อารมณ์

        

อาตมาขออภิปราย ถึงคำว่า “อารมณ์” (ARROM) ตามความเข้าใจของอาตมา และตามที่เห็นว่าถูกต้องตรงกับหลัก พระธรรมคำสั่งสอนของทาง พุทธศาสนาจึงได้เอามาอภิปรายเพื่อให้ท่านสาธุชนพุทธบริษัทผู้เจริญทั้งหลายได้อ่านได้ฟังกัน
          “อารมณ์” ก็คือ การรู้สึกของลมหายใจเข้าและออก ลมหายใจเข้ามาในร่างกาย จึงทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา ความรู้สึกทั้งหมดมาจากการหาย ใจเข้าและออกนี้เอง จึงได้มาประกอบให้เป็นอารมณ์ ถ้าหากว่าไม่มีลมหายใจเข้าและออกในร่างกาย แล้วจะทำอย่างไร เราจึงมีความรู้สึกเกิดขึ้นและมี ความรู้สึกอันละเอียดก็คือ อารมณ์นี้เอง รู้สึกดี รู้สึกเลว ก็คืออารมณ์รวมของความรู้สึกทั้งหมดมารวมอยู่ที่จิต จิตจึงได้ไปปรุงแต่งให้เป็นไปตามความ อยากและความต้องการ
          ความอยากจึงจัดเป็น”กิเลส”อันเป็นที่มาของกรรม มีกรรมดีและกรรมเลว เราจึงได้เป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆต่อไปวน เวียนอยู่ในวัฏจักร ”วัฏจักร” ก็คือ การหมุนเวียนของชีวิต คือกงจักรหมุนเวียนไปมาของความอยาก ความอยากก็คือ การหมุน เวียนของโลก การเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์และสัตว์เริ่ม ต้นจากที่ไหน? เริ่มต้นจากการหายใจเข้าและออก การหายใจออกจนหมดลมที่อยู่ในร่างกายแล้วก็เริ่มต้นสูบเอาลมเข้ามาในร่างกาย เพื่อจะได้หายใจ ต่อไป นั้นละคือ การเริ่มต้นของชีวิตอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่มีการเริ่มต้นอีกก็คือคนที่ตายแล้วจึงไม่มีการเริ่มต้นอีก เพราะการหายใจเอาลมออกหมดแล้ว ถ้าไม่มีการหายใจเอาลมเข้ามาในร่างกายอีก นั้นละคือการสิ้นสุดของชีวิตไม่มีการเริ่มต้นอีก หายใจเข้ามาก็มีความรู้สึก เกิดขึ้น รู้ดีก็ไปประกอบกรรมดี รู้เลวก็ไปประกอบกรรมเลว นั้นละคือการเริ่มต้น เริ่มต้นละความเลว เริ่มต้นทำความดี จึงได้คำที่ว่า ชีวิตคือการเริ่มต้นอยู่อย่างนี้ เมื่อไรไม่มีการเริ่มต้น แล้วก็คือ ชีวิตไม่มีแล้ว ส่วนลมหายใจออกก็เปลี่ยนความรู้สึกไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะอะไร เพราะการหายใจเข้าและออกไม่เหมือนกัน ลมหายใจที่ เอาเข้ามานั้นเป็น อากาศสดมีความรู้สึกแจ่มใส สดชื่น สบาย ส่วนลม หายใจออกเป็นการถ่ายเทอากาศเสีย ความรู้สึกของอารมณ์จึงไม่เหมือนกัน ถ้าท่านอยากรู้ให้ใช้ปัญญาคิดดูให้ดีว่าในท้อง คนเราวันหนึ่งกินอาหารกี่อย่างเข้าไปในท้อง ถามตนเองว่าได้ กินอะไรเข้าไปในท้องบ้าง มากน้อยแค่ไหน แล้วท่านก็จะรู้เอง เช่นเดียวกับถังขยะที่เราเอาถุงมารองรับไว้ในถังแล้ว เราเอาเศษอาหาร และสรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นปฏิกูลทิ้งเข้าไปไว้ในถังขยะแล้ว ปิดฝา เมื่อเวลาท่านเปิดฝาออกแล้วท่านจะ มีความรู้สึกว่าอากาศนั้นเป็นอย่างไร? นั้นละคือคำตอบของอาตมา ว่าลมหายใจออกจึงเปลี่ยนความรู้สึกไป เป็นอีกอย่าง หนึ่ง จึงได้คำที่ว่า”อารมณ์”
            ถ้าไม่มีลมหายใจเข้าและออก ความรู้สึกทั้งหมดก็ไม่มี การเกิดขึ้นมาได้ก็เช่นเดียวกับคำว่า “อุณหภูมิ” อุณหภูมิถ้าไม่มีอากาศแล้ว อุณหภูมินั้น จะเกิดขึ้นมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะอากาศไปสัมผัสกับธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือ ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และของเสียทั้งหลาย คือสิ่งที่โสโครกทั้งปวง อันเกิดมาจากสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติต่างๆ ในโลกเราที่ประกอบเข้ากัน จึงได้เกิดเป็นอุณหภูมิขึ้นมา อุณหภูมิที่มีอยู่ในโลกและอุณหภูมิของมนุษย์ก็ไม่ ได้แตกต่างกันแต่ประการใด ถ้าหากว่าเราได้ใช้ สติปัญญาศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วเราก็จะรู้ได้อย่างชัดเจน เพราะโลกเป็นที่มาจากสิ่งประกอบของ ธรรมชาติที่มีอยู่ในโลก ส่วนในร่างกายของคนเรามีธรรมชาติประกอบอยู่แล้วจึงทำให้มีอุณหภูมิเกิดขึ้น แล้วจึงเกิดความรู้สึกตามมา เราจึงได้เป็นทุกข์ ความทุกข์มาจากอารมณ์นี้เอง ส่วนโลกอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงเราเรียกว่า ดิน ฟ้า อากาศเปลี่ยนแปลง ส่วนในร่างกายเราเรียกว่า ความรู้สึก เปลี่ยนแปลง อารมณ์เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เช่นเดียวกันกับ ลมหายใจของคนเรา หายใจเอาลมข้างนอกเข้ามาในร่างกายจึงทำให้เกิด ความรู้สึกขึ้น ความรู้สึกเกิดขึ้นจากลมหายใจนั้นละคืออารมณ์อันแท้จริง จึงได้มาประกอบให้เป็นอายตนะ 12 อายตนะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คือ ข้างนอกมี หก ข้างในมีหก อายตนะภายนอกคือ การรู้ได้ ด้วยการสัมผัส หายใจเอาลมเข้ามาในร่างกายก็เกิดความรู้สึกขึ้นด้วยการสัมผัสภายในคือ รู้ ส่วนการ สัมผัสภายนอก คือ ตาเห็นรูป หรือวัตถุต่างๆที่เราเรียกว่า สัมผัสทางตา คือตาเห็นรูป หูสัมผัสด้วยเสียง จมูกสัมผัสด้วยกลิ่น ลิ้นสัมผัสด้วยรส กายสัม ผัสด้วยการแตะต้องต่าง ๆ ใจรู้ธรรมารมณ์ เป็นต้น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ทุกข์ สุข ดี เลว รวมความแล้วมาจากอารมณ์ นี้เอง ไม่ได้มาจากที่อื่นเลยเช่นเดียว กับความรู้สึกอื่น ๆ จึงได้จัดเป็น อายตนะ 12 จึงได้คำที่ว่าอารมณ์นี้เอง
            ส่วนคำที่ว่า อารัมมะนา (ARRAMANA) ไม่เหมือนกันกับคำว่าอารมณ์ เพราะว่าอารมณ์ เกิดมาจากความรู้สึกของลม หายใจ และการสัมผัสต่าง ๆ ส่วนคำที่ว่า อารัมมะนา มาจากการพรรณนาว่าไปตามเรื่องต่าง ๆ คืออารัมภบทว่าไปพรรณนา เรื่อยไป ละเมอเพ้อฝันไป หาที่สิ้นสุดไม่ได้
           อาตมาจึงขอฝากท่านไว้ด้วย ที่ได้เอามาอภิปรายว่าไปตามหลักพระธรรมของทางพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะอาตมาได้ เพียรปฏิบัติธรรม และได้ เสาะแสวงหาในหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ความรู้เอามาเขียนไว้และเอามาเล่าให้ ท่านได้ฟังกัน ขอท่านอย่าได้เข้าใจว่าอาตมาเป็น ผู้สอนท่านก็แล้วกัน เพราะว่าอาตมาก็ยังเป็นคนธรรมดาเหมือนกันกับท่าน นั่นละ ไม่ได้เป็นผู้วิเศษแต่อย่างใด การจะรู้ธรรมได้นั้นต้องใช้ความเพียร ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรมไปแล้ว หมายความว่าตน เป็นผู้รู้หมดทุกอย่าง การที่เรารู้ได้นั้น ก็เพราะการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ วิเศษ “ผู้วิเศษนั้นคือพระพุทธ เจ้า” และพระพุทธเจ้าก็มีองค์เดียวเท่านั้นสมดังพุทธบาลีที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “อย่าได้อวดอุตริมนุษยธรรม คือ ความ ประมาท จงอย่าได้ประมาท ขอท่านจงเพียรทำความดีต่อไป ผลที่ท่านได้รับ ท่านจะได้สมหวังทุกประการ”
            ขอความสุขความเจริญ จงเกิดมีขึ้นแด่ท่านสาธุชน เอวัง
            ธรรมะอภิปรายที่รัฐ TENNESSEE อาตมาได้มาธุดงค์แห่งนี้เป็นครั้งที่ 2 เดือน January-10-97 อาตมาได้มาพักอยู่ที่ บ้านคุณโยมหนูการ สุริยวงศา เป็นครอบครัวที่อุปถัมภ์ อุบาสก อุบาสิกา มีไทยและลาว และชาวต่างประเทศด้วย
           4631 DOWDY DR. ANTIOCH TN37013 PHONE:( 615 )8336786( USA )

 

BACK