วิปัสสนากรรมฐาน สมาธิ

               ณ บัดนี้ อาตมาขอน้อมนมัสการพระบรมศาสดาจารย์เจ้าเป็นหลักแห่งการอภิปรายธรรมมะ อันเป็นหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์
            อาตมาขออภิปราย คำว่า วิปัสสนากรรมฐาน ตามความเข้าใจของอาตมาเพื่อให้ท่านสาธุชนได้กระจ่างแจ้ง เพราะว่าบางคนไม่เข้าใจคำที่ใช้ใน กระทู้ธรรม ที่อาตมาได้ยกมากล่าวหรือเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ คำว่าวิปัสสนากรรมฐานนั้นทำให้สับสนพอสมควร ไม่รู้คำไหนเป็นคำเริ่มต้นและคำไหน เป็นคำลงท้าย ทีนี้อาตมาขออภิปรายตามความเข้าใจของอาตมาว่าเราควรจะเอาคำว่า วิปัสสนากรรมฐาน ขึ้นต้นเพื่อให้สมบูรณ์ในประโยคที่จะให้ เข้าใจได้ง่าย ๆ มีอยู่2คำในการเริ่มต้นคือ
            1. วิปัสสนากรรมฐานสมาธิ หรือ กรรมฐานวิปัสสนาสมาธิ
            ก. วิปัสสนานั้นคือ
  
        ผู้ที่ทำความเพียรเพื่อที่จะละความเลวที่มีอยู่ในสันดานจิต หรือสิ่งที่เกิดจากจิตอันเป็นอกุศลซึ่งมีมาเนิ่นนานแล้ว และทำความเลวจนเคยชินจึง จัดเข้าเป็น กรรมอกุศลจิต อันเป็นบาป เรารู้อยู่แล้วว่า เราทำความเลวมามากแล้วเกิดความหวาดกลัวต่อบาป จึงได้สำนึกผิดแล้วมาทำความเพียร เพื่อจะละเสียซึ่งความเลวเหล่านั้น การละความผิดเป็นการยากที่จะละได้ จึงได้มาทำความเพียรพยายามละ และทำความดีให้มีให้เกิดขึ้นให้ได้ และ บางคนเห็นว่าตนมีความทุกข์และอยากรู้ทางออกจากความทุกข์จึงได้มาทำกรรมฐานวิปัสสนาเพื่อจะหาทางออกจากทุกข์
            การทำความดีนั้นยากแสนที่จะยาก จำต้องมาเพียรพยายามทำความดีให้ได้เพราะการทำความเลวนั้นทำได้ง่ายที่สุด แต่การละความเลวนั้น มันยากสุดแสนจะยาก ดังนั้น วิปัสสนาจึงเป็นหลักในการทำความเพียรเพื่อละเสียซึ่งความเลว และความทุกข์ เพียรทำความดี เพื่อจะให้ความทุกข์ที่ ตนมีอยู่นั้นได้ลดน้อยเบาบางลงไปบ้าง
            ข. กรรมฐานนั้นคือ
  
         ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต หรือการให้จิตทำงาน เพื่อชักนำให้เกิดสมาธิหรือวิธี ฝึกอบรมจิตมี 2 ประเภท คือ
            1. สมถกรรมฐาน อุบายสงบใจ
            2. วิปัสสนากรรมฐาน อุบายเรืองปัญญา และที่สำคัญคือ กรรมฐาน 40 อย่าง ซึ่งจะอธิบายในบทต่อไป
            ค. สมาธิคือ
  
         วิธีรักษาจิตให้อยู่คงที่ ไม่ให้จิตหวั่นไหวไปตามอารมณ์ จิตมั่นคงปัญญาก็เกิด ปัญญาเกิดคือจิตรู้แจ้ง ถึงสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากอารมณ์มา ประกอบให้เป็นกิเลส รู้แจ้งในสิ่งที่ดีและเลว ดีและเลวนั้นเกิดมาจากอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตได้รับความทุกข์ หรือเกิดความเศร้าหมอง เมื่อจิตรู้ได้ใน การทำความเพียรจึงสว่างรู้แจ้งทางออกจากทุกข์ รู้แจ้งได้หมดนั้นก็คือจิตเป็นสมาธิ เกิดปัญญาขึ้น จึงได้เอา 3 คำ ในหัวข้อมารวมไว้เป็นคำว่า วิปัสสนา กรรมฐานสมาธิ อาตมาจึงเอา 3 คำนี้มารวมกันเข้าจึงได้คำว่า “วิปัสสนาทางสายกลาง”
            2. ศีล สมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน
            อันนี้คือคำที่สมบูรณ์ หรือสมบูรณ์ที่สุด เพราะเหตุใด? ศีลก็คือความดี ถ้าไม่มีความดีเราก็ทำความเพียรมิได้ เพราะด้วยเหตุใด? เพราะเราต้อง การทำความดี อยากได้ความดีจึงได้มาปฏิบัติจิตให้อยู่ในหลักไม่ให้จิตรู้ไปในทางที่ผิด เพราะอารมณ์เป็นผู้ชักจูงนำพาให้จิตไป ถ้าเรารู้ทันอารมณ์จิตก็ นิ่งอยู่ในสติสัมปชัญญะ คือ รู้ระลึกได้ แล้วก็เกิดความรู้ขึ้น รู้ได้ในสิ่งที่ควร และไม่ควร อารมณ์ก็ไม่สามารถชักจูงนำจิตให้ไปทำความเลวหรือคิดเลวได้ จิตก็มั่นคง นั่นละคือศีลที่เกิดขึ้นอยู่ที่นั้นละ เพราะจิตบริสุทธิ์ศีลจึงเกิดขึ้นมาได้ เพราะศีลเป็นรากฐานมาก่อนในการทำความเพียรเพื่อละเสียซึ่งความ เลว เพราะเราอยากได้ความดี
            วิปัสสนาก็คือ การขัดเกลากิเลส กิเลสก็คือความเลว ความหลง ความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเลว ซึ่งเป็นหนทางไปสู่อบายมุข
           สมาธิ คือจิตผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง ไม่มีพยาบาท ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำให้จิตเสื่อมและเศร้าหมอง จิตสะอาดบริสุทธิ์นั้น ละคือจิตผู้มีสมาธิ เมื่อจิตรู้แล้วกรรมฐานก็เกิดขึ้น ก็คือเรารู้ว่าเรามีความทุกข์ ทุกข์นั้นคืออะไร? ทุกข์ธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และยังมีทุกข์อีก คือ ทุกข์จากการปรุงแต่งของอารมณ์ ฉะนั้นเราจึงมาเพียรพยายามหาทางออกจากทุกข์ที่มีอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่หลุดพ้นได้หมด ก็จะบรรเทาลงได้ ตามความ เข้าใจของอาตมาเห็นว่า ถูกต้องตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า อาตมารู้ได้ด้วยการปฏิบัติธรรมของพระองค์ จึงได้เอามาเขียน ประกอบไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการแสวงหาความดี
            ศีล ถ้าจะเปรียบแล้วก็คือ อาหารชนิดหนึ่ง ที่ดีที่สุดของสัตว์โลก ถ้าไม่มีอาหารแล้วสัตว์โลกทั้งหลายไม่สามารถอยู่ได้ จะตายทันที เริ่มต้นมนุษย์ ทุกเผ่าพันธุ์ทุกเพศ ทุกวัย น้อยใหญ่ หญิงชาย ก็ต้องการอาหาร ขาดเสียมิได้ ถ้าขาดอาหาร คนและสัตว์ก็ต้องตาย อาหารประกอบไปด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่น น้ำเป็นต้นและสิ่งที่จะนำมาประกอบเป็นอาหารมีอยู่หลายอย่างหลายชนิด อาตมาไม่สามารถที่จะเอามาอภิปรายให้รู้หมดได้จึงขออภิปรายย่อ ๆ ว่า เฉพาะคำว่า ศีล ก็คืออาหาร เพราะมนุษย์และสัตว์เกิดมาอยู่ในโลกนี้ต่างก็ต้องการอาหารกิน เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อจะได้ทำความดีให้ตนได้รับ ความสุข ตลอดไปถึงคนอื่นอีกด้วย จึงมีคำกล่าวว่า ไม่ได้กินอาหารแล้วตาย ไม่มีอินทรีย์ ชีวาวาย NO EAT YOU DIE,NO LIFE YOU CAN’T LIVE. ดังนั้น ศีล จึงเป็นหลักของการทำความดี ถ้าชีวิตเกิดมาไม่ได้ทำความดี และไม่มีความดี ก็เหมือนชีวิตคนที่ตายไปแล้วนั่นละ สัตว์โลกทุก ๆ เผ่าพันธุ์ สัตว์และมนุษย์ก็ไม่ต่างกัน เมื่อได้เกิดมาอยู่ในโลกนี้แล้วก็ต้องการอาหารและต่างก็แสวงหาอาหาร เพื่อจะเอามาเลี้ยงชีพให้ได้อยู่ต่อไปเช่นเดียวกับ หลักวิสุทธิมรรคนั่นเอง มรรคและผลได้มาจากการทำความดีนี้เองเหมือนเราลงทุนใช้เวลาเสาะแสวงหาอาหาร ได้อาหารมาอย่างง่ายหรือลำบาก บาง ครั้งต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงก็มี เมื่อได้อาหารมาแล้วก็เอามาเลี้ยงชีพให้มีชีวิตได้อยู่ต่อไปนั่นละ คือผลที่ได้รับจากการกินอาหาร จึงได้คำที่ว่า “มรรคผล” ผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราใช้เวลาปลูกต้นไม้แล้วเอาใจใส่ทนุถนอมบำรุงให้ต้นไม้ใหญ่โต ตกดอกออกผล แล้วเราก็มาเก็บเกี่ยวผลที่ได้มาจากต้นไม้นั้นละ คือผลอันแท้จริง เพราะมรรคมาก่อนแล้วผลย่อมตามมาทีหลังตามหลัก “วิปัสสนากรรมฐานทางสายกลาง” หรือหลักของวิสุทธิมรรควิปัสสนาทางสาย กลางของภูมิ 6 มาจากการที่พระพุทธเจ้าได้ทำกรรมฐานโดยพระองค์ได้เอาชีวิตวางไว้เป็นเดิมพันในการทำกรรมฐานเพื่อจะหาทางออกจาก ความทุกข์ ให้ได้ และพระองค์ก็ได้ทำความเพียรจนสำเร็จในวิปัสสนา
           พระองค์หลุดพ้นได้ด้วยจิตเป็นสมาธิ คือ หลุดพ้นได้ด้วยจิตว่าง จิตไม่มีกิเลส จิตไม่มีอารมณ์ดีหรือเลว จิตเต็มไปด้วยความเมตตา อุเบกขา จิตอยู่ ในความว่าง ราคะพระองค์ไม่มี การเบียดเบียนพระองค์ไม่มี โทสะพระองค์ไม่มี มีแต่ความเมตตาต่อสัตว์โลกหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรมแล้ว พระองค์จึงได้ไปโปรดปัญจวัคคีทั้ง 5 จิตหลุดพ้น เพราะรู้แจ้งนี้เองเป็นที่มาของคำว่า พุทโธ
           พุทโธ คือกรรมฐาน พุทโธ คือวิปัสสนา พุทโธ คือสมาธิ พุทโธ คือมรรคผลนิพพาน พุทโธ คือผู้หลุดพ้นแล้ว พุทโธ คือมรรคผลของการทำวิปัสสนา พุทโธ คือพ้นจากทุกข์ได้แล้ว พุทโธ คือผู้รู้แจ้งทางออกจากทุกข์ พุทโธ คือผู้ตื่น พุทโธ คือผู้เบิกบาน พุทโธ คือผู้รู้แจ้งโดยไม่มีความกังขาสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น
            ดังนั้น อาตมาจึงได้เอามาอภิปรายในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของภูมิ 6 ดังที่อาตมาได้อภิปรายมาแล้วเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เอวังก็มี ด้วยประการฉะนี้แล
           ดังนี้ อาตมาจึงขอน้อมจิต อาราธนาเอาคุณพระศรีรัตนตรัยพร้อมด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตั้งแต่พรหมโลก เทวโลก นาคาโลก มนุษยโลก และ ยมโลก อันความผ่องใส ความเจริญทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกทั้ง 5 ขอจงมาดลบันดาลให้ท่านสาธุชนพุทธบริษัทผู้เจริญทั้งหลาน จงเกิดมีแต่ความสุขสวัสดี ด้วยทั่วถึงกันนั้นเทอญ
            ธรรมะอภิปรายเนื่องในวันผ้าป่าสามัคคีทั้งชาวไทยและลาวและต่างประเทศได้มาร่วมทำบุญถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆะบูชา ตอนที่ อาตมาได้มาพักอยู่ที่บ้านของคุณโยม ชงโค 11A TOBACHER ST.AUSBURN, GERMANY วันที่ 17 สิงหาคม 2539

เจริญพร
หลวงตาจันทร์พี มณีวงศ์

 

BACK