ธรรมอภิปราย 17

 

อาตมาได้ปฏิบัติธรรม ตามหลักธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ได้ตรัสไว้ว่า มนุษย์เราเกิดมาแล้วมีแต่ความดิ้นรนไปตามวันเวลาไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีเวลาให้ตนเอง ดังนั้นพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสบัญญัติไว้เป็นหลักธรรมว่า สมาธิวิปัสสนา เพื่อจะให้มนุษย์เรามีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเองและ มาคิดถึงความเป็นอยู่ของชีวิต ดังนั้น อาตมาจึงขอนำความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมอันละเอียดและสำคัญ ต่อผู้มีความประสงค์อยากรู้หลักแห่งความเป็นจริง ว่ามีอยู่ที่ไหน ? มนุษย์ทุกคนก็ใฝ่ฝันหา อยากนั่งสมาธิ อยากรู้สมาธิ อยากเรียนสมาธิ พากันค้นหาสมาธิจนวุ่นวายไปหมด อันแท้จริงแล้วมนุษย์ เรามีความรู้มาก เลยไม่รู้ว่าความจริงนั้นอยู่ที่ไหน ? อาตมาขออภิปรายให้รู้กันตามที่อาตมาเข้าใจ คนทุกคนมีสมาธิอยู่กับตัวตั้งแต่แรกเกิดมา พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ว่า สมาธิเป็นรากฐานแห่งวิปัสสนา ถ้าหากคนไหนไม่มีสติ ก็เป็นคนจิตไม่เต็ม หรือจิตไม่สมบูรณ์ อันนี้ก็คือรากฐานของสมาธิ ขอสมมติให้รู้ว่า ถ้าคนที่ไม่มีสมาธิ ก็คือคนที่ไม่มีสติ ไม่สามารถทำอะไรให้ถูกต้องได้ แม้แต่กินข้าวก็ไม่ถูกปาก เดินไปตามทางก็หลงทาง แต่เราไปถูกทางและมาถูกทางปลอดภัยดีไม่มีเหตุร้ายอันตรายเกิดขึ้น เพราะเรามีสมาธิโดยอัตโนมัติซึ่งไม่จำเป็นต้องไปหาสมาธิอยู่ภายนอกเลย แต่ที่เราไปนั่งสมาธิ ก็เพราะว่าเราไม่มีเวลาให้แก่ตัวเราบ้าง

บางคนเกิดมาอายุได้ ๑๐ , ๒๐ , ๓๐ , ๔๐ , ๕๐ , ๖๐ , ๗๐ ปี ไม่เคยมีเวลาให้แก่ตนเองเสียเลย มีแต่คิดอยาก คิดไปข้างหน้า คิดถอยหลัง คิดสับสน วกไปเวียนมาในความอยาก ก่อนจะหลับนอนได้ก็คิดจนเหนื่อย จึงหลับลงได้ ตื่นจากนอนลืมตาขึ้นมา คิดอยากต่อไป คิดต่อไปไม่จบสิ้นลงได้ เรามาคำนวณดูว่าตั้งแต่อายุ ๑๐ปี จนถึงอายุ ๓๐ , ๔๐ , ๕๐ , ๖๐ , ๗๐ ปี มีจำนวนกี่โกฏิกี่ล้านครั้งที่เราคิด และในความคิดของเรามีใครรู้บ้าง ? ใครเป็นคนจำ และใครเป็นผู้เขียนข้อมูลบันทึกเอาไว้ เราคิดอะไรบ้าง ? คิดกี่โกฏิ , กี่ล้านครั้ง ใครบ้างเป็นผู้รู้ และบันทึกไว้เมื่อไร ? และเอาไว้ที่ไหน ?

หูของเราได้ยินได้ฟัง กี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง มีเสียงอะไรบ้าง ? เสียงเพราะ เสียงรัก เสียงเกลียด เสียงร้าย เสียงดี ได้ยินกี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง ? ใครเป็นคนรู้ ? ใครเป็นผู้บันทึก และเก็บข้อมูลเอาไว้ และเอาไว้อยู่ที่ไหน ? ใครเป็นคนรู้ ?

ตาของเราเหมือนกล้องถ่ายภาพ ภาพที่เราถ่ายมีกี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง ? มีสีอะไรบ้าง ? มีรูปอะไรบ้าง ? สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่เราได้เห็นรูปภาพเหล่านั้น ใครเป็นคนถ่าย ใครเป็นคนบันทึกรูปภาพทั้งหลายเหล่านั้นไว้ และใครเป็นคนรู้ ?

ร่างกายของคนเราได้สัมผัสกี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง ร้อน , เย็น , อ่อน , แข็ง , หนัก , เบา ใครเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้นไว้ ใครเป็นคนเก็บข้อมูล และเอาไว้ที่ไหน ?

จมูกของเราได้กลิ่นหอม , เหม็น กี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง ใครเป็นคนรู้ และเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ และเอาไว้อยู่ที่ไหน ?

ลิ้นของเราได้ลิ้มรสหวาน , ขม , เปรี้ยว , เค็ม , ร้อน , เย็น กี่โกฏิ กี่ล้านครั้ง ใครเป็นคนรู้ และบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้และเอาไว้อยู่ที่ไหน ?

ใจของเรามีความรู้สึกดีใจ , เสียใจ , เกลียดชัง , ตกใจ , ตื่นเต้น , เหนื่อยใจ , ท้อใจ , ความเศร้าโศกเสียใจทั้งหลายเหล่านี้ใครเป็นคนรู้ ? ใครเป็นคน บันทึกและเก็บข้อมูลเอาไว้ และเอาไว้อยู่ที่ไหน ?

เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า ถ้าใครอยากรู้เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้นให้พากันทำวิปัสสนากรรมฐาน แล้วก็จะรู้ในปัญญาที่เกิดขึ้น โดยหาเวลาให้แก่ตนเอง มีเวลาให้เจ้าของได้มาทำความเข้าใจกับชีวิตของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะเหตุนี้แหละพระพุทธเจ้าจึงได้ใช้ความเพียรในสมาธิ พระองค์จึงรู้ในญาณที่เกิดขึ้นในอดีตชาติ ในปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ พระองค์รู้ในสมาธิวิปัสสนานี้เอง พระองค์ไม่ได้รู้มาจากที่อื่น

อาตมาขอยกตัวอย่างให้ท่านได้รู้ คือ เวลาเรามานั่งสมาธิ ก็คือเวลาเราปิดประตูบ้านเรือนของเรานี่เอง อันนี้คือเรือนภายนอก ส่วนเรือนภายใน เปรียบเหมือนร่างกายของเรา ในร่างกายของเรามี ๕ ประตู คือ

หู ตา จมูก ปาก ใจ ตาของเราก็หลับแล้ว หูของเราก็ไม่ได้ยินเสียงภายนอก จมูกของเราก็ไม่ได้กลิ่นภายนอก ลิ้นของเราก็ไม่ได้สัมผัสรสภายนอก ใจของเราก็ไม่ได้ติดต่อกับสิ่งภายนอก มีแต่เรามาพิจารณาในตัวของเราเท่านั้น เมื่อเราหลับตาแล้ว มันจะมีสีเกิดขึ้นที่ตาทั้งสองข้างเป็นล้านๆสี ถ้าท่าน อยากรู้ว่ามีสีอะไรบ้าง ? ให้ท่านหลับตาแล้วก็จะได้คำตอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตา ใจของเราก็สับสนวุ่นวาย สติฟุ้งซ่าน กระวนกระวายเกิดขึ้นเป็นโกฏิๆ ล้านๆ คำถามและคำตอบ ปัญญาก็หมดไปเพราะความอยากนี้เองมาทำให้สับสน อาตมาจึงขอสมมุติให้รู้ว่าความอยากในสิ่งทั้งหลายที่เกิดปรากฎ อยู่ในจิตใจ ในตา ในปัญญาทั้งหลายเหล่านั้นมันมาจากไหนกันแน่ ? หาคำตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นดังนี้แล้ว เลยพาให้เกิดความกลัว แล้วก็ถามว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไป มันจะหวนกลับมาอีกหรือไม่ ? คอยถามว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อสับสนมากไม่เข้าใจก็หาทางออกจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ จึงทำให้หมดกำลังแล้วก็ตกเข้าไปอยู่ในอวิชชา อาตมาขอแสดงให้รู้อีกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่ เกิดขึ้นมา และปรากฎในตาทั้ง ๒ นั้น คือ ความอยาก ความอยากอันนี้ละ คือตัวกิเลส อยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจ อยากพ้นทุกข์ อยากถึงสุข เป็นต้น เมื่อมีกิเลสเกิดขึ้นแล้ว ตัณหาก็ตามมา อุปทานคือความหลง ทำให้หลงติดอยู่ในรูป , เสียง , กลิ่น , รส และสัมผัส กิเลสและตัณหามาจากความอยาก มาเป็นเชือกผูกมัด มัดจิตใจ มัดมือเท้า แล้วก็พาให้หลงทาง ไม่รู้จักทางออกจากความทุกข์ จึงได้เรียกว่า เป็นอวิชชา อวิชชาเกิดขึ้นมา

อาตมาขอสรุปเหตุทั้งหมดที่มาจากตาทั้ง ๒ ข้างนั้นว่ามันมาจากไหน ? และใครเป็นคนรู้ ? อาตมารู้ว่ามันมาจากไหนเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ตั้งแต่อายุ ๑๐ , ๒๐ , ๓๐ , ๔๐ , ๕๐ , ๖๐ , ๗๐ ปีนั้นคือ จิตใต้สำนึกเป็นผู้เก็บ และรู้เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดเหล่านั้นเอาไว้ แล้วเอามาแสดงให้เราเห็น ให้เรารู้ อันนี้ทำให้มีคำถามว่า เพราะเหตุใดภาพเหล่านี้จึงไม่มาปรากฎให้เห็นเป็นประจำ ? ส่วนคำตอบอันแท้จริงก็เพราะว่าเราไม่มีเวลาเป็นของตนเอง มีแต่ คิดอยู่กับความอยาก วกไปวนมา คิดไปหน้า ไม่สิ้นสุดก็เพราะความอยากนี้เอง และความคิดก็ไม่สิ้นสุดเหมือนกันนั่นละ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้หนีจากความอยากทั้งหลาย อันเป็นตัวอย่างให้มนุษย์เราทำตามพระองค์ ถ้าหากว่าใคร บุคคลใดทำตาม ผู้นั้นก็จะเห็นหนทางออกจากทุกข์ได้ อาตมาเชื่อ และมั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นผู้นำทาง และแสดงให้เราเห็นว่ามนุษย์ทุก ๆ คน ถ้าหากได้ฝึกฝนตนให้ดีแล้วก็สามารถเข้าถึง เป็นผู้มีธรรมอันสูงสุด และเป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง

นี่คือการปฏิบัติธรรมของอาตมาในปี พ.ศ.๒๕๓๖ และได้ความรู้มาอภิปรายสู่ท่านผู้มีความประสงค์ได้อ่านได้ฟังกัน แต่ว่าบางท่านอาจจะรู้มากกว่าอาตมาก็เป็นได้ หนทางที่จะแก้สรรพทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาในจิตใจ ทำให้สับสนวุ่นวาย ทำให้จิตใจอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา อันเป็นอวิชชา ครอบงำ ถ้าอยากเป็นอิสระออกจากความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น ท่านต้องทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในความรู้ คือปัญญา ท่านต้องใช้ความเพียรมั่นคงละเอียดอ่อน แต่ไม่ใช่อ่อนแอ ถ้าอ่อนแอก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะตัวกิเลสได้ ต้องใช้ความฉลาด ต้องใช้ปัญญาที่ตนมีในสติและตัดจิตออกจากกิเลสทั้งหลายว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ล้วนแล้วแต่ของที่ไม่มีความจริง เป็นความไม่แน่นอน ไม่มีความจริงทั้งหมด แล้วให้ยึดมั่นอยู่ในความละเอียดอ่อน สุขุม มั่นคง แล้วนิวรณ์ต่างๆ ก็จะจางหายไป อุปมาก็คือเชือกที่ผูกตัว ผูกจิตใจแน่นอยู่นั่นละ ก็จะค่อยๆ คลายออกและก็หมดไป จิตใจก็เป็นอิสระทันที นี่คือ วิธีแก้มัด ทำให้จิตใจสะอาด หลุดพ้นจากความทุกข์ แล้วจิตก็นิ่งอยู่ มีความสว่าง ไม่มีอะไรผูกมัด แล้วก็เกิดมีแต่ความสุข เห็นทางไปสวรรค์ ไปนิพพานขึ้น อันนี้ก็คือสิ่งที่ทุกๆคนต้องการ แต่ยากที่จะทำได้ ยากเพราะว่าเรามีความรู้มากเกินไปเลยทำให้หลง ทำให้เข้าข้างตนเอง ก็ตกอยู่ในอวิชชา อาตมาขอสมมุติตัวกิเลสให้ดูอีกว่าตั้งแต่แรกเกิดมานั้น จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ เริ่มอายุได้ ๑๐ ปี ยังไม่มีกิเลสก็เหมือนกับกระดาษขาวบริสุทธิ์หมดจด หลังจาก ๑๐ ปี เริ่มมีตัวกิเลสก็เหมือนเราขีดเส้นน้ำหมึกใส่กระดาษขาวใบนั้น หลังจากนั้นเราก็เอาสีมาทา ชอบสีไหนก็เอาสีนั้นขีดลงไป ทาสีลงไป จนกระดาษขาว ใบนั้นเต็มไปด้วยรอยขีดเส้น น้ำหมึกของปากกาและสีต่างๆ ผลสุดท้าย กระดาษขาวใบนั้นกลายเป็นของทิ้งใช้ไม่ได้อันนี้ละคือความอยาก ทำให้กิเลสเกิดขึ้นมา ทำให้สับสนวุ่นวาย หาทางออกจากความสับสนวุ่นวายเหล่านั้นไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความทุกข์ แล้วก็หาทางออกจากความทุกข์ ความทุกข์ก็คือ กระดาษขาวใบนั้น เต็มไปด้วยสีและเส้นของปากการอยขีดต่างๆ นั่นละ การที่จะออกจากความทุกข์ก็คือ เราต้องทำให้กระดาษสกปรกใบนั้นกลับมาเป็นกระดาษขาวบริสุทธิ์เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนวิธีดับทุกข์ให้มนุษย์เอาไปปฏิบัติ ทำจิตให้หลุดพ้นจากความยุ่งยากอันเป็นกิเลส เกิดทุกข์แล้วเกิดทุกข์อีกไม่สิ้นสุดเพราะกิเลสตัณหาเป็นเชือกมาผูกมัดไว้ ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร หนีจากมันไม่ได้ก็เพราะความอยากนี้เอง วกไปวนมาอยู่อย่างนี้ หนทางที่จะหนีจากทุกข์ได้นั้นก็คือ ใช้ความเพียรพยายามต่อไป ขอแต่เราอย่าประมาทตั้งสติให้มั่นคงก็จะสำเร็จในวันหนึ่งข้างหน้า นี่คือหนทางแห่งวิปัสสนาอันแท้จริง ที่ท่านเสาะแสวงหาอยู่ทุกวันนี้

คนเราเมื่อแรกเกิดขาวบริสุทธิ์ไปด้วยกาย วาจา ใจ และศีล 5 ก็บริสุทธิ์ เช่นกัน อยู่ต่อมาอายุได้ ๗ - ๑๐ ขวบ ก็เริ่มมีตัวอยากขึ้นมาและก็อยากต่อ ไปถึงปัจจุบันอายุของท่าน ความอยากจะมีน้อยหรือมากเพียงใดนั้นให้ท่านเอาอายุมาเป็นปริมาณ แล้วก็จะได้คำตอบว่ามีความอยากมากน้อยแค่ไหน ? ส่วนคำตอบอันแท้จริงของอาตมา ก็คือเส้นน้ำหมึกปากกาที่ขีดไปตามกระดาษขาวใบนั้นละ ขีดไปจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ อันนี้ก็คือความอยากของเรา ซึ่งไม่มีวันจบสิ้นลงไปได้เหมือนกัน ส่วนสีก็คือ ความต้องการของความชอบ ตัณหาและกิเลส สีที่เอามาปรุงแต่งให้เกิดความนิยมตามความพอใจของตน สีนั้นคือความต้องการของคน ชอบหวาน ชอบขม ชอบเปรี้ยว ก็เอาหวานขมเปรี้ยวใส่เข้าไป ชอบหอมก็เอาหอมใส่เข้าไป อยากได้สีแดงก็เอาสีแดงแต้ม เข้าไปทำไปจนกว่าเกิดความพอใจในสิ่งที่ตนต้องการ แล้วใจก็ตอบว่ามีความสุขในวัตถุที่ตนอยากได้ ส่วนกามารมณ์ ได้ลูบคลำได้สัมผัสให้เกิดอารมณ์ขึ้นมา ใจก็ตอบว่า ขาว นวล นิ่ม อ่อน ทำให้เกิดความหลงใหลว่าตัวเขาตัวเราสวยมากจนทำให้หลง จูบ ชม ดมกลิ่น ว่ามีความสุขมากแท้ๆ ส่วนอาหาร ได้รับประทานเข้าไปแล้วติดอกติดใจ ว่าอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้หลงติดในรส สรุปแล้วก็คือ กลิ่น รส อันมาประกอบไปด้วย กิริยาอาการของกิเลสตัณหา มาเป็นเชือกที่ปรากฎให้เห็นเป็นเส้นน้ำหมึกปากกา ที่ปรากฎอยู่บนกระดาษขาวใบนั้น และมีสีหลายสีมาประกอบเข้าด้วยกันทำให้กระดาษขาวใบนั้น กลายเป็นของสกปรกไป จะเอามาใช้อีกก็ไม่ได้ ถ้าอยากรู้ปริมาณของความอยากว่ามีมากน้อยแค่ไหน ให้ใช้สติพิจารณา ความอยากมากเท่าใด ความทุกข์ก็ยิ่งมีมากเท่านั้น นี่คือความจริงที่อาตมาได้มาจากการปฏิบัติธรรมโดยใช้ความเพียรให้ปัญญาเกิดเสาะหาธรรมคือความจริง

ธรรมะแท้นั้นคือความว่าง ความว่างอันเป็นของผู้ปฏิบัติธรรม และผู้แสวงหาความสงบสุขอันแท้จริง ตัวอย่างพระบรมครูของเรา คือพระตถาคตนี่เอง ในครั้งที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ก็ไม่มีความว่างเสียเลย พระองค์ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะพระองค์ไม่มีความว่างเป็นของส่วนตัวของพระองค์ เพราะเหตุใดพระองค์จึงไม่มีความว่าง ? เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองราษฎร ไพร่ฟ้า พลเมือง และพระองค์มีนางสนม ๖ หมื่น มีหอปราสาท ๔ หลังประจำ ๔ ฤดู แต่ละฤดู กลิ่นของดอกไม้และอากาศ การสัมผัสไม่เหมือนกัน พระองค์มีลูกราหุล พระองค์มีมเหสี ถ้าจะเอา ความยุ่งยากทั้งหมดมาเปรียบเทียบให้เราเห็นก็คือ เส้นน้ำหมึกปากกาที่ขีดอยู่บนกระดาษขาวใบนั้นมันสับสน ให้ท่านพิจารณาเอาก็รู้ว่าความว่างของเจ้าชายสิทธัตถะไม่มี เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้ไปหาความว่าง ความว่างที่พระองค์เสาะแสวงหานั้นเป็นบรมสุข พระองค์แน่พระทัยแล้วจึงได้เสด็จจากพระมเหสีอันแสนรัก จากลูกราหุล หนีจากความสุขที่พระองค์เคยมีไปทรมานพระวรกายเพื่อหาความว่างอันแท้จริง จึงได้เรียกว่าไปแสวงหาโมกขธรรม อันเป็นบรมสุขของผู้ที่หลุดพ้นจากความอยาก ซึ่งเป็นสีน้ำหมึก สีดำของปากกาที่ขีดบนกระดาษขาวใบนั้น

 

 

นี่เป็นที่มาของความอยาก ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ก็เหมือนดั่งความอยาก ที่เรามีอยู่ ก็ไม่สิ้นสุดเหมือนกัน ถ้าท่านอยากเข้าใจให้เอาสติปัญญาพิจารณาดู ในเส้นดินสอที่เราเขียนบนกระดาษนี้ สับสนวุ่นวาย วกวนไปมา ไม่มี่สิ้นสุด ส่วนสีนั้น ถ้าจะเอามาเปรียบแล้ว ก็เหมือนความต้องการ ในความต้องการของมนุษย์เรานี้ แตกต่างไม่เหมือนกัน บางคนต้องการอย่างนั้น แต่ฉันต้องการอย่างนี้ เพราะเหตุใด ? เพราะความรู้สึกไม่เหมือนกัน แตกต่างอยู่ที่ความรู้สึก รู้สึกคืออะไร คือความชอบ ชอบเปรี้ยว หวาน ขม ขาว ดำ แดง ด้วยเหตุนี้เส้นดินสอ จึงบ่งบอกถึงความหลากหลายของสีที่มีอยู่ ก็คือความทุกข์ของคนเราแตกต่างกัน ดังนั้นอาตมาจึงขอฝากท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าอยากออกจากความทุกข์และสิ่งที่ต้องการแล้วให้ใช้สติปัญญาของตนที่มีอยู่ทำความเพียร ให้รู้ถึงหลักแห่งความเป็นจริง ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้

คติธรรมอันน้อยนิด เป็นคติในการปฏิบัติธรรมของอาตมา ถ้าอยากให้มีความสุขเกิดขึ้น เราต้องยอมรับรู้ความเป็นจริงเสียก่อน ความจริงก็คือ ความสุขอันแท้จริง เพราะความว่างนั้นเป็นวิมุตติสุข พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าสุขยิ่งอื่นใดไม่มี นอกจากวิมุตติสุขเท่านั้น เพราะจิตใจได้หลุดพ้นจากความอยาก หลุดพ้นจากความเป็นทาสของกิเลสตัณหา เป็นอิสระ จิตอยู่ในความว่างและสิ่งที่ได้รับก็คือ ความสุขอันแท้จริงที่มนุษย์เราต่างก็เสาะ แสวงหาอยู่ทุกวันนี้ ขอสมมุติความว่างก็คือ แก้วน้ำหนึ่งใบ มันว่างอยู่ เราจะเอาน้ำชนิดไหนเทใส่เข้าไปในแก้วใบนั้นก็ได้เพราะมันว่าง ถ้าเรามีความว่างอยู่แล้วความสุขก็จะเกิดขึ้นทันที จิตไม่ว่างก็คือแก้วน้ำใบนั้น ไม่สามารถจะเอาน้ำชนิดไหนเทเข้าไปได้อีกแล้วเพราะมันเต็มไปด้วยความสับสน ไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย เพราะจิตเรายังมีความต้องการทางวัตถุสิ่งของอยู่ จนกว่าจิตของเราจะว่างจากการเห็นแก่ตัว จนกว่าจิตของเราจะมีแต่ความคิดอยากให้คนอื่นได้ดีมีสุข ความว่างจึงจะเกิดขึ้นมาจากความเมตตา ความเมตตา คือ ธรรมะอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าได้สอนให้สัตว์โลก รู้จักอยู่ด้วยความว่าง หมายความว่าอยู่ด้วยการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันนี้ละคือธรรมะ ธรรมะไม่มีรูป ไม่ใช่วัตถุ ธรรมะไม่มีสี ธรรมะไม่มีกลิ่น ธรรมะจับไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ มีเงินก็ซื้อไม่ได้ ขอก็ไม่มีใครให้ใครได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ให้ไม่ได้ ถ้าให้ได้พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์เป็นพระอรหันต์ก่อนองค์อื่นไปแล้ว เพราะเป็นความว่าง ใครอยากรู้ธรรม ก็ปฏิบัติเอาด้วยตนเอง ใช้ความเพียรเอาใจใส่แล้วก็เข้าใจเอง เกิดความสุขขึ้นแล้วเราก็ได้รับความสุขนั้นๆ ได้รับความพอใจนั้นด้วยตนเอง อันนี้เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้สอนให้มนุษย์ผู้ประเสริฐเจริญรอยตามพระยุคลบาท และมาทำวิปัสสนากรรมฐาน พระองค์สอนให้รู้จักแสวงหาความว่าง อันเกิดขึ้นกับตนเอง แล้วก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ นี่คือสัจธรรมแท้จริง ที่พระพุทธเจ้ามีไว้ให้มนุษย์เรา และมนุษย์เรา ก็ได้เสาะแสวงหามา ๒๕๔๐ กว่าปีแล้ว บางท่านก็อาจจะบรรลุธรรมไปมาก แล้วก็มีบางท่านที่ยังมีความสับสนอยู่ในความมืด เพราะอวิชชาครอบงำไม่ยอมรับความเป็นจริง จึงได้หลงอยู่ ในความอยาก การเริ่มต้นของความอยากประจำวันมีใครรู้บ้าง ? มันเริ่มต้นจากที่ไหนและไปจบลงที่ไหน ? ความอยากเริ่มต้นตอนเช้า ลืมตาขึ้นมาก็เริ่มมี และเกิดความอยากขึ้นมาทันที อยากลุกจากที่นอน อยากไปล้างหน้า อยากกิน อยากเห็น อยากฟัง อยากพูด อยากแสวงหา อยากได้ อยากมีความสุข ไม่อยากมีความทุกข์ ไม่อยากตาย ความอยากกับลมหายใจไปตามกัน ความรู้สึกกับความต้องการไปด้วยกัน ติดต่อกันไปไม่มีคำว่าสิ้นสุด อยากจนถึงเวลาไปนอน ปานนั้นก็ยังอยากต่อไป จนทนต่อความอยากไม่ไหว จึงได้หลับไป เมื่อเราหลับไปในความฝันก็ยังอยากต่อ เมื่อตื่นขึ้นมาก็ติดต่อประสานงานกันเข้ากับความรู้สึกและลมหายใจ ดำเนินงานความอยากต่อไป ตั้งแต่รู้จักความอยากจนถึงปัจจุบันนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมาแล้ว ยังปรากฎว่าไม่เคยหยุดอยากเสียที มีแต่ความอยากแล้วอยากต่อไปอีก อยากต่อไปจนไม่มีวันสิ้นสุด ที่สุดของความอยาก คือไม่มีลมหายใจแล้ว เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้า จึงได้หาทางออกจากความอยาก ไปอยู่ป่าอดอาหาร ๔๙ วัน อดน้ำ กลั้นลมหายใจเข้าออกเพื่อหาทางดับความอยากนี้เองให้เหลือแต่ความว่าง แต่พระองค์หลงเข้าไปอยู่ในอวิชชา เพราะพระองค์มีความอยากมากเกินไป อยากตรัสรู้ รู้แจ้งธรรมทันใจ แต่ความอยากของพระองค์ไม่สมหวัง เกือบที่พระองค์จะเอาชีวิตไม่รอด ถ้าพระองค์ไม่ได้สร้างบุญบารมีไว้ในอดีตชาติ ก็ยากที่พระองค์จะเอาชนะความอยากได้ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้นึกถึงพระบารมีที่พระองค์ได้สร้างไว้ในอดีตชาติมา เกิดความว่างในสติ พระองค์จึงเกิดปัญญารู้ทันต่อความอยากได้ พระองค์จึงได้ใช้ความเพียร ใช้สติปัญญาเอาชนะความอยาก ท้ายสุดพระองค์จึงเกิดความว่าง และเหนือกว่าความว่างไม่มีอะไรอีก พระองค์จึงได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม โดยไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น สมแล้วที่พระองค์เป็นพระบรมครูของเทวบุตร เทวดา ตลอดถึงมนุษย์เราทั้งหลายขอยอมเป็นทาสของพระบรมครู ธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้คือ อริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธะสัจจะ มรรคสัจจะ ธรรมที่จะเอามาดับความทุกข์ได้นั้นจึงได้เรียกว่า อริยสัจจธรรม คือความเป็นจริง ความจริงก็อยู่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความว่างก็อยู่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สัจจะธรรมก็อยู่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความดีก็อยู่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ถึงแม้ว่ามีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อได้และไม่มีใครเอาให้เราได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถให้ได้ มีอยู่ทางเดียวคือ ทำและปฏิบัติเอาด้วยตนเองจึงจะได้ ถ้าเราจะคอยให้คนอื่นทำให้นั่นละคือ หลงอยู่ในอวิชชา ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า อวิชชาก็คือ ความโง่ เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริง จึงทำให้หลงเข้าใจผิด คิดว่าตนเป็นคนดีและเป็นคนถูกต้อง ส่วนคนอื่นไม่มีความรู้เท่าตน เพราะเหตุนี้จึงหลง แล้วหลงอีก หลงเข้าไปจนไม่รู้ทางออกจากอวิชชา ก่อนจะให้สิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่คนใดคนหนึ่ง เราต้องเริ่มต้นจากความว่างก่อน ถ้าเรายังไม่ว่างก็ หมายความว่า เรายังไม่พร้อมที่จะให้ ถ้าให้ไปด้วยความว่างจึงประเสริฐกว่าการให้ด้วยความไม่ว่าง ให้ด้วยความไม่ว่างก็คือให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน เพราะยังต้องการผลประโยชน์จากการให้ ฉะนั้นการที่ยังไม่ว่าง จึงจัดเข้าในการให้บริสุทธิ์ไม่ได้ อันนี้ก็เปรียบเหมือนการรับเอาศีล ๕ ไปแล้ว แต่กิเลสยังมีอยู่ปฏิบัติไม่ได้ ได้แต่สมมติเอาเท่านั้น เพราะความจริงหนีจากความจริงไม่พ้น ทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงเพราะความจริงกำเนิดเกิดมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดมาตามทีหลังจึงได้ชื่อว่า ธรรมะ คือความเป็นจริง

คติธรรม ของอาตมามีนิดเดียว

จิตไม่ว่าง ธรรมะจึงเกิดขึ้นไม่ได้

จิตว่าง ความสุขจึงเกิดขึ้นมาได้

จิตว่าง ความทุกข์จึงหมดไปได้

จิตไม่ว่าง ธรรมะไม่เกิด

จิตไม่ว่าง ความสุขจึงไม่เกิด ไม่มี

จิตไม่ว่าง ความทุกข์ไม่หมด

นี่คือความเป็นจริง เจตนาว่าง รูปว่าง ความสงบเกิดขึ้น จิตก็นิ่งอยู่ในความสงบว่าง นี่ก็คือนิพพาน อยู่ที่ว่าง ความว่างนี่แหละคือความสุข เป็นความสุขที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขขัง ก็คือนิพพานนี้เอง

ถ้าหากท่านยังสงสัยว่า คติธรรมนี้ไม่ถูกต้อง ให้หาเอาคำตอบด้วยตนเองว่าก่อนเราจะทำวิปัสสนานั้น รากฐานอันแท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน และเริ่มต้น จากที่ไหนจึงเข้าถึงจิตแห่งวิปัสสนา แล้วก็จะรู้เอง

จิตว่าง คือ จิตสงบ เจตนาว่างคือความตั้งมั่นอยู่ในกุศลดี

รูปว่าง คือ ไม่ติดอยู่ในรูป , รส , กลิ่น , เสียง การสัมผัสและมีความว่างประกอบไปด้วยความสงบเท่านั้นจึงได้จัดเข้าเป็นนิพพานได้ นี่ก็คือนิพพาน นี้เอง ถ้าอยากรู้พระธรรมละเอียดมากน้อยเท่าไร ? ให้เอาฝ้ายสำลีประมาณเท่าหัวแม่มือ เอามาวางไว้บนหลังมือ หากเรารู้ถึงน้ำหนักของสำลีโดยทันที และรู้จักปริมาณของน้ำหนักสำลีที่อยู่บนหลังมือนั้น เราก็สามารถรู้และเข้าใจความละเอียดของพระธรรม แต่พระธรรมอันแท้จริงนั้นยิ่งละเอียดมากกว่านี้อีก นี่เป็นเพียงตัวอย่างให้รู้โดยไม่ต้องสงสัย ตามความเป็นจริง ความรู้ในปริมาณของความเป็นจริง คือพระธรรม และพระธรรมอยู่ในขอบเขตปริมาณ ของความเป็นจริง คือ ความพอดี ไม่มากไม่น้อย คือพอดี ความพอดีนี่ละเกิดจากพิณ ๓ สาย เป็นเหตุทำให้พระพุทธเจ้าออกจากความหลงในอวิชชาได้ จึงได้มีพุทธบาลีกล่าวไว้ว่า มัชฌิมาปฏิปทา ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนยานเกินไป คือพอดี เพราะพระองค์หลงทรมานพระวรกาย คำว่าหลงของคนเรา มีมาก หลงตน หลงรู้มาก หลงอยู่ หลงไปในทางที่ผิด หลงอยู่ในความอยาก หลงคิดหลงพูดว่าคนอื่นเป็นคนไม่ฉลาด หลงยุยงให้แตกแยกจากความเป็นจริง หลงกิน หลงเข้าใจผิด หลงไปทำความเลว หลงไปไม่รู้ทางกลับบ้าน หลงสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่นให้ได้รับความฉิบหาย หลงใช้วาจาไปในทาง ที่ไม่เป็นประโยชน์ทำให้เกิดโทษ หลงรู้ไปในทางที่ผิดไม่เป็นจริง

ธรรมะที่พระพุทธเจ้ามีไว้ให้แต่ไม่ยอมใช้ กลับไปใช้ในทางที่ผิดจากทำนองคลองธรรมอันเป็นความจริง ถ้าอยากรู้ความเป็นจริงให้หาเอาเองว่า ธรรมะนั้นมีอยู่ที่ไหนแล้วก็จะได้คำตอบ ถ้าได้คำตอบแล้วก็จะไม่เป็นคนหลงอีก อันนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ขอท่านอย่าได้หลงเข้าใจผิดว่าอาตมาเขียนขึ้นมานั้นไม่ใช่ธรรม พระธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ในขอบเขตปริมาณแห่งความเป็นจริง คือ พอดี มัชฌิมาปฏิปทา นี่คือเหตุและ ปัจจัยของความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าได้วางไว้เป็นหลักธรรม ถ้าอยากรู้ละเอียดในสัจจะธรรม คือความเป็นจริง เราต้องใช้ความเพียรให้มาก แล้วก็จะรู้ ธรรมโดยละเอียด ไม่มีใครรู้ด้วยได้ รู้ด้วยตนเองนั่นละคือวิปัสสนาทางสายกลางที่อาตมาได้เขียนและเอามา อภิปรายสู่ท่านสาธุชน ทั้งหลายได้อ่านได้ ฟังกัน

ด้วยอานิสงส์ ผลบุญที่อาตมาได้สร้างได้ทำมาแล้ว ขอความสุขสมหวังจงเกิดมีขึ้นแด่ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยทั่วถึงกันเถิด

หลวงตา จันทร์พี มณีวงศ์

ธรรมะอภิปรายที่ วิคตอเรีย, ประเทศออสเตรเลีย

 

 

Back To Content