ธรรมอภิปราย 2

วิเคราะห์รูปขันธ์

ท่านผู้มีความประสงค์ค้นหาทางออกจาก รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ทำให้รู้แจ้งด้วยวิเคราะห์ รู้แจ้งหมดแล้วก็พ้นได้ด้วยสำเร็จ อภิญญาญาณอันมี โสดา, สกิทา, อนาคา, อรหันตมรรคและอรหันตผล มรรคมี4 ผลมี4 เอามารวมแล้วได้นิโรธออกมา พร้อมแล้วจึงเอาคำที่ว่านิโรธและวิมุตติสุขของกรรมฐาน40ห้อง และดวงแก้วทั้ง4 เอามาเป็นที่ตั้งของแม่ธาตุ แล้วมาทำให้รู้ถึงคุณค่าของความเป็นมาของสังขารทั้งหมดและรูปนาม เอาดวงแก้วทั้ง4 มาเป็นที่ตั้ง เอาแม่ธาตุและธาตุมาแยกออกทำให้รู้แจ้งว่า

น้ำ ในตัวของคนเรามีจำนวนเท่าไหร่ ?

ไฟ ที่อยู่ในตัวของคนเรามีเท่าไหร่ ?

ลม ที่มีอยู่ในตัวของคนเรานั้นมีเท่าไหร่ ?

ดิน ที่มีอยู่ในตัวของคนเรานั้นมีเท่าไหร่ ?

เมื่อรู้แล้วเราก็รู้ที่มาของญาณทั้งหมด จะเกิดขึ้นแล้วรู้ เมื่อรู้แล้ว ก็มีแต่ลมอันมีกลิ่นหอมมาทรงอยู่ที่ลมหายใจ ตลอดไปถึงในร่างกายและที่อยู่อาศัย แล้วจะหาความละเอียดมาอธิบายให้ผู้อื่นรู้ด้วยได้ยาก แต่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า หลวงตาได้ถึงอภิญญาแล้ว โปรดอย่าได้คิดอย่างนั้นด้วย

คำที่ว่า อัฎฐ แปลว่า 8 เพราะได้เอามารวมไว้ในสุญญตวิเคราะห์ และได้แบ่งออกจากการเจียระไนออกให้รู้ การเป็นมาของขันธ์วิมุตติ สมบูรณ์ไปด้วยหลุดพ้น คำที่ว่า สุญญตวิเคราะห์ มีทั้งมรรคและผลนิโรธพร้อมไปด้วยวิมุตติ เมื่อได้ล่วงรู้การเป็นมาของนามรูปสังขาร ในการปรุงแต่งให้เกิดขึ้นผันแปรและดับไปและเปลี่ยนแปลงตั้งอยู่ไม่นานแล้วก็ผันแปรไปสู่สภาวะสูญและดับไป ในที่สุดของนามรูป ในการปรุงแต่งของสังขารและนามรูป เพราะเกิดขึ้นมาตั้งอยู่ไม่ได้นาน ผันแปรและดับไป จึงได้คำที่ว่า สุญญตวิเคราะห์นี้ออกมา ในสุญญอัฎฐ หรือ สุญญตวิเคราะห์ มารวมอยู่ในอภิญญาและอภิญญาญาณนิโรธและวิมุตติพร้อมไปด้วย มรรค4 ผล4 คือ

1.รูปขันธ์

2.เวทนาขันธ์

3.สัญญาขันธ์

4.สังขารขันธ์

ส่วนวิญญาณขันธ์ ข้าพเจ้าไม่ได้เอามารวมด้วย เพราะวิญญาณเป็นขันธ์วิมุตติได้ล่วงรู้และไปก่อน คำที่ว่า ขันธ์วิเคราะห์นั้น จะมีมรรค4 ผล4 เลยไปถึงนิโรธ จะเอามากล่าวพอได้รู้ ญาณอันจะเกิดขึ้นในอภิญญา และญาณจะเอามากล่าวเป็นเสียงเดียวยังไม่ได้ เพราะอภิญญาเกิดก่อน ญาณเกิดตามมาทีหลัง เช่นเดียวกับมรรคเกิดก่อน ผลเกิดตามมาทีหลัง แล้วจึงเอามารวมเข้าจึงได้นิโรธออกมา ส่วนคำที่ว่าขันธ์วิเคราะห์ จะเอามากล่าวให้เห็นแจ้งได้ดังนี้ เอาคำที่ว่าขันธ์นั้นมาแบ่งออกจะได้ 4 คือ

1.รูปขันธ์

2.เวทนาขันธ์

3.สัญญาขันธ์

4.สังขารขันธ์

วิญญาณเป็นขันธ์วิมุตติจึงเอามาเป็นขันธ์ไม่ได้ ส่วนลมเอาอยู่ในวิมุตติได้เป็นตัวนำของนิโรธ พระพุทธเจ้าพระองค์เป็นผู้ล่วงรู้มาก่อน ข้าพเจ้าจะขอกล่าวต่อไป ส่วนคำที่ว่ามรรค4 ได้เอามาจากขันธ์วิเคราะห์อยู่ในคำที่ว่า รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, ส่วนผล ได้เอามาจากดวงแก้วทั้ง4 คือ

1.ธาตุน้ำ 2.ธาตุดิน 3.ธาตุไฟ 4.ธาตุลม

คำที่ว่าธาตุ เอามาจากดวงแก้วทั้ง4

1.ธาตุน้ำ ได้แก่ นะ

2.ธาตุดิน ได้แก่ มะ

3.ธาตุไฟ ได้แก่ อะ

4.ธาตุลม ได้แก่ อุ

คำที่ว่าธาตุ เอามาจากดวงแก้วทั้ง4 คือธาตุน้ำ,ธาตุดิน,ธาตุไฟ,ธาตุลม คำที่ว่าธาตุ เอามาจากดวงแก้วทั้ง4

1.นะ ธาตุน้ำ เป็น แก้วมณีโชติ

2.มะ ธาตุดิน เป็น แก้วไพฑูรย์

3.อะ ธาตุไฟ เป็น แก้ววิเชียร

4.อุ ธาตุลม เป็น แก้วปัทมราช

นะ ได้แก่ พระกะกุสันโธ

โม ได้แก่ พระโกนาคม

พุท ได้แก่ พระกัสสะโป

ธา ได้แก่ พระสมณโคดม

ยะ ได้แก่ พระศรีอริยเมตตรัย

อันเป็นแม่ธาตุทั้ง4 ได้กล่าวมานั้น ในมรรค4 และผล4 เมื่อรวมแล้วก็เป็นนิโรธออกมา จะภาวนาให้อภิญญาเกิดจำเป็นต้องไปตั้งต้นที่แม่ธาตุ แม่ธาตุใหญ่เดินและกลับหลัง

เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ นะโมพุทธายะ

นะเป็นตัว โมเป็นใจ พุทบังเกิดขึ้น ธาจงเป็นบารมีห่อหุ้ม ยะรักษา

นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ ทะพะมะนะ

มะพะทะนะ นะโมพุทธายะ นะทะพะมะ

พะทะนะมะ นะโมพุทธายะ มะนะทะพะ

ทะนะมะพะ นะโมพุทธายะ พะมะนะทะ

นะมะอะอุ นะโมพุทธายะ อุอะมะนะ

มะอะอุนะ นะโมพุทธายะ นะอุอะมะ

อะอุนะมะ นะโมพุทธายะ มะนะอุอะ

อุนะมะอะ นะโมพุทธายะ อะมะนะอุ

นะบังตัว โมบังตา พุทบังไว้ ธาอย่าให้เห็น ยะสูญหาย นะสูญ

ให้ภาวนาให้ได้ 108 ครั้ง

ให้ภาวนาแก้ว4ดวง อันเป็นธาตุน้ำ,ธาตุดิน,ธาตุไฟ,ธาตุลม,

นะมะ มะนะ นะอะ อะนะ นะอุ อุนะ 108 ครั้ง

มะอะ อะมะ มะอุ อุมะ มะนะ นะมะ 108 ครั้ง

อะนะ นะอะ อะมะ มะอะ อะอุ อุอะ 108 ครั้ง

อุนะ นะอุ อุมะ มะอุ อุอะ อะอุ 108 ครั้ง

อิติปิโส ทั้ง8ทิศให้ภาวนา 108 ครั้ง

อิราชาคะตาระชาอิ

ติหังจะโตโรทินังติ

ปิสัมระโรปุสัตพุทปิ

โสมะนะกะริทะโทโส

ภะสัมสัมวิสาเทภะภะ

คะพุทปันทุทัมวะคะคะ

วาโธโนอะมะมะวาวา

อะวิสุนุสะนุตติอะ

108 ครั้ง

ท่านผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรม หวังทางหลุดพ้น แต่ผู้ปฏิบัตินั้นๆ ไม่ต้องน้อยใจว่า ตนมีแค่ศีล5 จะถึงอภิญญาได้อย่างไร หรือจะสำเร็จธรรมได้อย่างไร นั้นเป็นความคิดที่ผิด ถ้าหากหวังทางหลุดพ้น แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจะถือศีลอะไรไม่สำคัญ ศีล5 หรือ ศีล8 ศีล10 หรือ ศีล 227 ตลอดไปถึง ศีล 310ก็ตาม ผู้ใดหากตั้งมั่นอยู่ในการเพียรปฏิบัติธรรมแล้วย่อมมีสิทธิ์จะได้รับความสำเร็จจากพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบรมศาสดาจารย์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและดวงธรรมของพระองค์ จงอย่าได้คิดว่าผู้มีศีล 227 จึงจะสำเร็จในญาณของดวงธรรม นั้นเป็นการกล่าวหาและเข้าใจผิดมานานแล้ว เพราะการปฏิบัติอยู่ที่ความรู้และความเพียร ส่วนศีลนั้นๆ ก็คือ ผู้ที่มีเสื้อผ้าสวมใส่ให้สวยงามอยู่ภายนอกเท่านั้น แต่ร่างกายเป็นธรรมชาติ เกิดจากธรรมชาติ ศีลทำให้สวยงามเท่านั้น มีศีลแล้วแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมทำความเพียร แล้วจะรู้ธรรมได้อย่างใด จึงขอฝากท่านไว้ให้ทำความเข้าใจเอาเองแล้วก็จะรู้ที่มาของการปฏิบัติธรรรม

เขียนโดยหลวงตาจันทร์พี มณีวงศ์

วันที่ 18-8-2002 ที่ประเทศออสเตรเลีย

 

 

 

Back To Content