ธรรมอภิปราย 9

 

ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะพระองค์ลงทุนทำความเพียรอยู่นั้นๆ พระองค์ถือศีลอะไร?พระองค์มีแต่สัจจะและชีวิต จิตตั้งมั่นอยู่ในความมุ่งหวัง ได้อธิษฐานว่า ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ข้าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นกษัตริย์ในพระมหานครกรุงกบิลพัสดุ์ ได้ละบรรลังก์ออกผนวชเพื่อแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ แต่ข้าพระองค์ได้ทำทุกขกิริยามากแล้ว แต่ยังไม่ได้บรรลุถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ ข้าได้เสวยอาหารมื้อนี้เป็นครั้งสุดท้าย ในสถานที่แห่งนี้ข้าจะเอามาเป็นที่ตรัสรู้ธรรม ถ้าหากว่าเลือดจะแห้ง หนังจะเหี่ยว จะสิ้นชีพชีวาวายไปก็ตาม ถ้าหากว่าไม่ได้ตรัสรู้ธรรม สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ข้าเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่ลุกขึ้น จากบรรลังค์หญ้าคานี้เป็นอันขาด ถึงยามราตรีจวนจะสว่างแจ้งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 วันเพ็ญ ปีจอ เวลา 6 โมงเช้า เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุอภิญญาญาณมีเสียงดังหวั่นไหวไปถึงหมื่นโกฎิจักรวาล, แสนโกฎิจักรวาล, อนันตจักรวาล อภิญญาเกิดรัศมีอานุภาพและส่งเข้าในญาณโสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันตมรรคและอรหันตผล,แล้วจึงเข้านิโรธไปลงวิมุตติแล้วจึงกลับคืนมานิโรธ อันมีญาณสุดท้ายจึงเกิดขึ้น คือญาณบุพเพนิวาสานุสติญาณ มาทำให้พระองค์ระลึกชาติหนหลังได้ คำที่ว่าบุพเพนิวาส แปลว่า ชาติปางหลัง สานุสติญาณ แปลว่า จำนวน 500 ชาติปางหลังนั้นๆ พระองค์ได้ทำอะไรไว้บ้าง พระองค์ย่อมล่วงรู้ได้ด้วยญาณบุพเพนิวาสานุสติญาณ พร้อมไปด้วยศีล สมาธิ เฉพาะคำที่ว่าศีลนี้ ทุกๆพุทธปัจเจกพุทธเจ้า มาทำความเพียรให้ถึงยังสัมมาสัมโพธิญาณ ศีลจะเกิดขึ้นทีหลัง หลังจากได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว เพราะสมบูรณ์ไปหมดทุกอย่าง ดังได้กล่าวมาว่า ในการบำเพ็ญก่อนจะถึงดวงธรรมนั้น ท่านได้อภิญญาแล้ว ในการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม แล้ว อันมีพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ประทานพรให้ พร้อมไปด้วยพระรัตนตรัยทั้ง 3 อันเป็น รัตนตรัยพร และเทพเทพาที่ดูแลเอาใจใส่ปกปักรักษาผู้ทำความเพียรปฏิบัติธรรมของพระองค์ ไม่ให้มีอันตรายเกิดขึ้นอยู่ในเวลาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อท่านได้ทำความเพียรสำเร็จแล้ว เทพทั้งหลายให้การรักษา จึงได้ส่งวาทะออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียวว่า สาธุ ยินดีด้วยท่านผู้ทำความเพียรปฏิบัติธรรมได้สำเร็จ อรหัง สัมมาสัมพุทโธ อนุโมทามิ

พระองค์ทำความเพียรอยู่บนบรรลังค์หญ้าคาได้สำเร็จ และอภิญญาเกิดขึ้นมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปถึงหมื่นโกฎิจักรวาล, แสนโกฎิจักรวาล, และอนันตจักรวาล, พระองค์ได้ญาณโสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันตมรรค, อรหันตผล, ได้นิโรธและวิมุตติ, สุดท้ายได้เกิดบุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ จึงได้จัดเข้าเป็น อัตธาปริตติตัง มีพรหมนัง, เทวานัง, สัตธังสุตวา, จาตุมหาราชิกา, ตาวติงสา, เทวนังตุสิตา และนิมมานรติ พร้อมไปด้วยพรหม, เทพในพรหมโลก, อินทาในเทวโลก, ยามาเทพในชั้นสวรรค์16ชั้น, เทพเทพาในนาคาโลก, เทพเทพาในมนุษยโลก, เทพเทพาในยมโลก พรหมมา เทพา อากาสาเทพ พร้อมไปด้วยเทพเทวบุตร, เทพเทวดา, เจ้าภูมิผู้คุ้มครองรักษาในสถานที่ที่พระองค์ทำความเพียร ตลอดไปถึงแม่พระธรณี, แม่พระคงคา, ได้น้อมจิตถวายพระพรแด่พระองค์ส่งเสียงเปล่งออกมาพร้อมกันว่า อรหังสัมมาสัมพุทโธ มีทั้ง 7ทิศ ส่วนทิศที่8 คือ ทิศตรงหน้าพระพักตร์แห่งพระองค์ เทพเทพาได้เข้าพิทักษ์อารักขกา สะทาตุมเหอารักขันตุ ( สะทาตุมเห เฉพาะคำนี้ ) คือ แม่นางธรณี, แม่คงคา, พญาครุฑ, พญานาคได้มารวมอยู่เป็น ปฐวีสัพพัง พรหมมาสุรักขกา นาโคนาคิน มเหจิโน บัลลังก์เกสิเสปะทา บัลลังก์หญ้าคากลายมาเป็นปฐวี, ปทุมทัสสะ บัลลังก์เกตัสเสวะ ปะริหิติตัง แล้วจึงได้เกิดเป็นกงจักร 8 ทิศ พิชิตพญามาร พญามารมาผจญแย่งเอาบัลลังก์ แต่แล้วพญามารปราชัย จึงได้เป็น อัตถะปะริตติตัง กงจักรทั้ง8 จึงได้มาเป็นจักกัปปวัตนจุติ มารปราชัยแล้ว จึงได้ยอมกราบธุลีพระบาท ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาให้มารได้มีชีวิตอยู่ เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะมารบนแท่นบัลลังก์แก้วแล้ว มีเทพอันเป็นจอมแห่งเทพใน16ชั้นฟ้า ลงมาถึง15ชั้นดินมารวมเป็นอนันตจักรวาล มาเป็นปริสะสานัง นะมัชเฉหิ ปะริติตัง ขอแสดงความยินดีด้วยที่พระองค์ทำได้สำเร็จ มาเป็นศากยะมุนี มีธรรมเป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย จึงได้ถวายพระพรสดุดี สรรเสริญพระองค์ว่า อรหังสัมมาสัมพุทโธ นะมัชเฉหิ ปะริตติตัง แล้วพระองค์จึงได้เสด็จลุกขึ้นจากพระบัลลังก์แก้วไปเสวยวิมุตติเป็นเวลา 7 ราตรี พระองค์จึงได้มาทบทวน ปฏิจจสมุทปบาท เหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นและผ่านมา แล้วพระองค์จึงได้จัดเข้าให้เป็นระเบียบ แล้วพระองค์จึงได้ตรวจดูอินทรีย์ของสัตว์โลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าสัตว์โลกเปรียบเหมือนดอกบัว 4 เหล่า มีอยู่ 4 ประเภท คือ

  1. ประเภทขึ้นมาอยู่บนหน้าน้ำแล้ว คอยแต่ได้รับแสงของพระอาทิตย์แล้ว ก็จะบานทันที
  2. ประเภทขึ้นมาจวนจะถึงบนหน้าน้ำแล้ว คอยแต่ได้รับแสงของพระอาทิตย์แล้วก็จะบานทันที
  3. ประเภทขึ้นมาพ้นจากพื้นตมแล้วคอยแต่จะขึ้นมาอยู่บนหน้าน้ำ
  4. ประเภทที่ยังอยู่ลึกมาก ไม่มีโอกาสที่จะขึ้นมาอยู่บนหน้าน้ำได้ จะเป็นอาหารของเต่า, กุ้ง, ปลา ต่อไปจำเป็นต้องปล่อยไปตามกรรม

พระองค์จึงได้จัดให้มีศีลข้อวัตรปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาถือพระพุทธศาสนา ธรรมดาให้ถือศีล5 ผู้ที่จะเข้ามาถือพรหมจรรย์นุ่งขาวห่มขาวให้ถือศีล8 ผู้ที่จะเข้ามาอุปสมบทเป็นสามเณรให้ถือศีล10 ผู้ที่จะเข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุให้ถือศีล227 ผู้ที่จะเข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุณีให้ถือศีล 310, ส่วนพระฤาษีมี2ประเภทคือ

  1. ประเภทที่นุ่งห่มหนังเสือคลุมตนเองให้ถือศีล5
  2. ประเภทที่ถือพรหมจรรย์นุ่งขาวห่มขาวมีผู้อุปฐากถือศีล8

ในวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 8 ปีจอ พระพุทธเจ้าจึงออกจากเสวยวิมุตติไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ได้มีคำถามเกิดขึ้นมาว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ก่อนที่พระพุทธเจ้าไปโปรดนั้นท่านถือศีลอะไร ?

ตอบ ท่านไม่ได้มีอะไรมีแต่สัจจะและคำอธิษฐานเท่านั้น หลังจากที่พระพุทธ เจ้าได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง5แล้ว ได้สดับรังฟังธรรมแล้ว เกิดดวงธรรมสว่างขึ้นที่จิต สติ ปัญญารู้แจ้งจึงได้เกิดญาณขึ้น อันมีโสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันต์ ,แล้วพระพุทธองค์จึงได้อุปสมบทให้เป็นภิกษุ ในพิธีอุปสมบท เอหิ อุปสัปธา ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วพระองค์จึงได้ให้ศีล227 ให้เป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์ จึงได้เกิดมีพระสงฆ์ขึ้นครั้งแรกในโลกมนุษย์ ตอนนี้พระพุทธเจ้าได้สมบูรณ์แล้วในคำที่ว่า พระรัตนตรัยทั้ง 3 คือ

1.พระพุทธ

2.พระธรรม

3.พระสงฆ์

พระบรมศาสดาจารย์เจ้าแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ ไปในรัตนตรัยทั้ง3 ต่อมาพระองค์ได้จำพรรษาอยู่ ณ.ที่นั้น หลังจากออกพรรษาแล้ว ได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นอีก 60 รูป แล้วพระองค์จึงได้ส่งพระสงฆ์สาวกอันเป็นพระอรหันต์60รูปออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลกมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

นั้นเป็นหลักการในการสั่งสอนและเผยแผ่พระธรรมของพระองค์ ส่วนพระโสดา สกิทา, อนาคา, อรหันตมรรค และอรหันตผล ได้บรรลุธรรมนั้นๆ จะแตกต่างจากพระพุทธเจ้า เพราะการได้บรรลุมาจากเพียรภาวนา และสดับรับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ผลอานิสงส์เกิดขึ้น และได้บรรลุอภิญญาญาณ และการเสวยวิมุตติของพระอรหันต์ จึงได้แตกต่างจากพระพุทธเจ้า เพราะรู้ธรรมแล้วจึงได้มาทำให้แจ้ง เมื่อรู้แจ้งแล้วจึงไปวิมุตติแล้วกลับมานิโรธแล้วจึงไปจุตินิพพาน จะต้องไปตามมรรคและผลของตนได้ทำเอาไว้ ส่งต่อให้ไปจุติตามภพ และภูมิต่างๆ ตามอานิสงส์ที่ได้กล่าวมาแล้ว

ถ้าจะกล่าวถึงวิมุตติของพระพุทธเจ้าและพระโสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันต์ ข้าพระพุทธเจ้าพระองค์เสวยวิมุตติอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา 7 ราตรี หลังจากพระองค์ได้ทำความเพียรเป็นเวลา 6ปี จึงได้สำเร็จผลออกมาคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำที่ว่าเจ้า แปลได้ใจความว่า พระองค์เป็นเจ้าผู้นำพาศาสนาพุทธให้เกิดมีขึ้นในโลกมนุษย์ และ การจะนำพระพุทธศาสนาของพระองค์ไปด้วยวิธีใดจึงจะเจริญ และได้รับผลตามความมุ่งหวังของพระองค์ เพราะพระองค์ได้ญาณมาหมดแล้ว ตั้งแต่ญาณโสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันตมรรคและอรหันตผลเป็นที่ล่วงรู้ทั้งหมด และพร้อมไปด้วยการหลุดพ้นและวิมุตติ พระองค์ก็ได้มาก่อนสำเร็จหมดแล้ว อภิญญานิโรธ อันมี มรรค4 ผล4 นิโรธ พร้อมไปด้วย การจุติและดับไปนิพพาน พระองค์ได้ล่วงรู้จึงได้คำออกมาว่า สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้ รู้สัจธรรมทั้งหมด โดยไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น ส่วนบุคคลธรรมดา อันมีพระฤาษีพระดาบส, พระภิกษุ, สามเณร, ภิกษุณี,นางชี และคนธรรมดา ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องทำความเพียรในกิริยา ให้ได้ถึงอภิญญาณญาณนิโรธ แล้วจึงไปตามลำดับของมรรคและผล ตอนนี้มีแต่ไปรับตำแหน่งเป็นพระอรหันต์ตามผลส่งมาเท่านั้น แล้วกลับเข้านิโรธรอท่าไปจุติ ในพรหมโลกจำเพาะคำที่ว่า วิมุตตินี้ แปลว่า ผู้ปลงวาง ผู้ล่วงรู้ทั้งหมดแล้ว เป็นบุคคลสมบูรณ์แล้วรอท่าแต่เวลาจะมาถึง ส่วนการไปจุติในพรหมนั้นๆ ก็จะไปตามมรรคและผลของการภาวนานั้นจะส่งไป ไม่ใช่ว่าถึงพระอรหันต์แล้ว จะไปจุติในพรหมโลกชั้นใดก็ได้ ตามความต้องการ จึงขอฝากท่านไว้ด้วยความเคารพธรรม

ขอส่วนบุญที่ข้าได้มาจากการบำเพ็ญภาวนาของข้าพเจ้า ขอจงไปถึงยังพระบรมศาสดาจารย์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์เกษมสุขเกษมสำราญในอิริยาบถทุกทิวาราตรีกาลนั้นเทอญ

อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมมะสาวัง มะหาพรหมมะ

จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง

อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสาวัง

มะหาสัปปุริสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง

สัพพะ สิทธิ วิชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง

เอเตนะสัจเจนะสุวัตถิโหนตุ

สาวังภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา,จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

ตาวะติงสา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง.

ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

ยามา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง.ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

ตุสิตา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง.ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

นิมมานะระตี เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง.

นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

ปะระนิมิตะวะสะวัตตี เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง.

ปะระนิมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา,

พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

พรัหมะกายิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

พรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

มะหะพรัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

มะหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สังทัง สุตวา

อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

สุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

อสัญญีสัตตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

อสัญญีสัตตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง

ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ

ตลอดไปในประเทศ ภุมมาเทวา ปกปักรักษาคุ้มครองในสถานที่ได้อยู่อาศัย ในสถานที่แห่งนี้เทพเทวบุตร, เทพเทวดา, เทพเทพาทั้งหลาย ตลอดไปถึงมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลายที่ได้ให้ความเมตตารักษาคุ้มครอง ในเวลาเจริญเมตตาภาวนา ให้ความยินดี ขอให้ได้รับผลในอภิญญาถึงโสดาและมรรค4ผล4พร้อมไปด้วยนิโรธ ได้สำเร็จญาณพระอรหันต์ เกิดแก่ผู้ที่ได้ทำความเพียร เทพเทพาทั้งหลาย ตามไปให้ความคุ้มครองรักษา เจริญรุ่งเรืองไปด้วยอานิสงส์ ปราศจากความทุกข์และความเสื่อม และภัยอันตรายทั้งหลายตลอดไปถึงมนุษย์ทั้งหลาย ได้ให้ความยินดีด้วย จงเกิดมีแต่ความสุข ความเจริญความผ่องใส

ขออานิสงส์ผลบุญได้จากการภาวนาของข้า จงกลับไปตอบสนองให้เทพเทพาทุกเหล่าตั้งแต่ 16 ชั้นฟ้า ลงมาถึง 15ชั้นดิน ไปถึงเทพเทพาผู้คุ้มครองโลกทั้ง4 ภพทั้ง8 และมนุษย์ผู้ที่มีจิตตั้งต่อในการบำเพ็ญเมตตาภาวนาจงเจริญไปตามอายุขัย ท่านปรารถนาสิ่งใดอันประกอบไปด้วยธรรมแล้ว จงสำเร็จมรรคผล ตามความมุ่งหวังของท่านเทอญ เจริญรุ่งเรืองไปด้วยฤทธิ์รังสีรัศมีอานุภาพ สาธุอนุโมทามิ

เขียนด้วย หลวงตาจันทร์พี มณีวงศ์

วันที่ 17-7-2002 ที่ประเทศออสเตรเลีย

 

 

 

Back To Content