พระสิทธัตถะแสวงหาโมกขธรรม

           

ธรรมะอภิปรายเนื่องในวันผ้าป่าสามัคคีที่เมือง Fort Myers รัฐ Florida อาตมามีโอกาสได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีทำบุญ เพื่ออภิปรายธรรมแก่ญาติ โยมในเขตนั้นๆ             ดังนั้น อาตมาจึงได้น้อมนำเอาหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เอามาอภิปราย ในเรื่องการเสาะแสวงหาโมกขธรรมในครั้งที่พระองค์ยัง เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ หนทางที่พระองค์เสาะแสวงหามีอยู่ 4 เส้นทางด้วยกัน คือ
1. เสาะหาต้นเหตุของความทุกข์อันแท้จริงนั้นมาจากไหน และไปจบลงที่ไหน เพราะเหตุใดมนุษย์เราได้เกิดมาแล้วต่างก็ได้รับความทุกข์เหมือนกัน และ ความทุกข์นี้ไม่มีวันสิ้นสุด คือ ทุกข์แล้วทุกข์ต่อไปอย่างนี้ ดังในพุทธบาลีได้ตรัสไว้ว่า วัฏจักร คือ การหมุนเวียนของกรรมที่มีอยู่ในโลกนี้
2. พระองค์ได้เสาะแสวงหาทางออกจากความทุกข์อันแท้จริงนั้น แล้วพระองค์จึงได้รู้ว่า ความทุกข์อันแท้จริงนั้นคือความเสื่อมและความเศร้าหมอง
3. พระองค์เสาะแสวงหาทางออกจากทุกข์ และความเสื่อมว่าจะเริ่มต้นได้อย่างใด และจะปฏิบัติได้อย่างใด จึงจะออกจากความทุกข์นั้นให้ได้
4. พระองค์หาต้นแหล่งมาของความทุกข์อันแท้จริง ด้วยเหตุใดจึงเกิดขึ้นมาได้ และด้วยวิธีใดจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้รับความสุขอันแท้จริง เพราะเหตุนี้
เอง พระองค์จึงได้ลงทุนทำวิปัสสนากรรมฐาน โดยการเอาชีวิตของพระองค์วางไว้เป็นเดิมพัน ถึงแม้ว่าชีวิตของพระองค์จะสิ้นชีพดับชีวาวายก็ตาม พระ
องค์จะเสาะหาให้เห็นเสียก่อน พระองค์จึงได้เอาเวลาและสติปัญญาในการเป็นอยู่ มุ่งมั่นตั้งต่อทำความเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน และพระองค์ก็ได้ทำ
เป็นแบบอย่าง จึงได้เกิดมีขึ้นในทางพระพุทธศาสนาอันเป็นหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ สอนให้ชาวพุทธเราพากันเจริญตามเบื้องพระยุคลบาท
หลังจากพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์จึงได้บัญญัติไว้ในอริยสัจสี่ อันเป็นหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
พุทธปรัชญา สัจธรรมทั้งสี่ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มีดังนี้คือ
        1.  ทุกขสัจจะ
        2.  สมุทัยสัจจะ
        3. นิโรธะสัจจะ
        4. มรรคสัจจะ
ความดับทุกข์ของธรรมทั้งสี่นี้เรียกว่า อริยสัจจธรรม เนื่องจากการตรัสรู้ธรรมทั้งสี่นี้พระองค์จึงเป็นสัมมาสัมพุทธะ แปลว่า ผู้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรมเอง โดย
ไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น พระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบสุขภายใน เป็นความสันติสุข ค้นพบได้ด้วยจิตเป็นสมาธิ จิตสะอาดบริสุทธิ์และ จิตผ่องใส รู้ได้ด้วยสภาพธรรมชาติ รู้ได้ด้วยสภาพความเป็นจริงแห่งชีวิตของสังขารและรูปนาม เป็นอิสระและเที่ยงตรงตามความเป็นจริง พุทธศาสตร์ ของสังขารและรูปนามที่พระองค์ได้ค้นพบในอริยสัจสี่ คือ
        1. ทุกขสัจจะ
  
         ได้แก่ความทุกข์ที่เกิดมาจากจิตใจอันเป็นอารมณ์ โน้มน้าวมากระทบเหตุภายนอกแสดงออก ให้เห็นทุกอย่างไม่มีความจิรังยั่งยืน แล้วแต่เหตุของ มัน จะพาให้เป็นไป ไม่มีสิ่งใดที่จะมาหยุดยั้งมันได้ เพราะเกิดจากต้นเหตุที่ปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาแล้วคือผลก็ตามมาเช่นเดียวกัน ได้แก่ ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งนั้นๆว่าเป็นของเรา ของเขา ความทุกข์จึงได้ตามมามี 8 ประการดังต่อไปนี้คือ
            1. โสกะ มีความเศร้า ความเดือดร้อนใจ
            2. ปริเทวะ มีความน้อยใจ ท้อแท้ใจ
            3. ทุกขะ มีความทรมานใจ ทุกข์ใจ
            4. โทมนัส มีความคับแค้นใจ ความเสียใจ ทุกข์ใจ
            5. อุปายาส มีความกลุ้มใจ ความคับแค้นใจ สิ้นหวัง
            6. สัมปะโยคะ มีความเบื่อหน่าย
            7. วิปโยคะ มีความอาลัยอาวรณ์
            8. อลาภะ มีความเสียดาย ติดใจ
        2. สมุทัยสัจจะ
  
         ทุกข์คือความทรมานในจิตใจ คือ ไม่รู้ต้นเหตุที่มาทำให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ โลภะ คือความโลภอยากได้ โทษะคือความโกรธเกิดขึ้น เพราะความ
ไม่สมหวังดังที่ตนปรารถนา โมหะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในสิ่งที่ตนอยากได้นั้น เพราะฤทธิ์อำนาจของกิเลสมาพาให้อยาก คือ ความอยากเป็นต้นเหตุ ได้แก่ ราคะ คือ ความกำหนัดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ต่างๆ
       3. นิโรธสัจจะ
  
         ความดับทุกข์ คือ ดับกำหนัดของจิตใจ หากว่าเรากำจัดความอยากลงได้ ความโลภ ความโกรธ พร้อมไปด้วยความหลง ถ้าหากดับได้หมดสิ้นไม่ มีเหลือหลงก็จะดับทุกข์ได้และหมดทุกข์เหมือนกัน
        4. มรรคสัจจะ
  
         การพ้นจากทุกข์ได้นั้น ตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบัญญัติไว้เป็นหลักในการปฏิบัติธรรมมี 8 ข้อ ดังในพุทธบาลี ได้ว่าไว้ คือ อัฏฐังคิกมรรค คือ
            1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นในทางที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ
                ก. เห็นทุกข์ รู้ทุกข์ คือ ทุกขะ
                ข. เห็นความดับทุกข์ คือ สมุทะ
                ค. เห็นความดับทุกข์ คือ นิโรธะ
                ง. เห็นความดับทุกข์ คือ มรรคะ
            2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริถูกต้องประกอบไปด้วยองค์ 3 คือ
                ก. ดำริพิจารณา ที่จะออกจากกาม
                ข. ดำริพิจารณา ที่จะออกจากการผูกพยาบาท จองเวร
                ค. ดำริพิจารณา ที่จะออกจากการเบียดเบียนจองล้างจองผลาญกัน โดยไม่มีวันจบสิ้นลงได้
            3. สัมมาวาจา คือ เจรจาดีถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ
                ก. ไม่พูดโกหก (มุสา)
                ข. ไม่พูดส่อเสียดนินทาผู้อื่น
                ค. ไม่พูดคำหยาบคาย กร้าวแข็ง ขาดเหตุผล ทำให้คนอื่นแตกแยก และสะเทือนใจ
                ง. ไม่พูดเหลวใหล หลอกลวงไม่มีความจริงหาสาระประโยชน์ไม่ได้
            4. สัมมากัมมันตะ คือ การงานดี ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ 3 คือ
                ก. ไม่ฆ่าสัตว์ และสิ่งที่มีชีวิต แม้กระทั่งชีวิตของตน
                ข. ไม่เอาสิ่งของของคนอื่นที่มีเจ้าของหวงแหน
                ค. ไม่ประพฤติผิดในกาม อยู่ในศีลข้อที่ 3
            5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีวิตด้วยความชอบธรรมประกอบไปด้วยองค์ 3 คือ
                ก. เว้นจากการเลี้ยงชีพโดยทางที่ผิด(ทุจริต) เช่น การค้าอาวุธ ยาเสพติด สุราของมึนเมาต่างๆ ตลอดถึงการค้ามนุษย์ ( คือ การค้าโสเภณี )
                ข. ประกอบอาชีพที่ให้ประโยชน์แก่ตน และคนอื่นทั่วๆไป
                ค. ประกอบเลี้ยงชีพตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสบัญญัติไว้ดีแล้ว
            6. สัมมาวายามะ   คือ การพยายามในทางที่ดีประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ
                ก. พยายามไม่ให้บาปเกิดขึ้น
                ข. พยายามละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ทำซ้ำเติมอีก
                ค. พยายามรักษาบุญที่มีไว้แล้ว ไม่ให้เสื่อมไป
                ง. พยายามทำบุญให้ได้มากยิ่งๆขึ้นไป
            7. สัมมาสติ  คือ การตั้งสติไว้ในทางที่ถูกต้องประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ
                ก. ตั้งสติพิจารณากาย
                ข. ตั้งสติพิจารณาเวทนา
                ค. ตั้งสติพิจารณาจิต
                ง. ตั้งสติพิจารณาธรรม ให้เข้าถึงหลักแห่งความเป็นจริง
            8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งจิตไว้ในทางที่ดีที่ควรไม่หวั่นไหว ประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ
                ก. ให้เจริญปฐมฌาณ
                ข. ให้เจริญทุติยฌาณ
                ค. ให้เจริญตติยฌาณ
                ง. ให้เจริญจตุตถฌาณ
มรรค 8 ประการนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไม่เคร่งเกินไป ไม่หย่อนยานเกินไป ท่านอาจารย์ทั้งหลายได้จัดเข้าไว้ในศีล สมาธิ และปัญญา ดังนี้คือ
            1. ศีล ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
            2. สัมมาสมาธิได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
            3. ปัญญา ได้แก่ สมาธิ สัมมาสังกัปปะ
            อาตมาจึงขอฝากท่านสาธุชน ผู้เจริญทั้งหลายเอาไว้เพื่อพิจารณาเพราะธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อาตมาได้ใช้ความเพียรพยายาม ปฏิบัติและแสวง
เสาะหา ตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระตถาคตโคดมเจ้า อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้ความรู้ เอามาอภิปรายสู่ท่านฟังและได้อ่านกัน แต่ขอ อย่าได้ว่าอาตมาสอนท่านก็แล้วกัน อาตมาได้เอามาอภิปรายเนื่องในวันอัตถะ ผ้าป่าสามัคคีที่ชาวเมือง Fort Myers ได้จัดทำบุญขึ้นเป็นพุทธบูชา ธรรม
บูชา สังฆะบูชา โดยมีชาวลาว ไทย และต่างประเทศมารวมกันในวันผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันออกพรรษา October 27,1996 ตอนที่อาตมาได้มาพักอยู่ที่ บ้านของคุณโยม Mr.&Mrs. Udrauong Khammy 909 SW. 79 StreetCape Caral,F1. 33914 U.S.A.  Tel (994) 438-0891
            ดังนั้นอาตมาจึงขอน้อมจิตอาราธนาเอาคุณพระศรีรัตนตรัย ขอจงเสด็จลงมาปกปักรักษา คุ้มครองท่านสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลาย ให้ปราศจาก
ทุกข์ภัย อันตรายทั้งหลาย จงเกิดมีแต่ความเจริญ สุขสวัสดี ด้วยความผ่องใสทั่วถึงกันนั้นเทอญ

เจริญพร เอวัง
หลวงตา จันทร์พี มณีวงศ์
วันที่ 27 ตุลาคม 2539 U.S.A

 

 

BACK