อธิษฐานธรรม 4
ธรรมเป็นที่มั่น
ธรรมเป็นรากฐานที่มั่นคงของบุคคล
ธรรมควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน
เพื่อให้มีความสามารถยึดเอาเหตุผล
เพื่อให้สำเร็จขั้นสูงสุด
ตามที่ตนได้ตั้งจุดหวังไว้
โดยไม่ให้มีการเข้าข้างตนเอง
เพื่อหลีกเว้นสิ่งที่ผิด
สิ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งความมัวหมองที่จะนำมาทับถมตน
ธรรมควรจะเอาไว้ใน ใจ
ให้เป็นสถานที่มั่งคง
โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปัญญา
ควรรู้ให้ชัดแจ้งในเหตุผล
ให้พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนกว่ารู้ความเป็นจริง
2. สัจจะ
แปลว่า
ดำรงมั่นคงอยู่ในความเป็นจริง
ที่รู้แจ้งด้วยปัญญา
เริ่มจากความเป็นจริงด้านวาจา
จนถึงปรมัตถสัจจะ
3. จาคะ
ความสละ หรือการละเสีย
หรือการเสียสละ คือ
การละจากสิ่งที่ตนเคยชิน
ที่ตนยึดมั่นไว้
และสิ่งทั้งหลายที่เป็นการผิดจากความเป็น
จริงให้ละวางให้ได้
อันนี้เริ่มต้น จากอมิสาอาชีพ
ละไปจนถึงการสละอาชีพ
4. อุปสมะ
คือความสงบ คือการระงับโทสะ
ระงับความวุ่นวาย
อันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สะอาดสงบ
ธรรมทั้งหลายทั้ง 4 ข้อนี้
สมควรปฏิบัติดังนี้คือ
1. ไม่ควรประมาทปัญญา คือ
ไม่เอาปัญญามาพิจารณา
2.
ควรรักษาสัจจะ คือ
รักษาความเป็นจริง
3.
ควรเพิ่มพูนจาคะ
ตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อมั่น
และเลื่อมใส
4.
ควรศึกษาสติให้รู้แจ้ง
อบาย 4
ภาวะ
อันปราศจากความเจริญ
หรือไม่มีความเจริญ
หรือหาความเจริญมิได้
1.
นิรยะสภาวะ แปลว่า
สภาวะหรือที่อันไม่มีความเจริญ
หาความเจริญมิได้ มีสภาวะร้อนรน
กระวนกระวายเป็นทุกข์
2.
ดิรัจฉานโยนิ แปลว่า
ที่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
อันเป็นพวกมัวเมาโง่เขลา
หาเหตุผลไม่ได้
3.
ปิตติวิสัย แปลว่า ที่เปรต
หรือที่อยู่ของผีเปรต
เป็นภูมิที่มัวเมาเศร้าหมองและหิวโหย
หาความสุขมิได้
4.
อสุรกาย แปลว่า
พวกอสูรมีจิตใจหวั่นไหวตลอดเวลา
หาความสุขสำราญมิได้เสียเลย
มีแต่ความหวาดกลัว
เนื่องจากการทำความผิดไว้มาก
แล้วกลัวแต่คนอื่นจะรู้เรื่องของตน
สิ่งที่อาตมาได้บรรยายนี้
ล้วนแล้วแต่มาจาก
คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น
อาตมาไม่ได้เสริมแต่งแต่ประการใด
ธรรมะ คือเหตุผล และความเป็นจริง
จึงได้จัดเข้าเป็นธรรมะ
สมบูรณ์และถูกต้องตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้เป็นกฎระเบียบ
เราท่านควร ปฏิบัติให้ถูกต้อง
เอวัง.