ความสุข และ ความทุกข์

 

สิ่งทั้งหมดที่มี มาจากมนุษย์และสัตว์ มนุษย์และสัตว์มาจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกัน แต่แตกต่างที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเท่านั้น

สิ่งที่เป็น ธรรมชาติของมนุษย์ และสัตว์นั้น คือ ในร่างกาย จะมี รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ มาทำให้เกิดเป็น รูปธรรม นามธรรม ตามมา คือ ธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ และ ธาตุลม ที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์จะแยกออกมีอาการ 32 ภาค เอามารวมกัน จึงได้มีชื่อว่า คน เกิดมีกรรม จิต อุตุ อาหาร ตามมา คือ จิ เจ รู นิ

จิ ได้แก่ จิต 89 ดวง หรือ 121, เจ ได้แก่ เจตสิก 52 ดวง , รู ได้แก่ รูป 28 ดวง , นิ ได้แก่ นิพพาน 1 ลงไปในตัวของบุคคล กรรมจึงได้ตามมาให้ผลต่อไป มีกรรมดี และ กรรมเลว

ในพุทธบาลีได้ตรัสไว้ว่า “ กัมมุนา วัตตะติโลโก ” เราได้ทำเอาไว้ จะดีหรือเลว เราจำต้องได้รับผลของกรรมนั้นๆต่อไป กรรมให้ผลปัจจุบัน และอนาคตต่อไป จึงได้เกิดเป็นวัฏจักร อันเป็น วัฏสงสาร หมุนเวียนให้กรรมแก่ สัตว์และมนุษย์ ต่อๆไป ไม่มีสิ้นสุด

ถ้าเราทำกรรมดีเอาไว้ ก็เกิดมีความสุขกาย สบายจิต ถ้าเราทำกรรมเลวเอาไว้ ก็เกิดเป็นทุกขเวทนาสืบไป ต่อเนื่องไป ไม่มีที่สิ้นสุด กรรมนั้น มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งหมด ไม่ได้มาจากที่อื่นเลย ดังพุทธบาลีต่อไปนี้ว่า

“ เอวะ มะยัง เมกาโย ” กายของเราเป็นอย่างนี้แล ให้ทุกๆท่านรู้เอาไว้

“ อุทธัง ปาทะตะลา ” เบื้องสูงตั้งแต่พื้นเท้าทั้งสองขึ้นมา

“ อะโธ เกสะมัตตะกา ” เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป

“ ตะจะปะริยันโต ” มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบๆตัว

ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วย ของที่ไม่สะอาด มีประการต่างๆ เมื่อแยกออกจากกันแล้ว คำว่า คน ก็ไม่มี ไม่เห็นอีก

ถ้าเอาอาการ 32 มาประกอบเข้าด้วยทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ มารวมกันเข้า บัญญัติขึ้น มีชื่อว่า มนุษย์ ที่มีอินทรีย์ชีวิตตามสภาพของมัน ได้แก่ รูปธรรม และ นามธรรม เพราะเหตุนี้ พุทธธรรมจึงได้แสดงให้เห็นต่อไป ให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้มีอะไรบ้าง เป็นพิเศษในด้านจิตใจ

ถ้าหากว่า เป็นวัตถุ ของใช้ หรือ บ้านเรือน และสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เราจะประกอบ ได้หลายๆอย่าง แต่ในที่นี้ แสดงให้เห็นแบบขันธ์ทั้ง 5 ในพระสูตร ด้วยวิธีแบ่งขันธ์ 5 ออกพร้อมด้วยองค์พยางค์ทั้งหมด เป็นคน หรือ บุคคล หรือ เรียกว่า สัตว์ แยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ

ขันธ์ห้าประเภท เรียกทางธรรมว่า เป็น เบญจขันธ์ คือ 15, 5, 84, 98

นามและรูป หรือ พูดว่า รูปธรรม นามธรรม นี้เอง แต่พระอภิธรรมแบ่งเป็นสาม คือ รูปธรรม นามธรรม และจิต เจตสิก รูป ถ้าจะเรียกขันธ์ 5 จะได้แสดงต่อไป คือ จิต วิญญาณขันธ์ เจตสิก เวทนาขันธ์ สัญญาณขันธ์ สังขารขันธ์ รูปขันธ์

รูป ได้แก่ ส่วนประกอบ รูปธรรมทั้งหมด ร่างกาย และพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย หรือ พลังงานฝ่ายวัตถุ พร้อมทั้ง คุณสมบัติ และสิ่งต่างๆ

พลังงานเหล่านั้น คือ เวทนา ได้แก่ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ อาการต่างๆ อันมาทำให้ จำอารมณ์ รับรู้ได้ นั้นคือ วิญญาณ ได้แก่ ความรู้แจ้ง อารมณ์ของทางประสาททั้งหมดและใจ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสทางกาย และ การรู้อารมณ์ทางใจ ให้เข้าใจ ข้อสำคัญ คือ สัญญา เป็นความจดจำ หมายถึง รู้ หรือ กำหนดรู้อารมณ์ มารวมกันแล้วเรา เรียกว่า คน หรือ ชีวิต สภาพต่างๆของมันเอง อันเป็นธรรมชาติ เมื่อแยกออกหมดแล้ว จึงไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีตัวเขา ไม่มีตัวเรา มีแต่ความว่างเปล่า หาตัวตนไม่เห็น จึงได้ เรียกว่า อนันตา หรือ ธรรมาอนันตา

มีตัวมีตน แต่ ไม่มีตัวไม่มีตน ถ้าหากแยกสิ่งประกอบออกหมดแล้ว ก็ ไม่มีตัว ไม่มีตน มีแต่ความว่างเปล่า คือ อนันตา นี้เอง

สังขาร ได้แก่ การประพฤติ หรือ คุณสมบัติของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ มาทำให้ จิตดี หรือ จิตเลว หรือ เป็นกลาง ปรุงให้มีความรู้สึกนึกคิดในจิตใจ และการแสดงออกมาทางจิต อันเป็นวาจา ให้เป็นไปต่างๆตามความคิดของจิตใจ และเป็นที่มาของกรรมเลวและกรรมดี อันจัดเข้าเป็น ศรัทธา สติ หิริโอตัปปะ, เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา, ปัญญา โมหะ โลภะ มานะทิฐิ อิจฉา ทักษะริยะ (ความรู้สึกของประมาณ) เป็นต้น

เรียกง่ายๆว่า เครื่องปรุงของจิต เครื่องปรุงของความคิด และเครื่องปรุงของกรรม ด้วยเหตุนี้ พุทธธรรมจึงแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ในร่างกายของเรา มีความสวยงามมากน้อยแค่ไหน จึงได้พากันหลงใหลว่า ตัวเขา ตัวเรา ชอบอย่างนั้น สวยอย่างนี้

จูบ ประโลม ดมกลิ่น ว่า ยินดีอย่างนั้น ปิติอย่างยิ่ง พอใจอย่างยิ่ง สิ่งทั้งหมดเหล่านี้มา ทำให้เป็นทุกข์

 

 

 

Back To Content