ชีวิตคือการเริ่มต้น
ชีวิตคือการเริ่มต้นอยู่อย่างนั้นเป็นเนืองนิตย์
ถ้าหากว่าเมื่อไรไม่มีการเริ่มต้นแล้วก็คือไม่มีชีวิต
ดังนั้น
อาตมาจึงขออภิปรายความเป็นมาของชีวิต
เพื่อให้ท่านได้รู้แก่นแท้ของชีวิตว่า
ชีวิตนั้นคืออะไร
ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
เวลานี้เราทำอะไรอยู่
ถามตัวเองบ้างสิ ?
แล้วเราก็จะรู้ว่าชีวิตคืออะไร
ชีวิตคือการสัมผัสในความเป็นอยู่
ชีวิตคือการรู้
ทุกอริยาบทของอารมณ์
การหายใจเข้ามาในร่างกาย
ตลอดถึงการเคลื่อนไหว
ขยับเขยื้อนอริยาบททุกอย่างของร่างกาย
อริยาบทหิว ง่วง อิ่ม สุข ทุกข์
สดชื่น แจ่มใส เจริญ และเสื่อม
เอามารวมอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก
ทำให้เกิดการปรุงแต่งขึ้น
ตามความรู้สึกของความอยาก
อยากได้สิ่งของอันเป็น วัตถุ
ก็มีความรู้สึกไปเป็นอย่างหนึ่ง
รู้สึกอยากกินข้าวอารมณ์ความรู้สึกเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง
รู้สึกอยากมีความสงบ
อารมณ์ก็มีความรู้สึกเปลี่ยนไปเป็น
อีกอย่างหนึ่ง
รู้สึกอยากมีความรัก
อารมณ์ก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง
รู้เกลียด รู้โกรธ
อารมณ์ก็เกิดขึ้นไปอีกอย่างหนึ่ง
ความรู้สึกของชีวิตทั้งหมดมารวมเข้า
ให้เป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละคือ
ชีวิต
ลืมตาขึ้นมาดูรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
เราจึงเรียกว่า ชีวิต
ถ้าไม่มีชีวิตแล้วจะลืมตาขึ้นดูได้อย่างไร
เปิดตาดูสิ่ง ต่างๆนั้น
จะรู้ได้อย่างไร
ถ้าเราไม่มีชีวิตแล้ว
เราจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่นั้นคืออะไร
? รู้ได้และเข้าใจได้ด้วย
สิ่งทั้งหมดนั้นก็เพราะอาศัย
ชีวิต เราจึงรู้ได้ในทางสัมผัส
สิ่งของวัตถุต่างๆที่เกิดขึ้นรู้ได้ด้วยการสัมผัส
การสัมผัสรู้ได้ด้วยตา หู จมูก
กาย ใจ สัมผัส ทางลมหายใจ
ตลอดถึงความ รู้สึกของจิตใจ
สติระลึกได้
สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
อนาคตและอดีตที่ผ่านมาอีกด้วย
รู้ได้เพราะเรามีชีวิต
ถ้าไม่มีชีวิตเราไม่สามารถจะรู้ได้
อาตมาขอยกตัวอย่างเช่น
การลืมตาขึ้นมาดูได้นั้นก็คือ
ชีวิต ถ้าไม่มีชีวิตแล้ว
เราจะลืมตาขึ้นมาดูได้อย่างไร?
ก็เพราะเรายังมีชีวิตอยู่จึงรู้ได้ในการ
ลืมตาขึ้นมาดูในสิ่งที่เราต้องการอยากดู
อยากเห็น
จึงได้ว่าการลืมตาขึ้นมาดูนั้นก็คือ
ชีวิตเราจะเห็นได้เช่น
คนที่ตายแล้ว
เราเห็นคนตายเหล่านี้ลืมตา
มาดูได้ไหม ? คำตอบคือ ไม่
เพราะอะไร ?
เพราะคนตายเหล่านั้นไม่มีชีวิตแล้ว
จึงไม่สามารถลืมตาขึ้นมาดูได้
นั้นแหละ
คือสิ่งที่เป็นมาของชีวิตคือความรู้
เรารู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
เอามารวมเข้าแล้วเรียกว่า ชีวิต
ส่วนทุกสิ่งทุกอย่างที่สูญไป
คือ ไม่มีการรับรู้
หรือไม่มีความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในร่างกายแล้ว
แม้แต่ การสัมผัสแตะต้อง
ไม่มีการรับรู้ความอบอุ่นของอุณหภูมิ
ปฏิเสธทั้งหมด
ไม่มีการรับรู้ของร่างกายแล้วนั่นแหละคือชีวิตไม่มี
เราจึงเห็นได้แน่ชัดแล้วว่า
อุณหภูมิทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายเกิดจากชีวิต
ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์เรา
ที่ยังมีความรับรู้อยู่เขาเรียกว่า
ชีวิตทั้งนั้น
ไม่ว่าสัตว์หรือคน
เราจึงเข้าใจได้ว่า
ชีวิตของมนุษย์เราจะเข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย
ชีวิตของตน
และปัจจัยจากความรู้สึกมาจากการปรุงแต่งทั้งหมดนั้น
เราเรียกว่ารู้
ได้ด้วยชีวิตทั้งนั้น
จะเรียกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
เพราะชีวิตเราจึงรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอาศัยอัสสาสะ
(หายใจเข้า) เป็นพระสูตร ปัสสาสะ
(หายใจออก) เป็นพระวินัย
พระปรมัตถธรรมอยู่ข้างในรักษาไว้ไม่ให้แตกดับ
อาตมาจึงขอฝากผ่านท่านสาธุชนพุทธบริษัทผู้เจริญทั้งหลาย
ถ้าอยากรู้มาก ละเอียดกว่านี้
ขอให้ท่านค้นหาในชีวิตของมนุษย์
คือตัวของเรานี่เอง
แล้วท่านก็จะรู้ว่า
ชีวิตคืออะไร
และเราอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเรามีชีวิต
ชีวิตนี้หาค่ามิได้
ประเสริฐยิ่งนักสมกับคำพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
มนุษย์คือสัตว์ที่ประเสริฐสุด
ขอท่านจงหมั่นเพียรทำวิปัสสนาหาคำตอบเอาเองว่าชีวิตคืออะไร
และชีวิตต้องการอะไร
แล้วท่านก็จะรู้แจ้งแห่งพระปรมัตถ
ธรรม ที่มีอยู่ในตัวท่าน
อาตมาเอามาพรรณนาสู่ท่านฟัง
แต่ขออย่าได้คิดว่าอาตมาสอนท่านก็แล้วกัน
เขียนที่สหรัฐอเมริกา
ที่บ้านคุณโยม กฤต พักตรานนท์
315 BRIDGEWAY CIRCLE
NASHVIILLE TN37211 PHONE (
615)8370895
วันที่ 11
มกราคม 2540