ธรรมอภิปราย 1

 

ณ. บัดนี้จะได้กล่าวถึงคำที่ว่า อยู่ในสุญญตวิเคราะห์อันเป็นปริมาณของอากาศ ของคำที่ว่าสุญญตวิเคราะห์ ในการรู้สึกไม่หนักไม่เบา ไม่โยกย้าย ไม่เคลื่อนไหว ไม่ไปไม่มา ไม่ต่ำไม่สูง

ได้มีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า เพราะเหตุใด จึงว่าไม่ต่ำไม่สูง ไม่โยกย้าย ไม่เคลื่อนไหว ไม่ไปไม่มา กิริยาของคำพูดคล้ายกับมีอาการเมา พูดไม่แจ้ง?

ข้าพเจ้าจะขอกล่าว ถ้าไม่ดังนั้นท่านจะกล่าวหาว่า ธรรมของพระองค์พูดมีเงื่อนงำ คำที่ว่าไม่หนักไม่เบา ไม่โยกย้าย ไม่เคลื่อนไหว ไม่ไปไม่มา ไม่ต่ำไม่สูง กระทู้ธรรมคำพูดนี้จำเป็นต้องเอามากล่าว ถ้าไม่ดังนั้นท่านจะกล่าวหาว่าเอาอะไรมาพูด,ในใจความแปลว่า ธัมมาอนันตา

เพราะพระธรรมไม่มีตัวตน แตะต้องไม่ได้ ไม่มีการโยกย้าย พระตถาคตตรัสคำไหนไว้แล้วเป็นธรรม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงใช้เป็นธรรมะได้ ส่วนคำที่ว่า สุญญตวิเคราะห์ ได้เอามาจากแม่ธาตุ คือ

นะ มะ พะ ทะ นะ โม พุท ธา ยะ

นะ ได้แก่ ธาตุน้ำ

มะ ได้แก่ ธาตุดิน

พะ ได้แก่ ธาตุไฟ

ทะ ได้แก่ ธาตุลม

นะ ได้แก่ พระกุกุสันโท

โม ได้แก่ พระโกนาคม

พุท ได้แก่ พระกัสสะโป หรือ กัสสปะ

ทา ได้แก่ พระโคดม

ยะ ได้แก่ พระศรีอริยเมตตรัย

ถ้าหากว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ได้อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์นี้ ถ้าหากว่าขาดน้ำไปภายใน 24 ชั่วโมงก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าหากว่าขาดลมไปใน 1 ชั่วโมง สัตว์และมนุษย์จะต้องตาย ไม่มีลมหายใจไฟก็ดับ เลือดที่อยู่ในร่างกายก็หยุดเดิน ชีวิตก็หาไม่

ส่วนคำที่ว่าจะหาปริมาณในนิโรธมาอภิปรายให้คนอื่นรู้ได้ด้วยยาก เพราะมีปริมาณละเอียดมาก เพราะเหตุนี้จึงได้มีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า ในกระทู้ธรรมคำพูดคล้ายไม่เต็มใจพูด ในกิริยาเป็นอย่างนั้น?

ถ้าท่านกล่าวหาว่าอย่างนี้ แปลว่าท่านยังไม่รู้ปริมาณของนิโรธนี้เอง ในอารมณ์ของความรู้สึกของผู้ที่ปฏิบัติธรรมวิสุทธิมรรคของสุญญตวิเคราะห์นั้น ท่านได้กล่าวไว้ว่าจำเป็นต้องได้ไปทำความเข้าใจ กับลมหายใจอีกครั้งหนึ่งว่า ในอารมณ์ของความรู้สึกของผู้ปฏิบัติวิสุทธิมรรคของสุญญตวิเคราะห์ ความรู้สึกของอารมณ์ ถ้าจะเอามาแยกออกเป็นอนันต์ คำที่ว่าอนันต์ มาจากสุญญตวิเคราะห์ของลมหายใจของอารมณ์ คำที่ว่าอารมณ์นี้ยังไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องใช้คำที่ว่ามีปริมาณแตกต่างเหมือน ดังอนันตจักรวาล เพราะเหตุฉันใด จึงได้เรียกว่า อนันตจักรวาลของนิโรธ

ก่อนจะเข้าถึงนิโรธจำเป็นต้องให้ได้อภิญญา ให้รู้อย่างละเอียดเสียก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นท่านจะหาว่า รู้ก่อนเกิด หรือท่านจะหาว่า พูดไปอย่างลมๆแล้งๆ จะเอาความจริงได้ที่ไหน ?

ณ.บัดนี้ จะได้กล่าวถึงลมหายใจ ในอนันตจักรวาลของวิมุตติต่อไปอย่างละเอียด ผู้ที่มีความประสงค์อยากรู้ จำต้องทำความเข้าใจกับลมหายใจของตนก่อน จึงไปรู้ถึงวิมุตติ อยู่กลางแจ้ง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เข้ามาอยู่ในที่มืด ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ลืมตาขึ้น ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง หลับตาลง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เวลาอิ่ม ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เวลากำลังหิว ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง หิวน้ำ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง มีอาการอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง มีความอยากบางสิ่งบางอย่าง ลมหายใจเปลี่ยนไปอีกเป็นอย่างหนึ่ง นอนลง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ลุกขึ้น ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง นั่งลง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ยืนขึ้นลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ก้าวไป ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ยกเท้าขึ้น ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ก้าวเท้าไป ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง หยุดก้าว ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อ้าปากออก ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง กำลังพูดอยู่ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง หยุดพูด ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง คิดมากๆ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง คิดเบาๆ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง คิดหนักๆ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง กำลังอาบน้ำอยู่ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ถูตัว ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง หยุดถูตัว ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เปลี่ยนเครื่องออก ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตาเห็นสิ่งของวัตถุ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตาเห็นสีแดง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตาเห็นสีดำ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ลมหายใจผันแปรไปตามวัตถุสิ่งของที่ตนได้เห็น ดีใจ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เสียใจ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ได้ชัยชนะ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง แพ้ไม่ได้ชนะ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อ้าปากเอาอาหารเข้า ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เคี้ยวอาหาร ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง กลืนอาหารลง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อาหารกำลังลงไปในท้อง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อาหารลงไปถึงท้องแล้ว ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อาหารกำลังลงอยู่ในลำคอ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง

ถ้าหากว่าอาหารอยู่ในลำคอมีอาการ ทุติตะนัง แปลว่า เหตุฉุกเฉิน ไม่ลงติดอยู่ในลำคอ มีอาการตาเหลือก ตาค้าง หายใจไม่ออก จุกหน้าอก อาจจะถึงแก่ความตายก็ได้ ลมหายใจในเวลานี้มีอาการตึงเครียดที่สุด มีความตกอกตกใจ กลัวตายก็เป็นไปได้ ลมหายใจเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตอนเช้า ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนเที่ยง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนเย็น ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนค่ำ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนดึก ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนเที่ยงคืน ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ตอนใกล้สว่าง ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ปวดปัสสาวะ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง ปวดอุจจาระ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง เกิดมีความโศกเศร้า ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อยากกิน ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อยากนอน ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง อยากไปในสถานที่ต่างๆ ลมหายใจเป็นอย่างหนึ่ง

อนันตายังมีมาก นี้พอแต่เอามาแสดงไว้ ให้ได้รู้ที่มาของผู้ประสงค์อยากรู้ ในคำที่ว่า อนันตาของวิมุตติ เราจะเอาสิ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้ว เอาเข้ามารวมอยู่ในคำที่ว่า สุญญตวิเคราะห์ของวิมุตติ ผู้ที่ได้เสวยวิมุตติสุข จำต้องรู้อารมณ์ทั้งหมดของการสัมผัสของลมหายใจ อัฎฐวิเคราะห์ของจิตและอารมณ์ เอาเข้ามารวมอยู่ในสุญญตวิเคราะห์ แล้วจึงไปถึงวิมุตติ เมื่อได้นิโรธแล้ว จึงไปเสวยวิมุตติ

คำที่ว่า เสวย แปลว่าเราได้รู้มาทั้งหมดอยู่ในสุญญตวิเคราะห์ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ผันแปรและเปลี่ยนแปลง ล้วนแล้วแต่เป็นการทดสอบ มาทำให้จิตได้รับรู้และจิตได้สัมผัสในอริยาบท ในการมาและไป สู่สภาวะดับและเสื่อม เมื่อเรามาสรุปแล้ว จะยังเหลือแต่ความว่างเท่านั้น นั้นแหละจึงได้จัดเข้าเป็นสุญญตวิเคราะห์ ต่อคำที่ว่าวิมุตติ ก็คือ ตาสั่ง สั่งของทั้งหมด แล้วเอาของทั้งหมดออกมาวางไว้ แล้วเอาลูกตาสั่งไปวางไว้ในจาน ลูกตาสั่งนั้นแหละคือวิมุตติ ส่วนตาสั่งนั่นคือ สุญญตวิเคราะห์

เพราะเหตุฉันใดจึงว่า ตาสั่งนั่นคือสุญญตวิเคราะห์ เพราะตาสั่งได้สั่งสิ่งของมาทั้งหมดแล้ว เราจึงได้รู้ว่าการทำงานของตาสั่ง ได้ให้เรารู้ถึงปริมาณของการสั่งสิ่งของทั้งหมด เอาสิ่งของออกมาจากตาสั่ง คงยังเหลือไว้แต่ความว่าง นั่นละเป็นสุญญตวิเคราะห์ ก็เพราะนั่นละเราจึงได้เรียกว่าวิมุตติ คำที่ว่าวิมุตตินี้ จึงหาปริมาณเอามาตอบให้ท่านผู้ที่ยังไม่ได้เข้ามาทำวิปัสสนาจึงไม่รู้ และเอามาอภิปรายได้ยาก

ในปริมาณของวิมุตติ เพราะมาจากสุญญตวิเคราะห์ ผู้ที่ได้รู้วิมุตติแล้ว แปลว่า ท่านนั้นผ่านอภิญญามาแล้ว ผู้ที่ได้อภิญญานั้น ก่อนอภิญญาจะเกิดขึ้นและอภิญญานั้นได้มาจากการภาวนาล้วนๆ ส่วนสมาธินั้นมาทำให้จิตสงบและสว่างแจ้ง เพราะผลของการภาวนามาทำให้อภิญญาเกิดขึ้น แล้วสมาธิจึงเป็นองค์เข้ามาประกอบทำให้มรรคและผลเกิดขึ้น ผลของอภิญญาจะส่งให้รู้เด่นชัด

ส่วนการรู้สภาวะจะมาเป็นส่วนประกอบของมรรคและผลของอภิญญา เพราะอภิญญาไม่มีตัวตน รู้ได้ด้วยการสัมผัสเท่านั้น เมื่อได้อภิญญาแล้วจะส่งเข้ามรรคและผลแล้วจึงไปอรหันต์ อรหันต์จะแบ่งออกเป็น อรหันตมรรค และ อรหันตผล แล้วจึงส่งไปนิโรธ แล้วจึงไปนิพพาน นิพพานหมายถึงนิพพานเป็นก่อน แล้วจึงไปนิพพานตายตามทีหลัง แล้วแต่ผลของกรรม ถ้าผลของกรรมหมดแล้วก็ไปนิพพาน ถ้าหากกรรมยังไม่หมด จำเป็นจะต้องกลับมาทำอภิญญาให้ได้มาก จนกว่าจะรู้ว่ากรรมนั้นมีปริมาณมากน้อยเท่าไหร่ และผลของนิโรธจะส่งไปนิพพาน ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า ได้ปฏิบัติธรรมของพระองค์มา จึงได้เอามากล่าวเพื่อท่านผู้ที่มีความประสงค์อยากรู้เท่านั้นไม่ได้คิดว่าจะเอามาสอนท่าน

ถ้ายังสงสัยหรืออยากได้อยากรู้ จงปฏิบัติเอา แล้วสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เอามากล่าวนั้น ก็จะปรากฏเกิดขึ้นกับตัวของท่านแน่นอน ไม่มีความกังขาและสงสัยใดๆทั้งสิ้น

การภาวนา วันหนึ่งเวลา 11 นาฬิกาตอนกลางคืน ให้เข้าภาวนาไปจนถึงตี 3 กลางวันให้เข้าภาวนา 12 โมงเที่ยงของกลางวันไปถึง 2โมงบ่าย นี้เป็นกิจของท่านผู้ที่จะทำให้อภิญญาเกิดขึ้น จะต้องภาวนาอยู่จนเป็นกิจศีล คือ นั่งอยู่ก็ให้ภาวนาในใจ ก้าวไปก็ให้ภาวนาอยู่ในใจ นอนลงก็ให้ภาวนาอยู่ในใจ หมายความว่า ดวงจิตของท่านไม่ได้อยู่เฉยๆ หายใจเข้าก็ให้เอาคำภาวนาเข้า หายใจออกก็ให้เอาคำภาวนาออกไป พร้อมกับลมหายใจของตนอยู่เสมอ นั้นแหละเป็นกิจศีลของผู้ที่จะทำให้อภิญญาเกิดขึ้น ให้ภาวนาอยู่ในใจเป็นกิจศีล ท่านเรียกว่า ภาวนาเป็นกิจศีล การภาวนาไม่ได้หยุดชะงักถึง2ชั่วโมง ลมหายใจเข้าก็มีความรู้สึกอยู่ในธรรม ลมหายใจออกก็มีความรู้สึกอยู่ในธรรม

คำที่ว่าภาวนา แปลได้ความว่า อริยะ ผลของการภาวนามาจากลมหายใจนั่นละคือภาวนา เมื่อภาวนาเป็นกิจศีลแล้ว อภิญญาก็จะเกิดขึ้น ส่วนเวลาว่างก็มาทำนิโรธ

คำที่ว่านิโรธ จะทำได้ทุกๆเวลา และทุกอิริยาบท ข้อสำคัญจะต้องรู้อารมณ์ อารมณ์ทั้งหมดที่มีอยู่จะต้องทำให้หมดไป

คำที่ว่าอารมณ์คือ มีกิริยาพันแปดประการอยู่ในอารมณ์ของตนต้องทำให้หมดไป แต่จะต้องเหลือไว้แต่ลมหายใจเท่านั้น จึงเข้าไปนิโรธได้ ถ้ายังมีนิวรณ์อยู่ ก็เข้าไปนิโรธไม่ได้ เพราะจิตไม่สะอาด ไม่ได้หมายความว่าโทสะ,โมหะ,มานะทิฐิ,หรือกิเลสตัณหาอย่างนี้เป็นต้น นั้นเป็นคำที่ท่านเอามากล่าวในไวยากรณ์เท่านั้น เพราะมนุษย์ปุถุชน จำเป็นต้องมีบ้างในสันดานจิต จะต้องติดค้างอยู่บ้างของทุกๆคน แต่ข้อสำคัญต้องรู้เวลาไหน ควรทำให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ เวลาไหนควรกำจัดโทสะ,โมหะ,ตัณหา,ราคะ,มาทำให้จิตเดือดร้อน กระวนกระวายเศร้าหมอง เวลานั่นแหละตัวสำคัญมั่นหมายต้องเอาให้อยู่ เราต้องเอาชนะจิตให้ได้และทำให้หมดไป ในแต่ละครั้งที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องทำให้หมดไป แล้วอภิญญาจะค่อยๆเชื่อมเข้า

ถ้าจะพูดแล้วก็คือ เหล็กแดงๆเอาจุ่มลงไปในน้ำ มันจะค่อยๆเย็นช้าๆและเย็นไปในที่สุด แล้วความร้อนก็หายหมดไป ในท้ายสุดความร้อนก็ไม่มีอีก นั่นแหละคือ ผลของการภาวนาของผู้ที่ทำให้อภิญญาเกิดขึ้น จะต้องค่อยเป็นค่อยไปตามผลของกรรมแต่ละบุคคลมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์รู้ได้ว่าผลกรรมนั้นมาจากไหน พระองค์รู้ได้ผลกรรมของตนเองและของสัตว์โลก เกิดขึ้นแด่ท่านผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ขอท่านจงสมบูรณ์พูนสุขนั้นเถอะ

เขียนโดย หลวงตาจันทร์พี มณีวงศ์

วันที่ 26-6-2002 ที่ประเทศออสเตรเลีย

 

 

 

Back To Content