วิเคราะห์ขันธ์ทา
ขันธ์ทา ลมหายใจทำหน้าที่ค้นหาในรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์ เอาข้อมูลต่างๆ ตามจุดที่มีการเกิดขึ้นทั่วหมดทุกขุมขนในร่างกาย มีกิริยาอาการเจ็บน้อยเจ็บมาก ในเวลาเจ็บอยู่นั้นๆ ลมหายใจทำหน้าที่ส่งกิริยาอาการทั้งหมดไปที่ศูนย์กลางของ อัฎฐวิเคราะห์ ลมหายใจไปประสานงานกับเส้นประสาททั้งหมด กล้ามเนื้อ มันสมอง มันไขข้อ ผิวหนัง สัญญาเคลื่อนไหวล่วงรู้ได้ด้วยปัญญา เข้าใจได้ด้วยลมหายใจ ลมหายใจก็คือ เครื่องดูดฝุ่น เวลาหายใจมีลมภายในทั้งหมดที่อยู่ในรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ จะมารวมเข้ากับลมหายใจที่ส่งออกมา ลมหายใจเข้าสู่รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์ มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงอยู่ รู้สึกร้อน, หนาว, เย็น, ปวด, เจ็บ, สบาย, ชื่นฉ่ำ, แจ่มใส, ปิติ, ดีใจ, กิริยาแสดงออกมาจาก รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ ลมหายใจได้รับรู้ว่าสถานที่นั้น, เจ็บที่นั้น, ปวดที่นั้น, มึนที่นั้น, แสบที่นั้น, วิงเวียนที่นั้น, ขนลุกขนพองที่นั้น ปัญญาจึงได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากลมหายใจ แล้วก็ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดมีอยู่และเกิดขึ้น การทำงานของลมหายใจได้มาจาก ทะเรติติขันทา ได้ล่วงรู้หมดแล้วจึงได้เป็นนิโรธ คือรู้แจ้งหมดแล้วในรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณเข้ามาปรากฏในสุญญตวิเคราะห์ แล้วอภิญญาก็บันดาลให้คงอยู่หรือหมดไป คำที่ว่าคงอยู่ แปลว่า จะทำให้รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, ไม่ได้เวียนกลับมาอีก จัดเข้าเป็นนิพพานอันหนึ่งของอภิญญา เหตุที่ไม่เวียนกลับมาเกิดอีกให้ดับไปโดยนิโรธสันติ ให้สูญไปตามสุญญตและอัฎฐวิเคราะห์ ได้ล่วงรู้ด้วยปัญญาว่า รูปเกิด, สัญญาเกิด, เวทนาเกิด, สังขารเกิด, ความทุกข์ก็ตามมา จึงได้ทำให้นิโรธเกิดขึ้น พอใจอิ่มใจแล้ว หรือรู้แจ้งแล้ว หรือเบื่อหน่ายแล้ว หรือสุข หรือทุกข์ สุญญตวิเคราะห์ได้ส่งผลออกมาให้ล่วงรู้แจ้งหมดแล้ว รูปขันธ์ก็สงบลง, เวทนาขันธ์ก็สงบลง, สัญญาขันธ์ก็สงบลง, สังขารขันธ์ก็สงบลง, ลมหายใจไปเข้าขันธ์วิมุตติ ญาณก็ส่งผลออกมาให้ไปจุติตามภพและภูมิของอภิญญา ได้ทำเอาไว้นั้นมี มรรค4 และผล4 นิโรธ นั้นจึงเป็นการสิ้นสุดของการทำวิปัสสนาของสุญญตวิเคราะห์ ส่วนวิญญาณนั้นๆคือ ทองคำที่อยู่ในพื้นดิน จำเป็นต้องขุดหาเอามา แล้วเอาไปใส่น้ำ แล้วปั่นเอาดินออกให้หมด จึงได้ทองคำมา เมื่อได้มาแล้วนั้น คือวิญญาณของสุญญตวิเคราะห์ ที่ได้เอามาแสดงพอให้ได้เข้าใจ วิญญาณไม่ได้เอามากล่าว จะกล่าวแต่รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, เพราะวิญญาณเป็นขันธ์วิมุตติแล้ว ผู้ที่ทำวิปัสสนาต้องเข้าใจให้ได้และรู้ที่มาของรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ของอัฎฐวิเคราะห์ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งหมดก็คือทองคำ ได้มาแล้วพร้อมที่จะเอาไปทำเป็นของใช้ได้ทุกๆเวลาตามความต้องการของตน ก็เช่นเดียวกับ วิญญาณพร้อมอยู่ทุกๆเวลาจะไปจุติ และพร้อมที่จะออกจากขันธ์ทั้งหมด ถ้าหากว่าขันธ์ทั้งหมดได้ละลายไปแล้ว วิญญาณก็ไปจุติในภพใหม่ นั้นเป็นที่มาของวิญญาณ แยกออกมาให้รู้ ทำให้รู้แจ้งแล้วจึงเอาเข้ามาในอัฎฐวิเคราะห์ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในอัฎฐวิเคราะห์ ขังสูญญังทะเรติติขันทา อันมีรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์เป็นขันธ์วิมุตติแล้ว จึงได้แยกออกให้เป็นรูปขันโธ, เวทนาขันโธ, สัญญาขันโธสังขารขันโธ, วิญญาณขันโธ แล้วไป นิโรธสันติ เตชังวุปปะธัมโมสุขโข
เป็นอันจบในการทำงานของสุญญตวิเคราะห์ ขังสูญญังทะเรติติขันทา ก็คือ ผู้ได้บรรลุญาณทั้งหมดแล้ว หรือได้รู้แจ้งที่มาของการเจียระไนออกมาจากลมหายใจ อัฎฐวิเคราะห์ในสังขารรูปนามของอินทรีย์ชีวิต อันได้ปรุงแต่งมาให้เป็นมนุษย์เป็นคำตัดสินชี้ขาดลงมติว่า มนุสานังพุทโธภัควะติ นั้นแหละท่านเอ๋ย
เขียนด้วยหลวงตาจันทร์พี มณีวงศ์
วันที่ 18-8-2002 ที่ประเทศออสเตรเลีย