้ท่านทั้งหลายจึงได้แสวงหาความสงบ คือ แสวงหาธรรมะ ธรรมะก็คือความว่าง เอามากำจัดความวุ่นวายสับสนให้หมดสิ้นไป ให้ยัง เหลือแต่ความว่างอยู่ในจิตใจแล้วจะเกิดมีแต่ความสงบขึ้น การหาหนทางออกจากความทุกข์และออกจากความอยากอันนี้ยากยิ่งนักหนา ไม่ใช่จะทำได้ ง่ายๆ ต้องแสวงหาความว่าง คือ ธรรมะ ดั่งพุทธบาลีได้ตรัสไว้ว่า ให้รู้ถึงความอยากคือ
           อิจิยาสะ สะนะติโลโก ริปะหะเลนะ สัพพัง สิบัตติพันทัง แปลว่า โลกนี้มีความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้ก็ต่อเมื่อเรากำจัดความอยากเสียได้ จึงได้จัดเข้าไว้ว่าเป็น “ผู้ซึ่งตัดเสียซึ่งบ่วงผูกมัดทั้งปวงได้”
          อิจะสานะลัง ปะลิกกัสสาติ อิสจะสาโลกัดสะมิ ทุสสะหา
          อิจะสาพันทา ปุทุสัตตา ปะเสนสะ กุนิยะถา
       
แปลว่า ความอยากย่อมลากจูงคนและสัตว์ไปหาความอยาก ความอยากละได้ยาก ในโลกนี้มนุษย์และสัตว์ ทั้งหลายถูกความอยากผูกมัดไว้ เหมือนกับนกถูกบ่วงคล้องมัดไว้ หลักแห่งความว่างแท้ๆ นั้นอยู่ที่ไหน หลักแห่งความว่างก็คือ ธรรมะ การที่เราจะเสาะหาทางออกจากความทุกข์ที่ อาตมาได้กล่าวมาแล้วนั้นยากนักหนา มิใช่จะทำ ได้ง่ายๆ ขอยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ได้ใช้ความเพียรพยายามในการเสาะ แสวงหาหลายภพ หลายชาติ จึงได้มาตรัสรู้ธรรม และออกจากความทุกข์นั้นได้
           เช่นเดียวกับตัวเรา ท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้ให้ทานรักษาศีล ได้สดับรับฟังธรรมะแล้ว เราแสวงหาความว่างเพื่อให้เกิดธรรมะขึ้นในจิตใจ เพื่อ จะได้หาหนทางออกจากความทุกข์นั้นมาหลายภพ หลายชาติ และได้มีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพในชาติ ได้รับความทุกข์มากมาย เราควรที่จะตื่น ลุกขึ้นและเข้าใจ การได้รับฟังธรรมเทศนาแล้วนั้น คือหนทางที่เราจะแสวงหาความสงบสุขที่เราต้องการ แต่อย่าได้ประมาท ให้ใช้สติปัญญาและทำ ความเพียรต่อไป วันหนึ่งข้างหน้าเราจะได้รับความสุขและความสำเร็จอย่างแน่นอน ความสุขที่เราได้รับนั้นมันเป็นของเรา ความดีเหล่านั้นถึงว่าเราจะ มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อมันได้ และไม่มีใครจะให้เราได้อีก เพราะมันเป็นทรัพย์ภายในทำแล้วไม่หายไปไหนเสีย ถ้าเรายังมีสติ รักษาไว้ได้ มันก็ จะอยู่กับเราตลอดไป ขอให้ท่านจงภูมิใจและรักษามันไว้เทอญ

 

BACK